# พีคอสเมด Pcosmed > “พีคอสเมด” เว็บไซต์รวบรวมบทความ โซลูชั่นด้านผิวหนังจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง คุณจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการดูแล รักษาผิวบอบบางแพ้ง่าย เริ่มตั้งแต่การทำความรู้จักสภาพผิวของคุณ การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม ไปจนถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผิวบอบบางแพ้ง่ายที่อธิบายได้ด้วยหลักทางการแพทย์ เพราะเราอยากให้ผิวคุณแข็งแรงและสุขภาพดี > “พีคอสเมด” ได้รับการจัดตั้งโดย บมจ.แพนราชเทวีกรุ๊ป ที่ประสบการณ์ด้านการดูแลผิวพรรณมากว่า 45 ปี และมีคลินิกในเครือที่ให้บริการตรวจโรคผิวหนังมากกว่า 300 สาขา และศูนย์วิจัยและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับรางวัล Quality Awards จาก อย. มา 5 สมัย โดยศูนย์จะรวบรวมการดูแลปัญหาสะเก็ดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นทางเลือกในการรักษาแบบไม่ต้องเสี่ยงภัย กับข้อแทรกซ้อนจากผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด ที่มีสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์ ทำให้เป็นผู้นำในการวิจัยคิดค้น เลือกใช้ตัวยาที่ผ่านการวิจัยค้นคว้าอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลปัญหาสะเก็ดเง็น และคิดค้นแนวทางรักษาตามหลักการแพทย์แม่นยำอย่างเป็นระบบ จนเป็นต้นแบบการดูแลปัญหาสะเก็ดเงินด้วยทฤษฏีใหม่ที่ได้พิสูจน์ว่าเป็นการดูแลปัญหาสะเก็ดที่มีประสิทธิภาพจากการนำไปปฏิบัติจริงในคลินิกกับผู้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงินจำนวนมาก --- ## Pages - [Dipsi](https://pcosmed.com/dipsi/) - [ฟรีที่ปรึกษา](https://pcosmed.com/release/) - [id](https://pcosmed.com/id/) - [Test](https://pcosmed.com/test/) - [Assistant](https://pcosmed.com/assistant/) - [Sitemap](https://pcosmed.com/sitemap/) - [Shop](https://pcosmed.com/shop/) - [Cart](https://pcosmed.com/cart/): You may be interested in... Your cart is currently empty! New in store - [Checkout](https://pcosmed.com/checkout/) - [My account](https://pcosmed.com/my-account/) - [Home](https://pcosmed.com/): ทุกนาทีเราทุ่มเท เพื่อผิวสวย ของคุณทุกนาทีเราทุ่มเทเพื่อผิวสวย ของคุณ“พีคอสเมด” เว็บไซต์รวมบทความโซลูชั่นด้านผิวหนังจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง คุณจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการดูแล รักษาผิว รู้จักสภาพผิว เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมExplore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsPure inspiration, zero spam ✨ - [Chatbot](https://pcosmed.com/chatbot/) - [Privacy Policy](https://pcosmed.com/privacy-policy/): Who we are Suggested text: Our website address is: https://pcosmed. com. Comments Suggested text: When visitors leave comments on the... - [Categories](https://pcosmed.com/categories/): Categories - [Full list](https://pcosmed.com/full-list/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! - [Hero Slider](https://pcosmed.com/hero-slider/) - [Full Grid](https://pcosmed.com/full-grid/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! - [Classic Grid](https://pcosmed.com/classic-grid/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to... - [Full Overlay](https://pcosmed.com/full-overlay/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! - [Contacts](https://pcosmed.com/contacts/): Feel Free to Contact Me Lorem ipsum dolor sit - [About](https://pcosmed.com/about/): ศูนย์รวม โซลูชั่นด้านผิวหนัง แบบครบวงจร - [Classic Overlay](https://pcosmed.com/classic-overlay/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to... - [Classic list](https://pcosmed.com/classic-list/): Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and Growth Flow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to... --- ## Posts - [ผื่นผิวหนังในหน้าฝน: เชื้อราหรือแค่แพ้?](https://pcosmed.com/0630-rainy-season-skin-rash/): บทความ: ผื่นผิวหนังในหน้าฝน: เชื้อราหรือแค่แพ้? 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) อากาศชื้นคือปัจจัยหลัก ที่กระตุ้นให้เกิดผื่นผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเป็นโรคผิวหนังอยู่เดิม ผื่นเชื้อรา มักมีขอบชัด เป็นวง แดงคัน ส่วน ผื่นแพ้ มักแดงทั่ว ไม่มีขอบ และเกิดทันทีหลังสัมผัสสิ่งระคายเคือง เชื้อราที่พบบ่อยในฤดูฝน... - [สิววัยทำงานเกิดจากอะไร? ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ผิวกลับมาใส](https://pcosmed.com/0629-adult-acne-ifestyle/): บทความ: สิววัยทำงานเกิดจากอะไร? ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ผิวกลับมาใส 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิววัยทำงานเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความเครียด ฮอร์โมน การนอนดึก อาหาร และมลภาวะ ไม่ใช่เพียงเรื่องฮอร์โมนเหมือนในวัยรุ่น สิวแต่ละประเภทต้องดูแลต่างกัน เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวฮอร์โมน การรู้ประเภทจะช่วยเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม... - [7 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สิวเห่อโดยไม่รู้ตัว](https://pcosmed.com/0628-risky-behaviors/): บทความ: 7 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สิวเห่อโดยไม่รู้ตัว 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) พฤติกรรมประจำวันมีผลต่อสิวโดยตรง เช่น ล้างหน้าบ่อย จับหน้า หรือไม่ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด ทำให้สิวไม่หายขาด ล้างหน้ามากเกินไปทำร้ายผิว เพราะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและกระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้น สิ่งของรอบตัวอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เช่น ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า หรือแปรงแต่งหน้า... - [โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว](https://pcosmed.com/0627-facial-foam-for-acne-prone-skin/): บทความ: โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว: แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) โฟมล้างหน้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการดูแลสิว เพราะช่วยลดน้ำมันส่วนเกินและแบคทีเรียโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว ควรเลือกสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และ non-comedogenic เพื่อไม่ให้รูขุมขนอุดตันหรือผิวระคายเคือง ส่วนผสมที่ดีต่อผิวเป็นสิว ได้แก่ Salicylic Acid, Tea... - [วิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำหลังรักษาหาย](https://pcosmed.com/0626-acne-recurring-treatment/): บทความ: วิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำหลังรักษาหาย 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวกลับมาได้แม้รักษาหายแล้ว หากยังไม่ปรับพฤติกรรม เช่น ล้างหน้าบ่อย แกะสิว หรือใช้สกินแคร์ที่อุดตันรูขุมขน เลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวหลังรักษา โดยเน้นสูตร non-comedogenic ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารกันเสียแรง ๆ อย่าหยุดยาเองทันทีเมื่อสิวหาย... - [รอยสิวแบบไหนควรใช้เลเซอร์หรือทายา?](https://pcosmed.com/0625-acne-scars-medication/): บทความ: รอยสิวแบบไหนควรใช้เลเซอร์หรือทายา? 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) รอยสิวมี 2 ประเภทหลัก: รอยสี (แดง–ดำ) และแผลเป็นสิว (หลุมหรือนูน) ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาต่างกัน รอยสิวตื้นใช้ยาทาได้ผลดี: เช่น Vitamin C, Niacinamide, AHA/BHA,... - [รีวิวตัวยารักษาสิวที่คุณควรรู้ก่อนใช้](https://pcosmed.com/0624-acne-medication-reviews/): บทความ: รีวิวตัวยารักษาสิวที่คุณควรรู้ก่อนใช้ 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) ยารักษาสิวมีหลายประเภทและกลไกต่างกัน เช่น ยาฆ่าเชื้อ (Benzoyl Peroxide), ยาผลัดเซลล์ (Retinoids, BHA), ยาลดอักเสบ (Clindamycin, Niacinamide) ควรเริ่มจากตัวยาความเข้มข้นต่ำ เพื่อป้องกันการระคายเคือง โดยเฉพาะกลุ่มกรดและวิตามินเอ... - [สิวที่หลัง คอ ก้น แก้อย่างไรให้ตรงจุด](https://pcosmed.com/0623-acne-back-neck-buttocks/): บทความ: สิวที่หลัง คอ ก้น แก้อย่างไรให้ตรงจุด 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวที่หลัง คอ และก้นต่างจากสิวบนหน้า เพราะผิวบริเวณนั้นมีรูขุมขนใหญ่ เหงื่อออกมาก และระบายอากาศได้น้อย จึงเกิดการอุดตันง่าย สาเหตุหลักคือเหงื่อ ความอับ และการเสียดสี จากเสื้อผ้ารัดแน่น... - [ผิวหนังอักเสบในเด็กและวัยรุ่น](https://pcosmed.com/0622-dermatitis-in-children/): บทความ: ผิวหนังอักเสบในเด็กและวัยรุ่น (และแนวทางรักษา) 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) เป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น มักเกิดจากการแพ้ ระคายเคือง หรือระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic), ผื่นแพ้สัมผัส (Contact), ผื่นรังแคในเด็กเล็ก... - [ผื่นแพ้สัมผัส – เจอบ่อยจากอะไรบ้าง?](https://pcosmed.com/0621-contact-dermatitis/): บทความ: ผื่นแพ้สัมผัส – เจอบ่อยจากอะไรบ้าง? 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) คือภาวะการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสสารระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: • Irritant จากสารเคมีแรง เช่น สบู่... - [รังแคคือโรคผิวหนังหรือแค่แห้ง?](https://pcosmed.com/0620-dandruff-skin-disease/): บทความ: รังแคคือโรคผิวหนังหรือแค่แห้ง? 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) รังแคคือการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังบนหนังศีรษะเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดเกล็ดสีขาวหรือเหลือง มักไม่อันตรายแต่กระทบต่อความมั่นใจ สาเหตุของรังแคมีหลายอย่าง เช่น เชื้อรา Malassezia, การใช้ผลิตภัณฑ์ระคายเคือง, ความเครียด, ผิวแห้งหรือมันเกินไป รังแคทั่วไปต่างจากรังแคจากโรคผิวหนัง — ถ้ามีผื่นแดง อักเสบ... - [เคล็ดลับลดความหมองคล้ำของผิวหน้าแบบปลอดภัย](https://pcosmed.com/0619-tips-reducing-facial-dullness/): บทความ: เคล็ดลับลดความหมองคล้ำของผิวหน้าแบบปลอดภัย 🧠 Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหมองคล้ำไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยงาม แต่อาจเกิดจากเซลล์ผิวสะสม แสงแดด มลภาวะ หรือความเครียด ซึ่งสามารถฟื้นฟูได้ด้วยวิธีปลอดภัย การผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ด้วย AHA/BHA หรือสครับเนื้อละเอียด 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและดูสว่างขึ้น ความชุ่มชื้นคือหัวใจของผิวใส... - [กลาก เกลื้อน ต่างกันยังไง? ดูให้เป็น รักษาให้ถูก](https://pcosmed.com/0618-ringworm-and-tinea/): บทความ: กลาก เกลื้อน ต่างกันยังไง? ดูให้เป็น รักษาให้ถูก บทนำ “กลาก เกลื้อน” เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินและมักจะใช้แทนกันไปมาโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วสองคำนี้ไม่ได้หมายถึงโรคเดียวกัน กลาก กับ เกลื้อน มีลักษณะและสาเหตุที่ต่างกัน รวมถึงแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน หากวินิจฉัยผิด อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลและอาการลุกลามได้ง่าย บทความนี้จะช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลากกับเกลื้อนได้อย่างชัดเจน พร้อมวิธีดูแลและรักษาให้เหมาะสม 1.... - [วิธีเช็กสภาพผิวด้วยตัวเองก่อนเลือกสกินแคร์](https://pcosmed.com/0617-how-to-check-your-skin/): บทความ: วิธีเช็กสภาพผิวด้วยตัวเองก่อนเลือกสกินแคร์ บทนำ ก่อนจะลงทุนกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือ สกินแคร์ ตัวใหม่ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการรู้จัก “สภาพผิว” ของตนเองอย่างถูกต้อง เพราะแม้จะเลือกสกินแคร์ราคาแพงแค่ไหน หากไม่เหมาะกับผิว ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามที่หวัง บทความนี้จะแนะนำวิธีเช็กสภาพผิวแบบง่าย ๆ ที่ทำได้เองที่บ้าน พร้อมเคล็ดลับในการเลือก สกินแคร์ ให้ตรงกับความต้องการของผิวอย่างแท้จริง 1.... - [สครับผิวดีจริงไหม? ทำบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี](https://pcosmed.com/0616-is-body-scrub-really-good/): บทความ: สครับผิวดีจริงไหม? ทำบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี บทนำ การมี ผิวดี ใส เรียบเนียน คือความฝันของใครหลายคน หนึ่งในขั้นตอนที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ “การสครับผิว” หรือการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีขัดผิว แต่ก็มีคำถามว่า การสครับผิวทำให้ ผิวดี จริงไหม? หรือถ้าทำบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวพัง? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงข้อดี ข้อเสีย เทคนิค... - [รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร](https://pcosmed.com/0615-what-causes-large-pores/): บทความ: รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแล บทนำ รูขุมขนกว้างเป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจในผิวหน้า แม้จะไม่ใช่ปัญหารุนแรง แต่ก็มักมาคู่กับความมันส่วนเกินและ รอยสิว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวในระยะยาว หากเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการดูแลอย่างถูกต้อง จะช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียน และลดปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาได้ 1. รูขุมขนกว้างคืออะไร? รูขุมขนเป็นช่องทางระบายเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมัน หากมีการผลิตน้ำมันมากเกินไปหรือมีการอุดตันบ่อยครั้ง... - [ผิวมันแต่ขาดน้ำคืออะไร? ดูแลยังไงไม่ให้เป็นสิว](https://pcosmed.com/0614-what-is-oily-but-dehydrated-skin/): บทความ: ผิวมันแต่ขาดน้ำคืออะไร? ดูแลยังไงไม่ให้เป็นสิว บทนำ หลายคนเข้าใจผิดว่า ผิวมัน คือผิวที่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ผิวสามารถมันแต่ยัง “ขาดน้ำ” ได้ ซึ่งสภาพนี้อาจทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ความหมองคล้ำ ระคายเคือง หรือแม้กระทั่งการเกิดสิวซ้ำ ๆ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจถึงภาวะ... - [รอยแดง รอยคล้ำหลังผื่นหาย ฟื้นฟูยังไงดี](https://pcosmed.com/0613-how-to-restore-red-marks/): บทความ: รอยแดง รอยคล้ำหลังผื่นหาย – ฟื้นฟูยังไงดี บทนำ “รอยแดง รอยคล้ำ” ที่หลงเหลือหลังผื่นหรืออาการอักเสบหายแล้ว มักกลายเป็นปัญหากวนใจสำหรับใครหลายคน แม้ตัวโรคจะหายไป แต่ร่องรอยความไม่สม่ำเสมอของสีผิวยังคงอยู่ ทำให้ความมั่นใจลดลง และอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู หากเราเข้าใจกลไกของผิวและเลือกแนวทางฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ก็สามารถเร่งการฟื้นตัวและลดรอยแดงรอยคล้ำได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน 1. รอยแดงและรอยคล้ำต่างกันอย่างไร? รอยแดง มักเกิดจากเส้นเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบ... - [หน้าแดง แสบ คันบ่อย อาจเป็นโรคผิวหนังหรือแพ้สาร?](https://pcosmed.com/0612-red-face-burning-itching-often/): บทความ: หน้าแดง แสบ คันบ่อย อาจเป็นโรคผิวหนังหรือแพ้สาร? บทนำ อาการหน้าแดง แสบ คัน เป็นปัญหาผิวที่หลายคนพบเจอในชีวิตประจำวัน บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกกับผิว แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังหรือการแพ้สารเคมี ซึ่งต้อง รักษาผิว อย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้ลุกลามหรือทิ้งผลข้างเคียงระยะยาว บทความนี้จะพาคุณสำรวจสาเหตุที่เป็นไปได้ พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันผิวอย่างถูกวิธี 1. อาการหน้าแดง แสบ... - [วิธีดูแลผิวระหว่างที่รักษาโรคผิวหนัง](https://pcosmed.com/0611-care-for-your-skin-while-treating-skin-disease/): บทความ: วิธีดูแลผิวระหว่างที่รักษาโรคผิวหนัง บทนำ การเป็น โรคผิวหนัง อาจทำให้ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าปกติ การดูแลผิวระหว่างรักษาโรคจึงไม่ใช่แค่การใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามหรือลงลึกมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การรักษาเห็นผลเร็วขึ้น และลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นหรือการกลับมาเป็นซ้ำได้อีก 1. เข้าใจธรรมชาติของผิวในระหว่างป่วย ผิวจะบางลงจากการใช้ยาหรือการอักเสบเรื้อรัง เกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติอ่อนแอลง ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ การดูแลผิวจึงต้องเน้นความอ่อนโยนและหลีกเลี่ยงการระคายเคืองทุกชนิด 2.... - [การใช้ครีมกันแดดที่ถูกวิธีและเหมาะกับสภาพผิว](https://pcosmed.com/0610-using-sunscreen-correctly/): บทความ: การใช้ครีมกันแดดที่ถูกวิธีและเหมาะกับสภาพผิว บทนำ “ครีมกันแดด” เป็นอาวุธลับของผิวที่หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่เป็นเกราะป้องกันสำคัญจากแสงแดดและรังสี UV ที่ทำร้ายผิวทุกวัน แต่การทา ครีมกันแดด แบบผิดวิธีหรือเลือกไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ไม่ได้ผลหรือเกิดปัญหาผิวตามมาได้ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้ครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว พร้อมเทคนิคการใช้ที่ถูกต้อง เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง 1. ทำไมต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน แสงแดดมี รังสี... - [แนะนำการพบแพทย์ผิวหนัง: เมื่อไหร่ควรรีบไป?](https://pcosmed.com/0609-seeing-a-dermatologist/): บทความ: แนะนำการพบแพทย์ผิวหนัง: เมื่อไหร่ควรรีบไป? บทนำ หลายคนอาจชะลอการไปพบ แพทย์ผิวหนัง ด้วยความคิดว่าอาการผิวหนังเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือสามารถรักษาเองได้ แต่ในความเป็นจริง การปล่อยให้ปัญหาผิวลุกลามอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหรือรอยแผลถาวรได้ การรู้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพผิวที่ถูกต้องและปลอดภัย 1. แพทย์ผิวหนังคือใคร? แพทย์ผิวหนังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การวินิจฉัยและรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เส้นผม เล็บ และเยื่อบุ รวมถึงความงาม เช่น... - [ทำไมล้างหน้าถูกวิธีก็ยังเป็นสิว?](https://pcosmed.com/0608-why-does-washing-your-face-properly-still-cause-acne/): บทความ: ทำไมล้างหน้าถูกวิธีก็ยังเป็นสิว? บทนำ หลายคนอาจรู้สึกสับสนว่าแม้จะล้างหน้าถูกวิธี ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน และไม่แต่งหน้าหนัก แต่ทำไม สิว ก็ยังขึ้นไม่หยุด ความจริงแล้ว “การล้างหน้า” เป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนดูแลผิวเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีผลต่อการเกิดสิว หากคุณกำลังล้างหน้าอย่างถูกวิธีแต่สิวก็ยังไม่หาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจปัจจัยซ่อนเร้นที่ส่งผลต่อการเกิดสิว และแนะแนวทางดูแลผิวให้ตรงจุดยิ่งขึ้น 1. ล้างหน้าถูกวิธี แต่ไม่เหมาะกับสภาพผิว แม้คุณจะล้างหน้าเช้า-เย็น... - [วิธีรักษาสิวแบบปลอดภัย ไม่ทิ้งรอยแผล](https://pcosmed.com/0607-how-to-treat-acne-safely/): บทความ: วิธีรักษาสิวแบบปลอดภัย ไม่ทิ้งรอยแผล บทนำ รักษาสิว ให้ได้ผลโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เป้าหมายที่หลายคนพยายามแต่กลับไม่สำเร็จ บางคนเลือกวิธีรุนแรง เช่น บีบสิว ใช้ยากัด หรือขัดแรง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเสียยิ่งกว่าเดิม ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสิวและวิธีฟื้นฟูผิวเป็นสิ่งจำเป็น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักวิธีรักษาสิวอย่างปลอดภัย ไม่ทำลายผิว และช่วยลดโอกาสการเกิดรอยดำรอยแดงหลังสิวอย่างยั่งยืน 1. เข้าใจก่อนว่าสิวคืออะไร... - [ภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) กับการดูแลเบื้องต้น](https://pcosmed.com/0606-eczema-and-basic-care/): บทความ: ภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) กับการดูแลเบื้องต้น บทนำ ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ Eczema เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรัง โดยมีลักษณะเด่นคือ ผื่นแดง แห้ง ลอก คัน และระคายเคือง มักพบในเด็กเล็ก แต่สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ... - [เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งขาดน้ำให้กลับมาชุ่มชื้น](https://pcosmed.com/0605-tips-for-dehydrated-skin/): บทความ: เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งขาดน้ำให้กลับมาชุ่มชื้น 1. เข้าใจก่อนว่า “ผิวแห้ง” คืออะไร? ผิวแห้ง คือภาวะที่ผิวขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม อายุที่มากขึ้น การล้างหน้ามากเกินไป หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายเกราะป้องกันผิว อาการที่พบบ่อยคือ ผิวลอกเป็นขุย คัน แดง แตกลาย หรือรู้สึกตึงผิว แม้จะทาครีมแล้วก็ตาม การเข้าใจสาเหตุของผิวแห้งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการฟื้นฟู... - [สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน ต่างกันยังไง?](https://pcosmed.com/0604-hormonal-acne-clogged-pores/): บทความ: สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน ต่างกันยังไง? 1. ทำความเข้าใจก่อน: สิวมีหลายประเภท สิว ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละประเภทมีที่มาและการดูแลที่แตกต่างกัน หลายคนอาจสับสนว่า “สิวฮอร์โมน” และ “สิวอุดตัน” คือสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองมีสาเหตุ อาการ... - [โรคเซ็บเดิร์ม (ผิวลอก แดง คัน): สาเหตุ + วิธีรักษา](https://pcosmed.com/0603-seborrhea-causes-treatment/): บทความ: โรคเซ็บเดิร์ม (ผิวลอก แดง คัน): สาเหตุ + วิธีรักษา บทนำ โรคเซ็บเดิร์ม หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ผิวลอก แดง คัน เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหนังเรื้อรังที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย อาการมักเกิดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ ข้างจมูก หรือหลังใบหู ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจและรู้สึกรำคาญกับอาการคันและลอกอย่างต่อเนื่อง... - [ผิวแพ้ง่ายคืออะไร? สัญญาณเตือนและวิธีรับมือ](https://pcosmed.com/0602-what-is-sensitive-skin/): บทความ: ผิวแพ้ง่ายคืออะไร? สัญญาณเตือนและวิธีรับมือ 1. ผิวแพ้ง่าย: ปัญหาที่พบได้บ่อยแต่ถูกมองข้าม ผิวแพ้ง่าย ไม่ได้หมายถึงผิวที่บางเท่านั้น แต่คือภาวะที่ผิวตอบสนองไวเกินปกติต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน เช่น แสงแดด มลภาวะ น้ำหอม หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ควรจะปลอดภัย การระคายเคือง แสบ คัน แดง หรือเป็นผื่น ล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม... - [สิวเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุที่หลายคนยังเข้าใจผิด](https://pcosmed.com/0601-how-acne-is-caused/): บทความ: สิวเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุที่หลายคนยังเข้าใจผิด 1. สิว: ปัญหาผิวที่ไม่ใช่แค่เรื่องความงาม สิว เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกเพศทุกวัย และหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของความสวยความงาม แต่ในความจริงแล้ว สิวมีความเกี่ยวข้องกับระบบภายในร่างกายหลายด้าน ตั้งแต่ฮอร์โมน การดูแลผิวพรรณ ไปจนถึงพฤติกรรมประจำวัน ซึ่งหากเข้าใจผิดในสาเหตุ ก็อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร 2. ความเชื่อผิดๆ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับสาเหตุของสิว ผู้คนมักจะ... - [ประมวลภาพบรรยากาศ PAN เปิดตัวสินค้าใหม่](https://pcosmed.com/news-250313/): ประมวลภาพบรรยากาศ PAN เปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน “Unlocking Acne’s Secrets” ปลดล๊อค เผยความลับของแผลใต้สิวด้วย PAN Anti-ACNE 2 SOLUTION เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่ร้าน Audrey ชั้น... - [เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ PAN ANTI ACNE 2 Solution](https://pcosmed.com/news-250312/): “แพน คอสเมติก” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางและผิวพรรณชั้นนำของไทย ภายใต้ บริษัทแพน ราชเทวี กรุ๊ป คัมแบคสู่การเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รุกหนักปรับโฉมแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ PAN ANTI ACNE 2 Solution โลชั่น 2 in 1ช่วยป้องกันและรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพในการลดสิวและลดโอกาสการเกิดแผลใต้สิว รวมถึง... - [3 พฤติกรรมทำคุณดูแก่ก่อนวัย](https://pcosmed.com/3-habits-that-are-making-you-look-older/): 3 พฤติกรรมทำคุณดูแก่ก่อนวัย ผิวหน้าถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ความสวยและผิวที่อ่อนเยาว์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น สาว ๆ ทุกคนจึงต้องพยายามดูแลผิวตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะผิวหน้า ถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ก็ยังมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ดูแลผิวไปพร้อม ๆ กับการทำร้ายผิวตัวเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหากจะพินิจพิจารณากันจริง ๆ แล้ว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สาว... - [เทรนด์แต่งหน้าวัยรุ่น](https://pcosmed.com/teen-make-up-trend/): Teen make up Trend เทรนด์แต่งหน้าวัยรุ่น สวัสดีค่ะ เพื่อนแพนฉบับนี้มาพร้อมความสดใสวัยทีน น้องๆ วัยทีนจะได้มารู้เทคนิคการแต่งหน้าสดใสสมวัยทีน ที่เรียกว่าแอ๊บแบ๊วมาฝากเพราะน้องๆ วัยทีนไม่ควรแต่งหน้าจัดเกินไปเพราะฉะนั้นน้องๆ ควรแต่งหน้าใสๆ บางๆ ดูแทบไม่รู้ว่าวันนั้นน้องๆ ได้ลงเมคอัพมาเพื่อเผยผวิใส เปล่งปลั่งในวัยทีนอยากทราบเทคนิคกันแล้วใช่ไหมคะ เราติดตามกันได้เลยค่ะ... . Face สาวน้อยวัยทีนบางคนมักมีปัญหาเรื่องสิวหรือรอยดำจากสิว... - [7 ความลับสู่ 'ผู้ชาย' ผิวหน้าใส](https://pcosmed.com/7-mens-skin-care-secrets/): 7 Men’s Skin Care Secrets เผยความลับสู่ผิวหน้าใส เรื่องที่เขียนนี้มาจากหน่มๆ เพื่อนๆ ที่เรามองหน้าแล้วรู้สึกว่าแก่กว่าอายุ คืออายุเพียง 25 แต่มีริ้วรอยบริเวณหน้าผากและหางตาค่อนข้างเยอะ เป็นเพราะความเครียดจากหน้าที่การงานและอีกประการหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือการขาดการดูแลผิวที่ถูกวิธี จากการสอบถามเรื่องการดูแลผิวพรณของหนุ่มๆ คือ วันหนึ่งล้างหน้าตอนอาบน้ำ และก่อนนอนคือจบ นั่นคืออย่างเดียวที่หนุ่มๆ มักคิดว่า การล้างหน้าให้สะอาดคือการดูแลผิวพรรณแล้ว... - [โชว์แผ่นหลังไร้สิว ได้ไม่อายใคร](https://pcosmed.com/how-to-get-rid-of-back-acne/): ไม่ใช่เพียงแค่บนใบหน้าที่เป็นปัญหากวนใจเท่านั้นเจ้าสิวพากันผุดขึ้นที่หลังจนทำให้หลังเนียนเต็มไปด้วยตุ้มแดง ซึ่ง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลังหลักๆแล้วมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ 1. เกิดจากชีวิตประจำวันของเราเอง 2. เกิดจากฮอร์โมนของเรา วันนี้มีวิธีจัดการกับสิวบนหลังมาฝากสาวๆๆ สิวที่หลังมักขึ้นมาจากเหงื่อออกและแห้งไปกับตัว ควรอาบน้ำทันทีหลังเหงื่อออกแล้วเช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อที่แห้งสะอาด จะช่วย แนะนำให้มาใช้สบู่ก้อนที่มีคุณสมบัติที่ลดแบคทีเรีย 24 ชั่วโมง หรือสบู่ที่ใช้ในการรักษาสิวโดยเฉพาะ ก่อนนอนทายาป้องกันเชื่อแบตทีเรีย หรือยาลดการอักเสบของสิว... - [4 นิสัยแย่ๆ ทำลายผิวสวย](https://pcosmed.com/4-bad-skin-habits/): 4 Bad Skin Habits นิสัยแย่ๆ ทำลายผิวสวย เลือกผลิตภัณฑ์ผิดสุดๆ เห็นเป็นไม่ได้ต้องบีบ (สิว) หลงลืมที่จะทาครีมบำรุงบริเวณคอและ หน้าอก ละเลยดวงตาขอ คุณเคยสังเกตหรือไม่นิสัยของคุณอาจก่อนให้เกิดปัญหาผิวโดยคุณไม่รู้ตัว บางครั้งคุณสาวๆ มักจะไม่ได้ใส่ใจสิ่งเล็กๆ หรือความเคยชินที่เราได้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอเพราะว่านึกไม่ถึงจะก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมาทีหลัง บางครั้งคิดว่า เอ! ! ทำไมถึงมีสิว... - [ผิวมันมาก สิวหัวหนองสิวอักเสบ](https://pcosmed.com/acne-and-oily-skin/): มีคนถามเข้ามาว่า “ผิวมันมาก เป็นสิวหัวหนอง สิวอักเสบ ใช้ยามาอย่างโชคโชนไม่หายคับ มีแผลเป็นแดงๆด้วย ควรใช้อะไรดี” สิว นั้น จะต้องดูปัจจัยในการเกิดสิวด้วยค่ะ หากเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมน จะค่อนข้างหลีกเลี่ยงลำบาก การอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อคอยควบคุม ป้องกันไม่ให้ปัญหาสิว เกิดรุนแรงขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีกว่า จะไปซื้อผลิตภัณฑ์ใช้เอง หากพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้วเกิดสิวขึ้น ก็ต้องดูปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ... - [สกินแคร์ช่วยป้องกันปัญหาจาก PM2.5](https://pcosmed.com/skincare-protection-pm25/): ปัญหามลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละออง PM 2. 5 กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM 2. 5 มีขนาดเล็กมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2. 5 ไมครอน จึงล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานและเราสูดเข้าปอดได้ลึกถึงระดับหลอดลมฝอยหรือลึกกว่าสำหรับอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สำหรับผลต่อผิวหนังหลังจากสัมผัสกับ PM 2. 5... - [ผลของ PM2.5 ต่อผิวหนัง](https://pcosmed.com/effects-pm25-skin/): ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2. 5 คือมลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศซี่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2. 5 ไมครอน โดย PM ย่อมาจาก Particulate Matter เนื่องจาก PM 2. 5 มีขนาดเล็กมาก ทำให้ลอยอยู่ในอากาศได้นาน มลพิษ... - [สมุนไพร 6 ชนิด แก้อาการคันหนังศีรษะ](https://pcosmed.com/6-herbs-to-relieve-itchy-scalp-symptoms/): คุณสมบัติสมุนไพร 6 ชนิด ช่วยขจัดเชื้อรา และอาการคันหนังศีรษะ สมุนไพรทั้ง 6 ชนิด ประกอบด้วย 1. มะนาว เนื่องจากในน้ำมะนาวมีกรดที่จะช่วยกำจัดเชื้อราบนหนังศีรษะและช่วยลดปัญหาผมมันลงได้ เพียงผสมน้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะกับน้ำสะอาด 1 ถัง คนให้เข้ากันแล้วนำมาใช้ล้างผมและหนังศีรษะ ให้ทำเป็นประจำด้วยสูตรนี้ก็จะช่วยกำจัดเชื้อราบนหนังศีรษะให้หมดไป ทั้งยังทำให้ความมันลดลงและทำให้เส้นผมเงางามขึ้นได้อีกด้วย... - [5 ปัญหาผิววัยทีน](https://pcosmed.com/top-5-teen-skin-problem/): TOP 5 TEEN SKIN PROBLEM ปัญหาผิววัยทีน วัยรุ่นในที่นี้คุณหมอขอระบุอายุคือตั้งแต่ อายุ 13-19 ปี (Teenage) ปัญหาผิวของวัยรุ่นในช่วงนี้มักเกิดขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในบทความนี้คุณหมอของยก 5 อันดับปัญหาวัยรุ่นที่คิดว่าทุกท่านผู้อ่านต้องประสบปัญหาเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่านี้ ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น หรือน้องๆ ที่อยู่ในช่วงอายุนี้ คุณหมอจะขออธิบายปัญหาและการดูแล รักษาเพื่อให้ผิวของวัยทีน... - [ผื่นคัน ที่มักเกิดในหน้าหนาว](https://pcosmed.com/winter-itch-causes-and-treatment/): เป็นกันไหม? ผื่นคัน ที่มักเกิดในหน้าหนาว เมื่อเข้าหน้าหนาว หลายๆ คนมักประสบปัญหาผิวแห้ง แตก จนเกิดอาการคัน ซึ่งอาการดังกล่าว เรียกว่า ผื่นในฤดูหนาว ไม่ใช่ ผื่น ที่อันตราย แต่ต้องดูแลและบำรุงมากกว่าฤดูอื่นๆ อาการของผื่นที่มักพบ มีอาการคัน ผิวหนังแห้งจะเป็นสะเก็ด เกิดเป็นแผลพุพอง ผิวมีอาการบวมแดงและเกิดการอักเสบ... - [8 วิธีการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน](https://pcosmed.com/8-ways-to-boost-your-immune-system/): 8 วิธีการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เคล็ดลับเสริมภูมิคุ้มกันผู้สูงอายุ เพื่อชีวิตที่สดใส เพื่อให้ร่างกายคงความแข็งแรงและความต้านทานต่อสิ่งคุกคามต่าง ๆไว้ได้ ถึงแม้อายุจะมากขึ้น 1. โภชนาการที่ครบถ้วนและหลากหลาย อาหารที่มีประโยชน์และสมดุลเป็นรากฐานสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง วิตามินและสารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ วิตามินซี ดี อี และ สังกะสี เป็นต้น 2. การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ... - [ปัญหาสุขภาพและโรคผิวหนังหลังน้ำท่วม](https://pcosmed.com/diseases-that-come-with-flooding/): กรมการแพทย์ห่วงใยพี่น้องผู้ประสบภัยแนะป้องกัน “โรคที่มากับน้ำท่วม” กรมการแพทย์เตือนภัยโรคที่มากับน้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ตาแดง ผิวหนังจากแมลงสัตว์มีพิษกัดต่อย โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และน้ำกัดเท้า แนะประชาชนดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรค นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่กำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วมส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคมีสิ่งปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะนำเชื้อโรคของเสียต่างๆ รวมทั้งสารเคมีที่อาจพบปะปนมา นอกจากนี้ จากสภาพน้ำที่ท่วมขัง... - [ฤดูหนาวไวรัสเติบโต ระวังป่วยโรคผิวหนัง](https://pcosmed.com/skin-diseases-to-be-careful-of-in-winter/): ฤดูหนาวไวรัสเติบโต ระวังป่วยโรคผิวหนัง ช่วงนี้ประเทศไทยอากาศแปรปรวน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน บางพื้นที่ยังมีฝนตกให้ชุ่มฉ่ำ สภาพอากาศเช่นนี้อาจทำให้เด็กเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เจ็บป่วยได้ง่าย และเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี แนะทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลี่ยงอาบน้ำอุ่นจัด ทาครีมบำรุงผิวที่ผสมมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิวกาย นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์... - [เตือน 7 โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าหนาว](https://pcosmed.com/7-skin-diseases-to-be-careful-of-in-winter/): เตือน 7 โรคผิวหนัง ที่ต้องระวังในช่วง “หน้าหนาว” ฝนกำลังไป หนาวกำลังมา ได้เวลาปรับกลยุทธ์ดูแลสุขภาพกันแล้ว แน่นอนว่ายิ่งอากาศหนาว เรายิ่งต้องรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นตลอด รวมไปถึงผิวหนังของเราด้วย ที่อาจขาดความชุ่มชื้นและสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ทำให้เกิดการแห้งตึง ระคายเคือง เป็นขุยแดงได้ วันนี้อยากขอแนะนำให้รู้จักกับ 7 โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าหนาวกัน 1. โรคสุกใส... - [UR9 "สิวตัว" ผิวกาย หายบ่น](https://pcosmed.com/ur9-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM1 "สะเก็ดเงิน" คันหยุด ผิวออร่าร่าเริง](https://pcosmed.com/um1-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM5 "ผิวอักเสบง่าย" คันหยุด คืนความงาม ตามสไตล์ฉัน](https://pcosmed.com/um5-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM4 "ภูมิแพ้" คันหยุด เที่ยวสนุก หยุดเกา](https://pcosmed.com/um4-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM3 "สิวลำตัว" คันหยุด สลายสิวสบายตัว](https://pcosmed.com/um3-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM2 "เริม" คันหยุด กังวลหาย กลายเป็นสุข](https://pcosmed.com/um2-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UM6 "รังแค" คันหยุด ราศีมีไว้ในตัวเอง](https://pcosmed.com/um6-stop-itching/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UR3 "คันศีรษะ" หยุดคัน คันหัวหาย](https://pcosmed.com/ur3-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [UR1 "สะเก็ดเงิน" หยุดคัน คันดันหาย](https://pcosmed.com/ur1-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ - [UR2 "เริม" หยุดคัน โล่งอกซะทีนะ](https://pcosmed.com/ur2-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [UR4 “คันศีรษะ” หยุดคัน นูนยุบราบ](https://pcosmed.com/ur4-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) - [UR8 "หยุดคัน" ทันทีไม่รอแล้ว](https://pcosmed.com/ur8-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [UR7 "แพ้ยุง แมลงกัดต่อย" หยุดคัน ยุงแมลงแพ้ง่าย](https://pcosmed.com/ur7-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [UR5 "ผิวแห้งเป็นขุย" หยุดคัน ชีวิตสว่างใส](https://pcosmed.com/ur5-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [UR6 "แพ้ผ้าอ้อม ผดผื่น" หยุดคัน อย่ายอมแพ้](https://pcosmed.com/ur6-stop-itching-2/): “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ - [E3 ผิวสวยเนียนกระจ่างใส ในเวลา 3 เดือน](https://pcosmed.com/e3_skin-radiant-bright-middle/): 5 วิธีสร้าง ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) ในเวลา 3 เดือน ผิวสวย เปล่งปลั่ง ออร่าจับ เป็นความปรารถนาของหลายๆ คนโดยเฉพาะบรรดาสาวๆ ซึ่งเรามีคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6 วิธีเพื่อสร้างผิวเปล่งปลั่งภายในเวลา 3 เดือน 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ... - [E4 วิธีแก้หน้าหมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใส](https://pcosmed.com/e4_skin-radiant-dullface-lower-ortho/): วิธีแก้หน้าหมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใส (Radiant Skin) ปัญหากวนใจที่แก้ไม่ยาก! หน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ทำยังไงดี? ปัญหาผิวหน้าหมอง ผิวหน้าไม่สดใส หน้าคล้ำ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย สามารถเกิดได้ง่ายเพียงแค่รอบตัวเรา รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ในบทความนี้ จะพาไปหาสาเหตุต้นตอ ตัวการที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำบริเวณใบหน้า รวมไปถึงบอกวิธีการรักษา วิธีแก้ปัญหา และวิธีการป้องกันปัญหาหน้าหมองที่กวนใจ... - [E5 วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียนใส ย้อนวัยไป 10 ปี](https://pcosmed.com/e5_skin-radiant-rough-dull-lower-para/): วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียนใส ย้อนวัยไป 10 ปี ทำอย่างไรจึงจะดูอ่อนเยาว์ “วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียนใส” ว่ากันว่า ความสวย ยังไม่สำคัญเท่า ความสาว เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสาว ๆ หลายคนจึงเลือกที่จะเข้าคลินิกเสริมความงาม ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี และพักผ่อนเยอะ ๆ เพื่อคงความอ่อนเยาว์ให้แก่ใบหน้าเอาไว้นั่นเอง อย่างไรก็ดีค่ะ การดูแลผิวหน้าให้เนียนใส... - [F วิธีดูแลผิวกับช่วงวัย 20-30-40-50 ปี](https://pcosmed.com/f_skin-radiant-take-care/): วิธีดูแลผิวให้เหมาะสมกับช่วงวัย 20-30-40-50 ปี ผิวสวยๆ เป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ต่างถวิลหา ผิวเต่งตึง เนียนละเอียด ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยที่มากวนใจให้อารมณ์ขุ่นมัว ทว่า ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกายก็เปลี่ยนไป คุณสาวๆ อย่าเพิ่งกลุ้มใจไป เพราะ ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก มีคำแนะนำดีๆ สำหรับสาวๆ ทุกคนให้ได้สวยใส... - [G1 หน้าเหนื่อย หน้าโทรม หน้าหมองคล้ำ แก้อย่างไรดี](https://pcosmed.com/g1_tired-face-to-fresh-face/): หน้าเหนื่อย หน้าโทรม หน้าหมองคล้ำ นอนน้อย ขอบตาดำ แก้อย่างไรดี หน้าโทรม ปัญหาผิวที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่ก็เลี่ยงได้ยากทั้งสภาพแวดล้อมที่ต้องเจอในปัจจุบัน มลพิษ แสงแดด ไหนจะการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำผิวมีสุขภาพที่แย่ลง นอนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น นำมาซึ่งปัญหาผิวหน้าโทรมหมองคล้ํา ขอบตาดำ... - [G2 วิธีทำให้ผิวขาว เห็นผลเร็ว แบบธรรมชาติ และปลอดภัยที่สุด](https://pcosmed.com/g2_control-skin-color-to-super-white/): 8 วิธีทำให้ผิวขาวสวยสดใส (Super white) เห็นผลเร็ว แบบธรรมชาติและปลอดภัยที่สุด อยากผิวขาวและกระจ่างใส นั้นเป็นสิ่งที่สาวๆ และหนุ่มๆทุกคนต่างต้องการ แต่การที่จะมีผิวสวยไร้ที่ติก็ต้องผ่านการดูแลตัวเอง แม้จะมีวิธีทำให้ผิวขาวและเนียนใสขึ้นได้ แต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้ผิวขาวขึ้น มี 7 วิธีที่ตอบโจทย์ ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ผิวขาวแบบเป็นธรรมชาติ 1. ขัดผิวให้ขาวด้วยมะขามเปียก ปัญหาผิวเสียที่เกิดขึ้นจากการทำความสะอาดผิวได้ไม่สะอาดเพียงพอ... - [GMt เตรียมพร้อมดูแลผิวก่อนวัย 30+](https://pcosmed.com/gmt_control-skin-color-long-lasting/): เตรียมพร้อมดูแลผิวก่อนวัย 30+ ควบคุมผิวสวยสดใสให้เสถียรและคงอยู่ สำหรับผู้หญิงปัญหาผิวอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยบนใบหน้า รอยสิวที่ทำให้ไม่มั่นใจ และปัญหาผิว ฝ้า กระ จากกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อมจากแสงแดด มลภาวะต่างๆที่ทำร้ายผิวให้อ่อนแอลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไปคอลลาเจนใต้ชั้นผิวจะน้อยลง ผิวระคายเคืองได้ง่ายมีวิธีเตรียมพร้อมอย่างไรมาดูกัน อายุผิววัย 20 ปีตอนปลาย 5... - [A1 สิวเปรอะ สิวประปราย เกิดจากอะไร?](https://pcosmed.com/a1_know-about-acne/): การแยกชนิด สิวเปรอะ สิวประปราย เกิดจากอะไร? จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า ที่จริงแล้วเป็นสิวอักเสบ จะทำให้เกิดแผลใต้สิว ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา สิวอักเสบทำให้เกิดแผลที่บริเวณท่อต่อมไขมันในลักษณะต่างๆ ตามความรุนแรงของสิว โดยเริ่มจากเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้ 1. สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือ... - [A2 สิวประปราย ควบคุมยังไงให้หายเร็ว](https://pcosmed.com/a2_acne-types-how-to-treat/): แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวประปราย (Localized acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันน้อยกว่า 10 เม็ด ลักษณะของสิวประปราย มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3... - [B1 สิวเปรอะ ให้หายเปรอะตามเวลามาตรฐาน](https://pcosmed.com/b1_acne-cycle-clear-standard-time/): แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3... - [B2 สิวเปรอะ ให้หายเปรอะเร็วกว่ามาตรฐาน](https://pcosmed.com/b2_acne-cycle-clear-faster-time/): แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3... - [C ฝ้าเลือด เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรักษา](https://pcosmed.com/c_blood-blemish-how-to-take-care/): ฝ้าเลือดคืออะไร? พร้อมแนะนำการรักษา ให้ฝ้าแดดจางลง อย่างถูกวิธี แสงแดดและอากาศร้อนในเมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อผิวหนังได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่มากับแสงแดดเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหน้าอันบอบบางของเราเป็นฝ้าได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฝ้าลึก ฝ้าตื้น หรือฝ้าเลือด ซึ่งฝ้าเลือดเป็นชนิดที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าอยากให้ผิวหน้าของเราใสไร้ฝ้าเลือดจะรักษาอย่างไรให้ได้ผล ฝ้าเลือดคืออะไร ฝ้าเลือดเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนใบหน้าเนื่องจากผิวหนังรับรังสีอัลตราไวโอเล็ตจากแสงแดดเป็นเวลานาน เส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นหรือเสื่อมสภาพ ทำให้เห็นเส้นเลือดฝอยแตกแขนงเป็นกระจุกบนผิวหน้า เกิดเป็นรอยสีชมพู สีน้ำตาลแดง ไปจนถึงสีคล้ำ... - [D ฝ้าแดด เกิดจากอะไร พร้อมวิธีรักษา](https://pcosmed.com/d_easy-ways-to-brighten-dull-skin/): ฝ้าแดดคืออะไร? พร้อมแนะนำการรักษา ให้ฝ้าแดดจางลง อย่างถูกวิธี “แสงแดด” นับเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นปัญหา “ฝ้าแดด” ปัญหาผิวหน้าที่รักษาได้ยาก และใช้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน อีกทั้งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็อาจทำให้ฝ้ามีสีเข้มขึ้นและขยายเป็นวงกว้างด้วย ในบทความนี้รมย์รวินท์จะพาคุณมารู้จักกับฝ้าแดดให้มากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีรักษาฝ้าแดดอย่างเหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ฝ้าดูจางลงได้ค่ะ ฝ้าแดดคืออะไร ? ฝ้าแดด คือ ฝ้าชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุหลักมาจากรังสียูวี (Ultraviolet) จากแสงแดด... - [E2 เคล็ดลับ 7 วิธี ผิวสวยเนียนกระจ่างใส](https://pcosmed.com/e2_skin-radiant-blurface-upper-para/): เคล็ดลับ 7 วิธี ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) ช่วยให้ผิวออร่า การมีผิวสวย ผิวออร่านั้นไม่เพียงแต่มีสีผิวที่ดูกระจ่างใสโดดเด่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีความเรียบเนียนและชุ่มชื้นด้วย จึงจะดูเปล่งประกายเหมือนมีออร่าที่ผิว ซึ่งไม่ยากเลยด้วย 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้ผิวกระจ่างใส ดูมีออร่า สามารถทำตามได้ในบทความนี้เลย 7 วิธีเคล็ดลับ ผิวสวยเนียนกระจ่างใสมีออร่า 1.... - [E1 เช็คด่วน 4 คุณสมบัติ ผิวสวยเนียนกระจ่างใส](https://pcosmed.com/e1_skin-radiant-glow-upper-ortho/): เช็คด่วน 4 คุณสมบัติ ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) คุณมีครบแล้วหรือยัง? ส่องกระจกทุกเช้า-ค่ำ อยากรู้ไหมคะว่า ผิวสวยๆใสๆของคุณที่เห็นอยู่นั้น ครบคุณสมบัติผิวสวยไร้ที่ติแล้วหรือยัง? หากมองกันด้วยตาเปล่า ทุกคนอาจเห็นพ้องต้องกันว่า ผิวสวยคือผิวที่ดูกระจ่างใส เนียน ดูมีออร่า แท้จริงแล้ว ‘ผิวสวยใส’ ในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง จะดูแบบลึกซึ้ง... - [5 ประเภทอาหารเพื่อผิวคุณหนุ่มๆ](https://pcosmed.com/5-types-of-food-for-young-mens-skin/): 5 ประเภทอาหารเพื่อผิวคุณหนุ่มๆ อาหารธรรมชาติ ได้ทั้งสุขภาพและผิวพรรณครบ ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมลภาวะมากขึ้น ไม่แปลกที่หนุ่มสมัยนี้จะหันมาดูแลใส่ใจในเรื่องของผิวพรรณบ้างก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่แค่การดูแลเพียงนอกก็คงจะไม่พอ วันนี้ขอแนะนำ 5 ประเภทอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณมาฝากให้คุณหนุ่มๆได้ทราบ 1. น้ำสะอาด น้ำผัก น้ำผลไม้ ผิวพรรณของคนเราต้องการน้ำหล่อเลี้ยงผิวเพื่อให้ผิวคงความสมดุล หากผิวขาดน้ำผิวพรรณก็จะดูไม่เปล่งปลั่งการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะน้ำจะไปหล่อเลี้ยงให้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายทำงานได้ดี ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น โลหิตไหลเวียน ทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส... - [7 พฤติกรรมทำลายผมสวย](https://pcosmed.com/7-habits-that-can-destroy-your-hair/): 7 พฤติกรรมทำลายผมสวย ถ้าไม่อยากผมร่วงหมดหัว! แม้ว่าผู้หญิงเราจะมีผลิตภัณฑ์บำรุงผมตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ซะมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีสาว ๆ อีกหลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม แต่ไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้นแม้แต่น้อย ซึ่งก็มักจะโทษว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดีกันทั้งนั้น แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปหรอกค่ะ เพราะในชีวิตประจำวันมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำลายเส้นผมเยอะแยะมากมาย จนอาจจะไปทำลายเส้นผมไปพร้อม ๆ กับการใช้ผลิตภัณฑ์ไปโดยไม่รู้ตัว ว่าแต่... - [ผิวลาย หรือ รอยแตก ?](https://pcosmed.com/skin-pattern-and-cracks/): ผิวลาย หรือ รอยแตก ต้องรักษาอย่างไรให้ผิวเนียน แค่ได้ยินคำว่า ผิวลาย หรือ รอยแตกลาย สาว ๆ หลายคนคงร้องยี้แล้วเบือนหน้าหนี ก็จะมีใครบ้างละคะ ที่อยากจะให้ริ้วรอยพวกนี้ปรากฏขึ้นบนเรือนร่างไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ๆ ก็ตาม แต่เคราะห์ร้ายของสาว ๆ มักอยู่ที่ว่า กว่าที่เราจะคิดถึงมัน เจ้าผิวแตกลายพวกนี้ก็มาปรากฎให้เห็นแล้ว... - [โยเกิร์ต...กับฟัน](https://pcosmed.com/yogurt-and-teeth/): โยเกริ์ต... กับฟัน นักวิจัยมหาวิทยาลัยชาวอาทิตย์อุทัย แนะนำว่า ให้กินนมเปรี้ยวและอาหาร ที่มีกรดน้ำนมไว้ประจำ จะช่วยรักษาอนามัยปาก ป้องกันไม่ให้เป็นรำมะนาด อันเป็นสาเหตุใหญ่ทำให้ฟันหลุดร่วง ดร. โยชิโร ชิมาซากิ กับคณะร่วมกันศึกษาพบว่า การกินนมเปรี้ยวและกรดน้ำนม จะช่วยให้สุขภาพของปากดีเหนือกว่า ผิดกับการกินนมเนยที่ทำให้เกิดตรงกันข้าม เขากล่าวในรายงานผลการศึกษาไว้ในวารสารทางวิชาการ “ปริทันต์วิทยา” ว่า ผู้ที่เป็นโรครำมะนาด... - [เคล็ด (ไม่) ลับ ปรนนิบัติผิวตามวัย](https://pcosmed.com/skin-care-tips-for-every-age/): เคล็ด (ไม่) ลับ ปรนนิบัติผิวตามวัย เพื่อผิวสวย สดใส สมวัย การดูแลผิวพรรณเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะไม่ว่าผู้หญิงเราจะอยู่ในวัยไหนก็ตามย่อมต้องการให้ผิวพรรณคงความสวยเนียนใส เปล่งปลั่ง และแข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้หญิงเราจึงใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลปรนนิบัติผิวเป็นพิเศษ แต่เราจะมีวิธีการดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง เพราะนอกจากแต่ละคนจะมีลักษณะผิวที่ต่างกันแล้ว ผู้หญิงในแต่ละวัยก็ยังมีสภาพผิวที่ต่างกัน นั่นหมายถึงวิธีการดูแลผิวย่อมไม่เหมือนกันด้วย เราลองมาดูกันนะคะว่าคุณควรดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะกับผิวในแต่ละวัย วัย 15... - [เคล็ดลับดูแลผิวสวย หลังแว็กช์ขน](https://pcosmed.com/how-to-care-for-your-skin-after-waxing/): แนะนำเคล็ดลับดูแลผิวสวย หลังแว็กช์ขน เพื่อผิวสวยไร้ขนมากวนใจ เรื่องแว็กซ์ขนกับความสวยความงามของผู้หญิง ดูเหมือนจะกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว เพราะสาว ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ยอมให้เส้นขนเล็ก ๆ บาง ๆ หรือเส้นขนดก ๆ ดำ ๆ หนา ๆ มาบดบังความสวยงามของตัวเองอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแว็กซ์ขนรักแร้ แว็กซ์ขนหน้าแข้ง... - [ผดผื่นหน้าร้อนรักษาอย่างไรดี ?](https://pcosmed.com/how-to-treat-heat-rash/): ผดผื่นหน้าร้อนรักษาอย่างไรดี ? รู้จักไว้ก็ป้องกันได้ เย้! ในที่สุดก็ถึงหน้าร้อนสักที สาว ๆ หลายคนคงรอคอยซัมเมอร์นี้กันอยู่ใช่ ไหมคะ ก็แหม. . แดดสวย ทะเลใส ในหน้าร้อนอย่างนี้ เหมาะแก่การอวดหุ่นสวย ๆ ในชุดบิกินี่เป็นที่สุดเลย ... นอกจากหุ่นสวย ๆ... - [8 สิ่งที่ควรมีไว้ในฤดูร้อน](https://pcosmed.com/8-things-have-in-summer/): 8 สิ่งง่ายๆ ที่ควรมีไว้ในฤดูร้อน ร้อน ร้อน ร้อนนน เข้าสู่เดือนเมษายน ก็ต้องทนร้อนกันหน่อยแต่อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ ถึงจะร้อนแค่ไหนสาวๆ อย่างเราก็สวยเฟี้ยวและเปรี้ยวได้เช่นเดิม รีบไปเปิดสต็อกในกรุสมบัติที่บ้านดูว่ามีอะไรที่ยังเหลือ อะไรที่ขาด และต้องเตรียมอะไรไว้ในฤดูร้อนนี้่กันน๊า... 1. หมวก สิ่งจำเป็นในการเพิ่มสีสัน และลูกเล่นให้กับลุคการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี ทำให้วันสดใสกลางแดดของคุณเพลินๆ ได้ไม่มียั้ง 2.... - [ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ มีอะไรบ้าง ?](https://pcosmed.com/10-fruits-high-antioxidants/): 10 ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ มีอะไรบ้าง ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร? หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า “อนุมูลอิสระ” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายต่างๆ ทั้งทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ การอักเสบ เนื้อเยื่อต่างๆ ถูกทำลาย การเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการเกิดอนุมูลอิสระนั้นก็มาจากมลพิษในอากาศ จากควันบุหรี่ แสงแดด ฯลฯ อีกทั้งยังเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของออกซิเจนภายในเซลล์... - [หน้าหมองคล้ำ ทำไงดี](https://pcosmed.com/4-easy-ways-to-brighten-dull-skin/): 4 วิธีแก้หน้าหมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใส ผิวหมองคล้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา เวลาที่ผิวโดนแดดนาน ๆ จะสังเกตว่าหลายคนจึงมีผิวคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลานานหลายวัน หรือบางครั้งเป็นสัปดาห์ กว่าจะกลับมามีสีผิวเหมือนเดิมอีกครั้ง สาเหตุหลักๆ มีทั้งภายใน เช่น พันธุกรรม ภายนอกอย่างแสงแดด รังสียูวี และ มลภาวะ ก็เป็นตัวการเร่งอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ แสงแดดสามารถทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำได้มากถึง... - [สารพัดวิธีกำจัดขน](https://pcosmed.com/various-methods-of-hair-removal/): ครบทุกความต้องการกับสารพัดวิธีกำจัดขน เรื่อง ขน ขน อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จริงๆแล้วไม่เล็กเลย ขนก็สร้างปัญหาให้เราได้เช่นกัน เพราะเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ก็เป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร 1. การโกน เป็นวิธีที่รวดเร็ว และไม่ยุ่งยาก โดยใช้ใบมีดสะอาดก็โกนขนส่วนเกินออกได้อย่างง่ายดาย ข้อเสียคือต้องทำบ่อย เพราะจะเกิดขนสั้น ๆ ขึ้นเร็วมาก... - [หล่อ-สวย แบบใสใสหน้าไม่มัน](https://pcosmed.com/handsome-beautiful-clear-faced-not-oily/): วิธีดูแลผิวหน้า หล่อ-สวย แบบใสใสหน้าไม่มัน หน้ามัน เป็นภาวะที่พบได้ทั้งชายและหญิง เนื่องจากมีอิทธิพลของฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้นไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมาก ขึ้น และสิ่งแวดล้อมก็มีส่วน การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ที่มีหน้ามัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามสภาพผิว ซึ่งการดูแลผิวขั้นพื้นฐานนั้นสำคัญที่สุด 1. หนุ่มๆควรล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งต่อวัน แต่ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะถ้ามากเกินไปก็จะทำให้ผิวหน้าแห้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน (Oil Control... - [อยากรักแร้ขาวยกแขนขึ้น](https://pcosmed.com/how-to-lighten-underarms/): อยากรักแร้ขาวยกแขนขึ้น รวม 7 วิธีทำให้รักแร้ขาว เชื่อว่าคุณผู้หญิงทุกท่านคงอยากจะมีรักแร้ที่ขาวเนียนเรียบอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้สวมใส่เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว หรือเสื้อเกะอกกันได้อย่างมั่นใจ หรือยกแขนได้อย่ามั่นใจ 1. ระวังการแพ้เครื่องสำอาง เช่น หลีกเลี่ยง โรลออน หรือ น้ำหอม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ผิวใต้วงแขนดำ 2.... - [โชว์แผ่นหลังไร้สิว ได้ไม่อายใคร](https://pcosmed.com/show-off-your-beautiful-back-with-confidence/): โชว์แผ่นหลังไร้สิว ได้ไม่อายใคร ไม่ใช่เพียงแค่บนใบหน้าที่เป็นปัญหากวนใจเท่านั้นเจ้าสิวพากันผุดขึ้นที่หลังจนทำให้หลังเนียนเต็มไปด้วยตุ้มแดง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลังหลักๆแล้วมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ 1. เกิดจากชีวิตประจำวันของเราเอง 2. เกิดจากฮอร์โมนของเรา วิธีจัดการกับสิวบนหลัง วันนี้มีวิธีจัดการกับสิวบนหลังมาฝากสาวๆๆ สิวที่หลังมักขึ้นมาจากเหงื่อออกและแห้งไปกับตัว ควรอาบน้ำทันทีหลังเหงื่อออกแล้วเช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อที่แห้งสะอาด จะช่วย แนะนำให้มาใช้สบู่ก้อนที่มีคุณสมบัติที่ลดแบคทีเรีย 24 ชั่วโมง... - [รู้ไหม ดื่มนมดีนะ](https://pcosmed.com/nutrition-milk-benefits/): รู้ไหม ดื่มนมดีต่อสุขภาพนะ หากบริโภคอย่างถูกวิธี นมเป็นอาหารที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ นม 1 แก้ว (250 มล. ) มีสารอาหารที่จำเป็น และเป็นประโยชน์กับร่างกายคนเรา ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญที่สุดในการสร้างกระดูก ฟัน และน้ำนม ดังนั้นเด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์... - [ป้องกัน "กระ" ให้ตรงจุด](https://pcosmed.com/prevent-freckles-on-the-face-at-the-right-point/): “กระ” ป้องกันให้ตรงจุด เผยผิวใสอย่างมั่นใจ หนึ่งปัญหาที่ทำให้สีผิวไม่กระจ่างใส ที่รบกวนใจหลายๆคนไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาจุดสีน้ำตาลที่เรียกว่า “กระ” กระ (Freckle) คือ อะไร กระ คือ ความผิดปกติของสีผิว มีลักษณะเป็นจุด (Macule) สีน้ำตาล มักเกิดกระจายอยู่ทั่วใบหน้าพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายกระ อาจจะนูนหรือไม่นูนก็ได้ขึ้นกับชนิดของกระ ประเภทของกระ... - [แอปเปิ้ล ดีอย่างไร](https://pcosmed.com/apples-full-of-benefits/): แอปเปิ้ล ประโยชน์ล้นเหลือ ผลไม้มหัศจรรย์ แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดนิยม ที่หลายๆคนมักเรียกหาและหยิบมารับประทานอยู่บ่อย ๆไม่ได้มีดีแค่รสชาดเท่านั้น ยังมีประโยชน์มากมายที่ซ่อนอยู่ในแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลช่วยควบคุมน้ำหนัก การกินแอปเปิ้ลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิ้ลมี คาร์โบไฮเดรต ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ดีต่อสุขภาพผิว... - [4 วิธีหน้าใส ลดรูขุมขนกว้าง](https://pcosmed.com/4-ways-to-have-a-clear-face-and-reduce-large-pores/): 4 วิธีลดรูขุมขนกว้าง หน้าใสแบบไร้ปัญหา รูขุมขนกว้าง ปัญหาที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองเพราะผิวหน้าที่รูขุมขนกว้างนอกจากจะทำให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน ผิวหน้าดูหยาบกร้าน ลองวิธีง่ายๆกันดีกว่า 1. รักษาความสะอาด โดยทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดวันละสองครั้งขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขนออกไปและเมื่อไม่มีสิ่งอุดตันใด ๆ ในรูขุมขนแล้ว ผิวก็จะใสไร้รูขุมขนไร้สิวอีกด้วย 2. การทำทรีทเม้นท์หรือการมาส์กหน้า เพื่อช่วยให้ผิวกระชับขึ้น โดยทรีทเม้นท์นั้นก็ช่วยบำรุงผิวและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่พร้อมช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้นอีกด้วย 3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น... - [เคล็ดไม่ลับ หุ่นสวยเป๊ะ](https://pcosmed.com/secret-tips-for-perfect-body/): เคล็ดไม่ลับ หุ่นสวยเป๊ะ น้ำหนักไม่ขึ้น แม้วันหยุดยาว ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่อยากมีหุ่นสวย โดยเฉพาะคุณสาวๆที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ่นสวยๆแม้ว่าจะเป็นวิธีที่อันตรายก็ตาม แต่วันนี้มีวิธีที่ทำให้คุณสาวๆๆหุ่นกระชับสวยเป๊ะและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 1. เตรียมใจและตั้งเป้าหมาย ให้กับตัวเองในการที่จะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เช่น กำหนดว่าเดือนนี้ต้องลดให้ได้ 1 -2 กิโลกรัม 2. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้... - [4 สูตร หมดปัญหากังวลใจเรื่องกลิ่นเท้า](https://pcosmed.com/four-simple-steps-to-banish-foot-odor/): 4 สูตร หมดปัญหากังวลใจเรื่องกลิ่นเท้า ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน กลิ่นเท้า ปัญหาอันดับแรกที่ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมักเป็นกังวลใจเลยทำให้หลายๆท่านขาดความมั่นใจ วิธีง่ายๆ ดับกลิ่นเท้ามาฝากให้ทุกคนได้หายกังวลใจ 1. ล้างเท้าให้สะอาด ควรล้างอย่างพิถีพิถัน ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดโดยเฉพาะ หรือนำถุงน้ำชาที่ชงแล้วสัก 4-5 ถุงมาแช่ใส่อ่างผสมน้ำอุ่นนำเท้าแช่ลงไปประมาณ 5 นาที ทำอย่างนี้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง... - [รังสียูวีภัยร้ายทำลายผิว](https://pcosmed.com/uv-rays-are-dangerous-and-damage-your-skin/): รังสียูวีภัยร้ายทำลายผิว ส่งผลเสียต่อสุขภาพ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี มันคือคุณและโทษของแสงแดดถ้าต้องเจอมากเกินผิวก็หมองคล้ำ ดำ กระ หลากปัญหา แต่ถ้าไม่ได้รับเลยก็ขาดประโยชน์ ขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน แสงแดดประกอบด้วยรังสียูวี รังสี UV เป็นตัวที่เกี่ยวข้องกับพวกเรามากที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะมันสามารถทะลวงผ่านชั้นผิวหนังของเราได้ เป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ตามมาที่ไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้ผิวหมองคล้ำ เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาฝ้า... - [เทคนิคกู้ผิวสดใสหลังคืนปาร์ตี้](https://pcosmed.com/how-to-get-glowing-skin-after-a-night-out/): 6 ข้อ เทคนิคกู้ผิวให้กลับมาสวยสดใสหลังคืนปาร์ตี้ สาวๆ เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าคะ หลังจากจบงานปาร์ตี้มาเมื่อไหร่ หน้าจะโทรม ผิวจะคล้ำตาจะดำเป็นหมีแพนด้า โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบอาบน้ำไม่ชอบล้างหน้าก่อนนอน ทั้งๆ ที่แต่งหน้าจัดเต็มมาทั้งคืน ปัญหานี้คือตัวการหลักทำร้ายผิวสวยๆ ของคุณ และนอกจากนี้สาวๆ นักดื่มทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ทำลายผิวคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะออกไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยงแค่ไหน กลับมาถึงบ้านแล้วต้องปรนนิบัติพัดวีผิวของตัวเองด้วย เพราะถ้าขืนยังเอาแต่ปาร์ตี้โดยไม่ดูแลผิวเลย งานต่อไปมีหวังได้เอาหน้าโทรมๆ ไปอวดเพื่อนแน่นอน... - [ร้อนแค่ไหนก็ดูดีได้](https://pcosmed.com/no-matter-how-hot/): 5 วิธีดูแลผิว ร้อนแค่ไหนก็ดูดีได้ ไม่ให้หน้าพังเพราะแดดร้อน อากาศก็ร้อน แดดก็แรง หน้าร้อนแบบนี้สุขภาพผิวแย่แน่ๆถ้าไม่ดูแล แต่ถ้าไม่อยากให้ผิวสวยกลายเป็นผิวเสียละก็ มีเคล็ดลับมาฝากกัน 1. ป้องกันแดด ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสียไม่ขาวกระจ่างใส หมองคล้ำ นั้นก็คือแสงแดด ไม่ว่าจะแดดน้อยแดดมาก ยิ่งในช่วงนี้ฤดูร้อนอย่างนี้แดดแรงก็ยิ่งต้องดูแล หากต้องเผชิญกับแดดวิธีง่ายๆก็คือ การป้องกันแสงแดด เช่น... - [กำจัด 'เซลลูไลท์' ปัญหากวนใจคุณผู้หญิง](https://pcosmed.com/women-get-rid-cellulite/): เซลลูไลท์เป็นปัญหาที่ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนกังวลและหาทางที่จะกำจัด วิธีกำจัดเซลลูไลท์ ปัญหาสภาพผิวเป็นคลื่นลอนคล้ายเปลือกส้ม บริเวณ ต้นขา ต้นแขน รอบเข่า สะโพก ที่ขจัดได้ยาก แม้จะลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่เป็นผล ดังนั้นจึงมักพบเห็นสุภาพ สตรีเป็นจำนวนมากที่ไม่มีปัญหาด้านน้ำหนัก หากแต่ผิวกายขาดความกระชับเต่งตึง สาเหตุการเกิดเซลลูไลท์นั้น นอกเหนือจากการขาดการออกกำลังกาย ภาวะโภชนาการที่ ขาดคุณค่า ดื่มน้ำน้อย การรับประทานยาคุมกำเนิด และสาเหตุของวัยที่ก่อให้เกิดการรวมตัว... --- ## Products - [Eazi Zoria Cream](https://pcosmed.com/product/eazi-zoria-cream/): Eazi Zoria Cream อิซี่ โซเรียร์ ครีม 15 มล. ดูแลปัญหาสะเก็ดเงินราบลงอย่างปลอดภัย สูตรอ่อนโยนไม่ระคายเคือง ทาได้บ่อยครั้ง ✅ 1 หลอด 199. - (จาก 235. - ลด... - [EAZI Soothing Gel](https://pcosmed.com/product/eazi-soothing-gel/): EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยน สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเสตียรอยด์ พร้อมฟื้นฟูผิวบอบบาง ให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ✅ 1 หลอด 199. -... - [EAZI Astrinz Gel](https://pcosmed.com/product/eazi-astrinz-gel/): EAZI Astrinz Gel อิซี่ แอสทรีน เจล 10 กรัม สมานผิวด้วยสารสกัดที่อ่อนโยน เริม งูสวัด แผลเบาหวาน แผลน้ำร้อนลวก ผสานสารสกัดจากธรรมชาติปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนขณะทา ✅ 1 หลอด 199. -... - [EAZI Easing](https://pcosmed.com/product/eazi-easing/): EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง 10 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อบาล์ม ผสานสารสกัดธรรมชาติ ใช้เมื่อแมลงกัดต่อย การระคายเคือง ความร้อน มลพิษ และผดผื่น รู้สึกดีได้ทันทีในสัมผัสแรกที่ใช้ ✅ 1 หลอด 59. - (จาก... - [EAZI Body Acne Solution](https://pcosmed.com/product/eazi-body-acne-solution/): EAZI Body Acne Solution อิซี่ บอดี้ แอคเน่ โซลูชั่น 30 มล. ปรับสภาพผิวที่หลัง และลำตัวให้เรียบเนียนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาสิวและป้องกันการกลับมาของสิว ✅ 1 หลอด 199. - (จาก 235.... - [EAZI Scalp Care](https://pcosmed.com/product/eazi-scalp-care/): EAZI Scalp Care อิซี่ สเก๊าพ์ แคร์ 20 มล. ลดอาการคันศีรษะที่เกิดจากรังแค ใช้ดูแลหนังศีรษะ และบริเวณที่มีอาการเป็นประจำในทุกวัน ✅ 1 หลอด 159. - (จาก 235. - ลด... - [Nature Balance Bio Zinc Plus](https://pcosmed.com/product/nature-balance-bio-zinc-plus/): เนเจอร์ บาลานซ์ Bio Zinc Plus (90 แคปซูล) อัดแน่นด้วยส่วนผสมที่เพิ่มขึ้น ไบโอติน เมล็ดองุ่น และมะเขือเทศ เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ที่มากขึ้น ลดผมหลุดร่วง ผิวสวยใสอมชมพู เล็บแข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันภูมิแพ้ หวัด ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ร่างกาย... - [Nature Balance Zinc](https://pcosmed.com/product/nature-balance-zinc/): เนเจอร์ บาลานซ์ Zinc (90 แคปซูล) ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน Zinc ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหลายชนิด โดยยับยั้งการเพิ่มจำนวนในของไวรัส สามารถยับยั้ง SARS-CoV 📨ช่องทางการสั่งซื้อ เว็บไซต์ Pan Delivery https://www. pandelivery. com/ --- # # Detailed Content ## Pages ระบบฝึกอบรม Staff Trainer ส่ง ลิขสิทธิ์ © 2025 แพนราชเทวีกรุ๊ป สงวนลิขสิทธิ์ --- Cash Back สวยคนละครึ่งพลัส Chatbot Ai Test Erg-Med Dipsi DooDee Precision – ดูดี รอบรู้เรื่องสิว ฝ้า ผิวหนัง DooDee Precision – แบบทดสอบสิว DooDee Precision – แบบทดสอบฝ้า OCImarketplace Acne Type I Pancosmetic Acne Type II วิตามินเพื่อเส้นผม By Nature Balance Nature Balance By Pan Rajdhevee Group Zinc Vitamin by Nature Balance Zinc ผมรักคุณ by Nature Balance พรหมลิขิตSupplements OCImarketplace EAZI CARE ดูแลปัญหาผิวและหนังศีรษะ สะเก็ดเงิน ไม่มีสเตียรอยด์ by Zoria Cream สะเก็ดเงิน Zoria by Dermatologist Eazi Skin By Pan Rajdhevee Group --- Postsknowledge4 สูตร หมดปัญหากังวลใจเรื่องกลิ่นเท้า4 สูตร หมดปัญหากังวลใจเรื่องกลิ่นเท้า ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน กลิ่นเท้า ปัญหาอันดับแรกที่ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมักเป็นกังวลใจเลยทำให้หลายๆท่านขาดความมั่นใจ วิธีง่ายๆ ดับกลิ่นเท้ามาฝากให้ทุกคนได้หายกังวลใจ 1. ล้างเท้าให้สะอาด ควรล้างอย่างพิถีพิถัน ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดโดยเฉพาะ หรือนำถุงน้ำชาที่ชงแล้วสัก 4-5 ถุงมาแช่ใส่อ่างผสมน้ำอุ่นนำเท้าแช่ลงไปประมาณ 5 นาที ทำอย่างนี้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เท้าจะไม่มีกลิ่น เพราะถุงชาจะเปลี่ยนความเป็นกรดด่างและหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย 2. ปลดปล่อยเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าที่คับจนเกินไปเพื่อให้เท้าได้หายใจ ระบายเหงื่อและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างปลอดโปร่ง ส่วนถุงเท้าควรเป็นผ้าฝ้ายจะได้ถ่ายเทอากาศได้ดีและควรถอดรองเท้าและถุงเท้าออก หัดเดินเท้าเปล่าบ้าง 3. สวมรองเท้าคู่อื่นบ้าง ใช้รองเท้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ความสะอาดรองเท้า ถ้ารองเท้าอับชื้น นำไปผึ่งแดด เพื่อให้รองเท้ามีโอกาสแห้ง เก็บรองเท้าที่ไม่ใช้ไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้ดีและเมื่อสวมใส่ควรเช็ดเท้าให้แห้งก่อนหรือฉีดสเปรย์ระงับกลิ่น 4. พยายามทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยอาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยที่เท้า นอกจากนั้นก็อาจใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็ได้ บทสรุป ไม่ยากเลยใช่ไหมละ แค่นี้เราก็เรียกความมั่นใจกลับมาได้แล้ว อย่าลืมไปลองทำกันดูรับลองกลิ่นเท้าก็จะค่อยๆ หายไปเอง 8 สิ่งที่ควรมีไว้ในฤดูร้อน8 สิ่งง่ายๆ ที่ควรมีไว้ในฤดูร้อน ร้อน ร้อน ร้อนนน เข้าสู่เดือนเมษายน ก็ต้องทนร้อนกันหน่อยแต่อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ ถึงจะร้อนแค่ไหนสาวๆ อย่างเราก็สวยเฟี้ยวและเปรี้ยวได้เช่นเดิม รีบไปเปิดสต็อกในกรุสมบัติที่บ้านดูว่ามีอะไรที่ยังเหลือ อะไรที่ขาด และต้องเตรียมอะไรไว้ในฤดูร้อนนี้่กันน๊า... 1. หมวก สิ่งจำเป็นในการเพิ่มสีสัน และลูกเล่นให้กับลุคการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี ทำให้วันสดใสกลางแดดของคุณเพลินๆ ได้ไม่มียั้ง 2. ผ้าผูกผม อันนี้ต้องมีไว้ค่ะเพราะนอกจากจะเป็นผ้าผูกผมได้แล้ว ยังสามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์อีกด้วย เช่น คลุมไหล่ รองนั่ง ผูกเอวให้ดูเก๋ไก๋ก็ยังได้นะคะ 3. ครีมกันแดด รับรองได้ว่าจำเป็นที่สุดสำหรับฤดูร้อนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพกติดตัวกันไว้เลย เพราะไม่ว่าสาวๆ จะออกแดดก็จะใช้ทาได้ ซ้ำๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ผิวขาวของคุณจะได้ไม่ต้องดำคล้ำเสียไงค่ะ 4. บิกินี่ เป็นอีกชิ้นยอดฮิตสำหรับสาวๆ เลยค่ะ เพราะสมัยนี้ใครที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวอินเทรนด์ต้องมีไว้ เผื่อวันไหนนึกอยากไปว่ายน้ำ หรืออาบแดดที่ทะเลขึ้นมา ก็ไม่ต้องเสียเวลา รีบคว้าเจ้าบิกินี่ตัวโปรดออกมาใส่ได้เลย 5. ขาสั้น ร้อนแบบนี้จะให้ใส่ขายาวรุงรังก็คงไม่ไหว แถมยังต้องตกเทรนด์ไปอีกต่างหาก สาวๆ ทั้งหลายควรมีไว้ในหน้าร้อนเช่นกันค่ะ 6. แว่นกันแดด ปัญหาสุขภาพและโรคผิวหนังหลังน้ำท่วมกรมการแพทย์ห่วงใยพี่น้องผู้ประสบภัยแนะป้องกัน “โรคที่มากับน้ำท่วม” กรมการแพทย์เตือนภัยโรคที่มากับน้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ตาแดง ผิวหนังจากแมลงสัตว์มีพิษกัดต่อย โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และน้ำกัดเท้า แนะประชาชนดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรค นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่กำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วมส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคมีสิ่งปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะนำเชื้อโรคของเสียต่างๆ รวมทั้งสารเคมีที่อาจพบปะปนมา นอกจากนี้ จากสภาพน้ำที่ท่วมขัง ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ รวมทั้งพาหะนำโรคต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่พบบ่อย ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) โรคตาแดง เป็นโรคที่มีเยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและติดต่อง่าย โดยจะแพร่กระจายเชื้อสู่บุคคลรอบข้างได้ด้วยการสัมผัส ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เคืองตา อาจมีต่อมน้ำเหลืองที่กกหูโตและกดเจ็บ มีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมี สิ่งสกปรก หรือติดเชื้อที่ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลงสัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย ผลของ PM2. 5 ต่อผิวหนังฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2. 5 คือมลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศซี่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2. 5 ไมครอน โดย PM ย่อมาจาก Particulate Matter เนื่องจาก PM 2. 5 มีขนาดเล็กมาก ทำให้ลอยอยู่ในอากาศได้นาน มลพิษ PM 2. 5 ประกอบด้วยสารหลายชนิด รวมถึงฝุ่น สิ่งสกปรก เขม่า ควัน หยดของเหลว สปอร์ของพืช เกสรดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ PM 2. 5 ยังอาจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ เช่น sulfur dioxide, nitrogen oxides, ammonia, black carbon, mineral dust, volatile organic compounds PM 2. 5 มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ และทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้การทำงานของปอดแย่ลง จนอาจก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ผื่นคัน ที่มักเกิดในหน้าหนาวเป็นกันไหม? ผื่นคัน ที่มักเกิดในหน้าหนาว เมื่อเข้าหน้าหนาว หลายๆ คนมักประสบปัญหาผิวแห้ง แตก จนเกิดอาการคัน ซึ่งอาการดังกล่าว เรียกว่า ผื่นในฤดูหนาว ไม่ใช่ ผื่น ที่อันตราย แต่ต้องดูแลและบำรุงมากกว่าฤดูอื่นๆ อาการของผื่นที่มักพบ มีอาการคัน ผิวหนังแห้งจะเป็นสะเก็ด เกิดเป็นแผลพุพอง ผิวมีอาการบวมแดงและเกิดการอักเสบ เป็นผื่นและเป็นรอยแดงรอบๆผื่น หากพบอาการดังข้างต้น ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง และนอกจากนั้นยังต้องดูแลผิวเป็นพิเศษด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. ไม่อาบน้ำอุ่นจัด... --- You may be interested in... Your cart is currently empty! New in store --- ทุกนาทีเราทุ่มเท เพื่อผิวสวย ของคุณ ทุกนาทีเราทุ่มเทเพื่อผิวสวย ของคุณ “พีคอสเมด” เว็บไซต์รวมบทความโซลูชั่นด้านผิวหนังจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง คุณจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการดูแล รักษาผิว รู้จักสภาพผิว เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ผื่นผิวหนังในหน้าฝน: เชื้อราหรือแค่แพ้? โรคผิวหนังบทความ: ผื่นผิวหนังในหน้าฝน: เชื้อราหรือแค่แพ้? Key Takeaways (สาระสำคัญ) อากาศชื้นคือปัจจัยหลัก ที่กระตุ้นให้เกิดผื่นผิวหนัง... สิววัยทำงานเกิดจากอะไร? ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ผิวกลับมาใส รักษาสิวบทความ: สิววัยทำงานเกิดจากอะไร? ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ผิวกลับมาใส Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิววัยทำงานเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน... 7 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สิวเห่อโดยไม่รู้ตัว รักษาสิวบทความ: 7 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สิวเห่อโดยไม่รู้ตัว Key Takeaways (สาระสำคัญ) พฤติกรรมประจำวันมีผลต่อสิวโดยตรง เช่น ล้างหน้าบ่อย จับหน้า... โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว รักษาสิวบทความ: โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว: แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ Key Takeaways (สาระสำคัญ) โฟมล้างหน้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการดูแลสิว... วิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำหลังรักษาหาย รักษาสิวบทความ: วิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำหลังรักษาหาย Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวกลับมาได้แม้รักษาหายแล้ว หากยังไม่ปรับพฤติกรรม เช่น ล้างหน้าบ่อย... รอยสิวแบบไหนควรใช้เลเซอร์หรือทายา? รักษาสิวบทความ: รอยสิวแบบไหนควรใช้เลเซอร์หรือทายา? Key Takeaways (สาระสำคัญ) รอยสิวมี 2 ประเภทหลัก: รอยสี (แดง–ดำ) และแผลเป็นสิว (หลุมหรือนูน)... รีวิวตัวยารักษาสิวที่คุณควรรู้ก่อนใช้ รักษาสิวบทความ: รีวิวตัวยารักษาสิวที่คุณควรรู้ก่อนใช้ Key Takeaways (สาระสำคัญ) ยารักษาสิวมีหลายประเภทและกลไกต่างกัน เช่น ยาฆ่าเชื้อ (Benzoyl... สิวที่หลัง คอ ก้น แก้อย่างไรให้ตรงจุด รักษาสิวบทความ: สิวที่หลัง คอ ก้น แก้อย่างไรให้ตรงจุด Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวที่หลัง คอ และก้นต่างจากสิวบนหน้า เพราะผิวบริเวณนั้นมีรูขุมขนใหญ่... ผิวหนังอักเสบในเด็กและวัยรุ่น ดูแลผิว, โรคผิวหนังบทความ: ผิวหนังอักเสบในเด็กและวัยรุ่น (และแนวทางรักษา) Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) เป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น... ผื่นแพ้สัมผัส – เจอบ่อยจากอะไรบ้าง? ดูแลผิว, ภูมิแพ้บทความ: ผื่นแพ้สัมผัส – เจอบ่อยจากอะไรบ้าง? Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)... รังแคคือโรคผิวหนังหรือแค่แห้ง? โรคผิวหนังบทความ: รังแคคือโรคผิวหนังหรือแค่แห้ง? Key Takeaways (สาระสำคัญ) รังแคคือการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังบนหนังศีรษะเร็วกว่าปกติ... เคล็ดลับลดความหมองคล้ำของผิวหน้าแบบปลอดภัย ดูแลผิวบทความ: เคล็ดลับลดความหมองคล้ำของผิวหน้าแบบปลอดภัย Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหมองคล้ำไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยงาม แต่อาจเกิดจากเซลล์ผิวสะสม... Page 1 of 2912345... 1020... »Last » สมัครรับจดหมายข่าวสมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อรับบทความล่าสุด ข่าวสาร กิจกรรม และโปรโมชั่น ส่งตรงไปยังอีเมลของคุณ Success! Email Subscribe Pure inspiration, zero spam --- พีคอสเมด ผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อผิวสวยของคุณ หน้าหลัก เพจเฟสบุ๊ค คุยกับแอดมิน ส่ง ลิขสิทธิ์ © 2025 แพนราชเทวีกรุ๊ป สงวนลิขสิทธิ์ --- Who we are Suggested text: Our website address is: https://pcosmed. com. Comments Suggested text: When visitors leave comments on the site we collect the data shown in the comments form, and also the visitor’s IP address and browser user agent string to help spam detection. An anonymized string created from your email address (also called a hash) may be provided to the Gravatar service to see if you are using it. The Gravatar service privacy policy is available here: https://automattic. com/privacy/. After approval of your comment, your profile picture is visible to the public in the context of your comment. Media Suggested text: If you upload images to the website, you should avoid uploading images with embedded location data (EXIF GPS) included. Visitors to the website can download and extract any location data from images on the website. Cookies Suggested text: If you leave a comment on our site you may opt-in to saving your name, email address and website in cookies. These are for your convenience so that you do not have to fill in your details again when you leave another comment. These cookies will last for one year. If you visit our login page, we will set a temporary cookie to determine if your browser accepts cookies. This cookie contains no personal data and is discarded when you close your browser. When you log in, we will also set up several cookies to save your login information and your screen display choices. Login cookies last for two... --- HomeCategoriesTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsPure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsPure inspiration, zero spam --- Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsAbout REFLECTIVE BLOGGER Ethan Caldwell shares thoughtful insights and reflections on life, culture, and personal growth. His work explores the intersections of creativity and experience, offering readers unique perspectives. Paris, FranceXfacebookinstagramlinkedinFeatured PostsWork Experience2022 — Now2020 — 20222017 — 2020TechnologiesCollaborate and design interfaces in real-time. Organize, track, and collaborate on projects easily. Professional image and graphic editing tool. Create precise vector graphics and illustrations. Creating Heartfelt Reflections A deep dive into emotional experiences and personal growth, sharing valuable insights on life's most meaningful moments. Latest Tech Gadgets Explore the newest and most innovative technology products hitting the market, from smart devices to cutting-edge tools. Trends For 2024 A look ahead at the emerging trends that will shape the world in 2024, from lifestyle shifts to groundbreaking innovations. Pure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsPure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsAbout REFLECTIVE BLOGGER Ethan Caldwell shares thoughtful insights and reflections on life, culture, and personal growth. His work explores the intersections of creativity and experience, offering readers unique perspectives. Paris, FranceXfacebookinstagramlinkedinFeatured PostsWork Experience2022 — Now2020 — 20222017 — 2020TechnologiesCollaborate and design interfaces in real-time. Organize, track, and collaborate on projects easily. Professional image and graphic editing tool. Create precise vector graphics and illustrations. Creating Heartfelt Reflections A deep dive into emotional experiences and personal growth, sharing valuable insights on life's most meaningful moments. Latest Tech Gadgets Explore the newest and most innovative technology products hitting the market, from smart devices to cutting-edge tools. Trends For 2024 A look ahead at the emerging trends that will shape the world in 2024, from lifestyle shifts to groundbreaking innovations. Pure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsPure inspiration, zero spam --- HomeFeel Free to Contact Me Lorem ipsum dolor sit amet consectetur. Facilisis eu sit commodo sit. Phasellus elit sit sit dolor risus faucibus vel aliquam. Fames mattis. Pure inspiration, zero spam --- Homeศูนย์รวม โซลูชั่นด้านผิวหนัง แบบครบวงจร“พีคอสเมด” เว็บไซต์รวบรวมบทความ โซลูชั่นด้านผิวหนังจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง คุณจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการดูแล รักษาผิวบอบบางแพ้ง่าย เริ่มตั้งแต่การทำความรู้จักสภาพผิวของคุณ การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม ไปจนถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผิวบอบบางแพ้ง่ายที่อธิบายได้ด้วยหลักทางการแพทย์ เพราะเราอยากให้ผิวคุณแข็งแรงและสุขภาพดี “พีคอสเมด” ได้รับการจัดตั้งโดย บมจ. แพนราชเทวีกรุ๊ป ที่ประสบการณ์ด้านการดูแลผิวพรรณมากว่า 45 ปี และมีคลินิกในเครือที่ให้บริการตรวจโรคผิวหนังมากกว่า 300 สาขา และศูนย์วิจัยและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับรางวัล Quality Awards จาก อย. มา 5 สมัย โดยศูนย์จะรวบรวมการดูแลปัญหาสะเก็ดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นทางเลือกในการรักษาแบบไม่ต้องเสี่ยงภัย กับข้อแทรกซ้อนจากผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด ที่มีสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์ ทำให้เป็นผู้นำในการวิจัยคิดค้น เลือกใช้ตัวยาที่ผ่านการวิจัยค้นคว้าอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลปัญหาสะเก็ดเง็น และคิดค้นแนวทางรักษาตามหลักการแพทย์แม่นยำอย่างเป็นระบบ จนเป็นต้นแบบการดูแลปัญหาสะเก็ดเงินด้วยทฤษฏีใหม่ที่ได้พิสูจน์ว่าเป็นการดูแลปัญหาสะเก็ดที่มีประสิทธิภาพจากการนำไปปฏิบัติจริงในคลินิกกับผู้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงินจำนวนมาก“Real Skin, Real You – เพราะผิวที่แท้จริงของคุณคือความงามที่แท้จริง” สู่การเป็น Beauty Destination Clinic ที่ให้มากกว่าการรักษา มอบ Real skin Real you ให้กับทุกคน เส้นทางสู่ผิวสวยที่เห็นผลจริงตามระยะเวลาที่กำหนด ผสาน หัตถการทางการแพทย์ กับ เวชสำอางคุณภาพสูง เพื่อฟื้นฟูและดูแลผิวอย่างตรงจุด ให้คุณมั่นใจในผิวของตัวเองได้อย่างแท้จริง“เพราะทุกคนมีเส้นทางความงามที่แตกต่าง เราพร้อมเป็นผู้นำทาง ให้คุณได้เผยผิวแท้จริงในแบบที่ดีที่สุด”1. Beauty Destination Program – วางแผนการดูแลผิวแบบเฉพาะบุคคล เน้นส่งมอบประสบการณ์ที่เห็นผลลัพธ์ตามระยะเวลาที่กำหนด2. Real Skin, Real You – เผยผิวในแบบของคุณ ฟื้นฟูผิวให้กลับมาสมดุลและดูดีจากภายใน พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ3. ดูแลครบวงจร – ผสาน หัตถการ + การบำรุงผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัย4. เทคโนโลยีล้ำสมัย – ใช้อุปกรณ์และเทคนิคระดับสากล เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด5. ดูแลอย่างมืออาชีพ – ให้คำปรึกษาและออกแบบแนวทางแก้ปัญหาผิวโดยแพทย์และทีมงานผู้มีประสบการณ์6. ยกระดับประสบการณ์ความงาม – สร้างความมั่นใจ ให้คุณรู้สึกดีในทุกขั้นตอนของการดูแลผิว● ช่วยกำหนดจุดหมาย ความงามให้ได้ตามปรารถนา ตรวจสอบวัดผลความเป็นจริงได ้● กำหนด สิวให้หายเร็วทันใจ ถูกใจ ต้องมาที่เราเท่านั้น ที่ทำให้เป็นจริง● กำหนด ฝ้าให้หาย กำหนดเวลาได ้ต้องเราเท่านั้น ที่ทำให้เป็นจริงได ้● ผิวขาวล้ำ ให้เป็นตามกำหนด เราเท่านั้น ที่ทำให้เป็นจริง● กำหนดผิว ให้ย้อนวัย Collagen ที่เป็นของจริง มีเพียงที่เดียว For Real and For Now● จึงสามารถผสมผสานความ เหมือนจริง กับความเป็นจริง ใหทั้งใจ และ เป็นอย่างใจ ที่เดียวเท่านั้น"ก้าวสู่ยุคใหม่ของการดูแลสุขภาพผิวอย่างชาญฉลาด" เว็บไซต์ของเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในเวอร์ชัน 5. 0 นี้ เราได้ยกระดับมาตรฐานด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ ที่สามารถช่วยตอบคำถามและแนะนำการดูแลปัญหาผิวได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย โดยอ้างอิงหลักการทางการแพทย์และข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ เรามุ่งมั่นในการ ปรับปรุงเนื้อหาให้ถูกต้องและอัปเดตเสมอ ลบบทความที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางการแพทย์ เพิ่มระบบ AI Assistant เพื่อให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพและเป็นมิตร ขอบคุณผู้ชมทุกท่านที่ไว้วางใจและเติบโตไปพร้อมกับเรา PCOSMED จะยังคงพัฒนาต่อไป เพื่อมอบประสบการณ์ดูแลสุขภาพผิวที่ดีที่สุดแก่คุณPure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsAbout REFLECTIVE BLOGGER Ethan Caldwell shares thoughtful insights and reflections on life, culture, and personal growth. His work explores the intersections of creativity and experience, offering readers unique perspectives. Paris, FranceXfacebookinstagramlinkedinFeatured PostsWork Experience2022 — Now2020 — 20222017 — 2020TechnologiesCollaborate and design interfaces in real-time. Organize, track, and collaborate on projects easily. Professional image and graphic editing tool. Create precise vector graphics and illustrations. Creating Heartfelt Reflections A deep dive into emotional experiences and personal growth, sharing valuable insights on life's most meaningful moments. Latest Tech Gadgets Explore the newest and most innovative technology products hitting the market, from smart devices to cutting-edge tools. Trends For 2024 A look ahead at the emerging trends that will shape the world in 2024, from lifestyle shifts to groundbreaking innovations. Pure inspiration, zero spam --- Heartfelt Reflections: Stories of Love, Loss, and GrowthFlow Welcomes to ultimate source for fresh perspectives! Explore curated content to enlighten, entertain and engage global readers. Explore Trending TopicsTechnologyTravelSportBusinessManagementTrendsStartupsNewsAbout REFLECTIVE BLOGGER Ethan Caldwell shares thoughtful insights and reflections on life, culture, and personal growth. His work explores the intersections of creativity and experience, offering readers unique perspectives. Paris, FranceXfacebookinstagramlinkedinFeatured PostsWork Experience2022 — Now2020 — 20222017 — 2020TechnologiesCollaborate and design interfaces in real-time. Organize, track, and collaborate on projects easily. Professional image and graphic editing tool. Create precise vector graphics and illustrations. Creating Heartfelt Reflections A deep dive into emotional experiences and personal growth, sharing valuable insights on life's most meaningful moments. Latest Tech Gadgets Explore the newest and most innovative technology products hitting the market, from smart devices to cutting-edge tools. Trends For 2024 A look ahead at the emerging trends that will shape the world in 2024, from lifestyle shifts to groundbreaking innovations. Pure inspiration, zero spam --- --- ## Posts บทความ: ผื่นผิวหนังในหน้าฝน: เชื้อราหรือแค่แพ้? Key Takeaways (สาระสำคัญ) อากาศชื้นคือปัจจัยหลัก ที่กระตุ้นให้เกิดผื่นผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเป็นโรคผิวหนังอยู่เดิม ผื่นเชื้อรา มักมีขอบชัด เป็นวง แดงคัน ส่วน ผื่นแพ้ มักแดงทั่ว ไม่มีขอบ และเกิดทันทีหลังสัมผัสสิ่งระคายเคือง เชื้อราที่พบบ่อยในฤดูฝน ได้แก่ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เท้า ซึ่งเจริญได้ดีในที่อับชื้น การดูแลเบื้องต้น คือ รักษาความสะอาด เช็ดตัวให้แห้ง หลีกเลี่ยงการเกา และใช้ครีมฆ่าเชื้อราหรือครีมลดอักเสบตามคำแนะนำแพทย์ ป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมประจำวัน เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้าเปียกนาน เปลี่ยนชุดทันทีหลังเปียกฝน และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน บทนำ ในช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้นและเปียกชื้นอยู่เสมอ หลายคนอาจประสบกับ ผื่นผิวหนัง ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมอาการคัน แดง หรือแสบ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อรา หรืออาการแพ้บางชนิด การแยกแยะว่าเป็น โรคผิวหนัง ชนิดใดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเลือกแนวทางรักษาและดูแลที่เหมาะสมที่สุด 1. อากาศชื้น: ปัจจัยเสี่ยงหลักในหน้าฝน อุณหภูมิที่ลดลงและความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น ทำให้ผิวหนังมีโอกาสเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่เดิม ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่า 2. อาการทั่วไปของผื่นผิวหนังในหน้าฝน คันบริเวณข้อพับ รักแร้ ซอกนิ้ว หรือขาหนีบ มีตุ่มน้ำหรือผื่นแดง อาจมีอาการแสบ หรือรู้สึกตึงผิว ผิวหนังลอกเป็นขุยในบางจุด 3. เชื้อรากับโรคผิวหนัง: ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เชื้อราเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของ โรคผิวหนัง ในฤดูฝน โดยเฉพาะเชื้อราประเภท dermatophytes ซึ่งชอบเจริญเติบโตในที่อับชื้น เช่น กลาก (Tinea corporis): ผื่นวงกลมแดง ขอบชัด คันมาก เกลื้อน (Tinea versicolor): ผิวลอกเป็นวง ขาวหรือคล้ำ ไม่คันมาก เชื้อราที่เท้า (Athlete's foot): ผิวลอกแตกบริเวณซอกนิ้วเท้า 4. ภูมิแพ้ผิวหนังจากสารระคายเคือง บางคนมีผื่นขึ้นในหน้าฝนจาก การแพ้สารเคมี หรือเหงื่อ ซึ่งต่างจากการติดเชื้อเชื้อรา โดยมักมีลักษณะ: คันตลอดเวลา ผื่นแดงไม่เป็นวง มักเกิดขึ้นทันทีหลังสัมผัสสารระคายเคือง 5. วิธีแยกแยะอาการเบื้องต้น | ลักษณะผื่น | เชื้อรา | อาการแพ้ | |-------------|----------|-----------| | ขอบชัด | | | | มีวงแผล | | | | แดงลามทั่วไป | | | | เกิดช้า | | | | เกิดทันที | | | 6. การดูแลและรักษาผื่นผิวหนังในเบื้องต้น รักษาความสะอาดร่างกาย และเช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี หลีกเลี่ยงการเกาเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อน หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ 7. การใช้ยาและเวชภัณฑ์เฉพาะทาง ครีมฆ่าเชื้อรา: เช่น Clotrimazole, Ketoconazole ครีมลดการอักเสบ: Hydrocortisone (ควรใช้ตามแพทย์สั่ง) โลชั่นลดผื่นคัน: Calamine Lotion หากอาการไม่ดีขึ้นใน 7 วัน ควรพบ แพทย์ผิวหนัง เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม 8. แนวทางป้องกันโรคผิวหนังในฤดูฝน หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าปิดที่เปียกชื้นนาน ๆ ไม่ใช้ผ้าขนหนูหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น เปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเมื่อเปียกฝน ใช้แป้งหรือครีมป้องกันเชื้อราหลังอาบน้ำ 9. กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่เคยมี โรคผิวหนัง เรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนังหรือสะเก็ดเงิน 10. สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ผื่นลุกลามรวดเร็ว มีหนองหรือแผลเปิด คันจนรบกวนการนอน มีไข้หรือปวดเมื่อยร่วมด้วย สรุป: รู้เท่าทันผื่นผิวหนังในหน้าฝน เพื่อดูแลผิวอย่างปลอดภัย การดูแลผิวหนังในฤดูฝนต้องอาศัยความเข้าใจในสาเหตุที่แท้จริง ระหว่าง การติดเชื้อรา กับ อาการแพ้ เพราะแนวทางการรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง การสังเกตอาการเบื้องต้นอย่างละเอียด และการไม่ละเลยสัญญาณเตือนต่าง ๆ จะช่วยให้คุณสามารถจัดการปัญหาผิวในหน้าฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดซ้ำได้ในระยะยาว FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ผื่นคันในหน้าฝนเกิดจากอะไร? A: ส่วนใหญ่เกิดจากความชื้นสูง ทำให้เชื้อราหรือแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งเหงื่อและสิ่งสกปรกที่สะสมก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองผิวได้ Q2: จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผื่นเชื้อราหรือผื่นแพ้? A: ผื่นเชื้อรามักมีขอบชัด เป็นวงกลม คันมาก และค่อย ๆ ลาม ส่วนผื่นแพ้จะขึ้นทันทีหลังสัมผัสสารระคายเคือง ไม่มีขอบชัด และคันตลอดเวลา Q3: ผื่นแบบนี้รักษาเองได้ไหม? A: หากเป็นผื่นเล็กน้อย สามารถใช้ครีมฆ่าเชื้อรา (Clotrimazole, Ketoconazole) หรือโลชั่นลดคันได้ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 7 วันควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินเพิ่มเติม Q4: ป้องกันไม่ให้ผื่นกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร? A: หมั่นรักษาความสะอาด รักษาผิวให้แห้ง ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเปียกหรือรองเท้าชื้นเป็นเวลานาน --- บทความ: สิววัยทำงานเกิดจากอะไร? ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไรให้ผิวกลับมาใส Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิววัยทำงานเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความเครียด ฮอร์โมน การนอนดึก อาหาร และมลภาวะ ไม่ใช่เพียงเรื่องฮอร์โมนเหมือนในวัยรุ่น สิวแต่ละประเภทต้องดูแลต่างกัน เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวฮอร์โมน การรู้ประเภทจะช่วยเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม พฤติกรรมประจำวันมีผลอย่างมาก เช่น การล้างหน้าไม่สะอาด การแต่งหน้าแน่นทุกวัน หรือใช้ครีมหลายชนิดเกินไป โภชนาการส่งผลโดยตรงต่อสิว ควรหลีกเลี่ยงของทอด น้ำตาลสูง และเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 และผักผลไม้สด วินัยและความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ หากดูแลผิวอย่างถูกวิธีและพักผ่อนเพียงพอ ผิวจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาใสได้อย่างยั่งยืน บทนำ แม้จะพ้นวัยรุ่นมาแล้ว แต่หลายคนกลับเผชิญกับปัญหา สิวในวัยทำงาน ที่ไม่ยอมหายขาด ยิ่งเครียด ยิ่งนอนดึก ยิ่งเป็นหนักขึ้น จนทำให้ความมั่นใจหายไปอย่างรวดเร็ว การเข้าใจสาเหตุของสิวในช่วงวัยนี้ และรู้วิธีปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ ผิวหน้ากลับมาใส ได้อย่างยั่งยืน 1. สิววัยทำงานไม่ใช่เรื่องเล็ก สิวที่เกิดในช่วงวัยทำงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฮอร์โมนเท่านั้น แต่มีปัจจัยจาก ไลฟ์สไตล์ ความเครียด และการดูแลผิว ที่ไม่เหมาะสมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่งผลให้สิวมักเกิดซ้ำ และอาจพัฒนาเป็น โรคผิวหนัง เรื้อรังหากไม่ดูแลอย่างถูกวิธี 2. ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสิวในวัยทำงาน ความเครียดสะสม: ทำให้ฮอร์โมน Cortisol เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูผิว การแต่งหน้าและล้างหน้าไม่สะอาด: ทำให้รูขุมขนอุดตัน การกินอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ: เช่น ของทอด น้ำตาลสูง มลภาวะ: ฝุ่น ควัน ทำให้เกิดการอักเสบของผิวซึ่งอาจพัฒนาเป็น โรคผิวหนัง 3. ประเภทของสิวที่พบบ่อยในวัยทำงาน สิวอุดตัน: เกิดจากไขมันสะสมในรูขุมขน สิวอักเสบ: มีอาการบวม แดง เจ็บ สิวฮอร์โมน: มักขึ้นช่วงคางและกรามในผู้หญิง การระบุประเภทของสิวอย่างแม่นยำ จะช่วยเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย 4. วิธีดูแลผิวเบื้องต้นสำหรับผู้มีสิววัยทำงาน ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยน ใช้ มอยส์เจอไรเซอร์ ที่ไม่มีน้ำหอม ทาครีมกันแดดทุกวันแม้อยู่ในอาคาร หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหลายชนิดพร้อมกัน ไม่บีบหรือแกะสิวด้วยตัวเอง 5. การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน นอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ต่อวัน ลดความเครียดด้วยการออกกำลังกายหรือทำสมาธิ หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าแน่นทุกวัน เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าห่มทุกสัปดาห์ ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือและแว่นตาเป็นประจำ 6. อาหารที่ควรเลี่ยงและควรรับประทาน อาหารบางชนิดอาจมีผลต่อสิวและ โรคผิวหนัง: ควรเลี่ยง: ของทอด น้ำตาล ของหวานจัด ควรเพิ่ม: ผักใบเขียว, ปลาแซลมอน, ธัญพืช, ถั่วเปลือกแข็ง ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว 7. การรักษาด้วยเวชสำอางและยาทางการแพทย์ ยาทา: Retinoids, Benzoyl peroxide, AHA/BHA ยากิน: Antibiotic, Isotretinoin (เฉพาะราย) ทรีตเมนต์เสริม: เลเซอร์ ฆ่าเชื้อสิว หรือผลัดเซลล์ผิว ควรปรึกษา แพทย์ผิวหนัง เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ 8. คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ควรเก็บประวัติการแพ้ยาและสกินแคร์ทุกชนิด ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จุดเล็ก ๆ ก่อนใช้จริง ใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำ ไม่ควรเพิ่มหรือหยุดยาเอง 9. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ สิวไม่ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ มีการอักเสบเรื้อรัง หรือทิ้งรอยแผลเป็น มีอาการร่วม เช่น แดง คัน บวม ซึ่งอาจเป็น โรคผิวหนัง อื่นแทรกซ้อน สรุป: ผิวใสเริ่มที่การดูแลตัวเอง การจัดการ สิวในวัยทำงาน ไม่ใช่แค่การหายาทา แต่ต้องอาศัยการเข้าใจร่างกายและปรับพฤติกรรมอย่างรอบด้าน การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การเลือกรับประทานอาหาร และการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนคือพื้นฐานสำคัญ หากทำได้อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถฟื้นฟูผิวให้กลับมาใสและห่างไกลจาก โรคผิวหนัง ได้ในระยะยาว FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ทำไมพ้นวัยรุ่นแล้วถึงยังเป็นสิวอยู่? A: เพราะความเครียด การนอนดึก ฮอร์โมน และการดูแลผิวไม่เหมาะสมในช่วงวัยทำงานยังคงกระตุ้นการเกิดสิวได้เหมือนเดิม Q2: สิววัยทำงานต่างจากสิควัยรุ่นอย่างไร? A: สิววัยทำงานมักเกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียดและเครื่องสำอาง ส่วนสิควัยรุ่นมักเกิดจากฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย Q3: ควรดูแลผิวอย่างไรเมื่อเริ่มมีสิว? A: ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ไม่แต่งหน้าแน่นทุกวัน ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีน้ำหอม และทาครีมกันแดดเป็นประจำ Q4: ควรพบแพทย์เมื่อไหร่? A: หากสิวไม่ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ หรือมีอาการอักเสบเรื้อรัง มีแผลเป็น หรือสงสัยเป็นโรคผิวหนังอื่นร่วม ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรง --- บทความ: 7 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สิวเห่อโดยไม่รู้ตัว Key Takeaways (สาระสำคัญ) พฤติกรรมประจำวันมีผลต่อสิวโดยตรง เช่น ล้างหน้าบ่อย จับหน้า หรือไม่ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด ทำให้สิวไม่หายขาด ล้างหน้ามากเกินไปทำร้ายผิว เพราะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและกระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้น สิ่งของรอบตัวอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เช่น ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า หรือแปรงแต่งหน้า หากไม่ทำความสะอาดบ่อย ๆ จะทำให้สิวเห่อซ้ำ ความเครียดและการนอนดึก ทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล เป็นตัวกระตุ้นสิวที่หลายคนมองข้าม เลือกครีมกันแดดไม่เหมาะกับสภาพผิว โดยเฉพาะสูตรที่มีน้ำมันหรือเนื้อหนัก อาจทำให้สิวอุดตันและเห่อได้ บทนำ ในกระบวนการ รักษาสิว หลายคนมักเน้นไปที่การเลือกผลิตภัณฑ์หรือการพบแพทย์ แต่ลืมสังเกตว่า "พฤติกรรมประจำวัน" ของเรานี่แหละ คือหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้สิวไม่หาย หรือแย่ลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมบางอย่างอาจดูไม่มีพิษภัย แต่กลับเป็นตัวกระตุ้นสิวให้เห่อขึ้นมาแบบซ้ำ ๆ ได้โดยง่าย บทความนี้จะพาคุณสำรวจ 7 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง หากคุณอยาก รักษาสิว ให้ได้ผลจริงและปลอดภัยในระยะยาว 1. ล้างหน้าบ่อยเกินความจำเป็น หลายคนเชื่อว่าการล้างหน้าบ่อยจะช่วยลดความมันและทำให้สิวลดลง แต่ในความจริง การล้างหน้ามากเกินไปโดยเฉพาะด้วยผลิตภัณฑ์แรง ๆ จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและทำลายเกราะป้องกันผิว ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นวงจรสิวที่ไม่จบสิ้น แนะนำให้ล้างหน้าเช้า–เย็นเท่านั้น และเลือกคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน 2. ใช้มือจับหน้าหรือแกะสิวบ่อย ๆ การใช้มือที่ไม่สะอาดไปจับหน้า แกะ บีบ หรือกดสิว เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการอักเสบและการติดเชื้อในผิวชั้นลึก ส่งผลให้สิวลุกลามและทิ้งรอยแผลเป็นในระยะยาว ยิ่งหากคุณกำลัง รักษาสิว อยู่ พฤติกรรมนี้จะทำให้การรักษาไม่เห็นผลและอาจต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าปกติ 3. ไม่ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนนอน แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าไม่อุดตันผิว แต่หากล้างออกไม่หมดก็สามารถก่อให้เกิดสิวอุดตันได้อย่างง่ายดาย การล้างเครื่องสำอางให้สะอาดทุกครั้งโดยใช้คลีนซิ่งหรือเมกอัพรีมูฟเวอร์ก่อนล้างหน้าจริง จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามในการ รักษาสิว อย่างยั่งยืน 4. ใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวซ้อนกันโดยไม่รู้ผลกระทบ บางคนทาสกินแคร์หลายชั้นพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าแต่ละตัวอาจมีส่วนผสมที่ตีกัน เช่น AHA + Retinol, หรือวิตามิน C + Niacinamide สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เกิดอาการแพ้ และทำให้สิวเห่อขึ้นได้ การ รักษาสิว ที่ดีควรใช้ผลิตภัณฑ์น้อยชิ้น แต่เหมาะกับสภาพผิว และให้เวลาในการสังเกตผลลัพธ์ 5. ไม่เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า หรือแปรงแต่งหน้าเป็นประจำ อุปกรณ์ใกล้ตัวที่เราใช้ทุกวันสามารถสะสมแบคทีเรีย น้ำมัน และฝุ่นละอองได้โดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้ทำความสะอาดสม่ำเสมอ จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่มากระตุ้นสิวซ้ำ ๆ โดยเฉพาะบริเวณแก้มและกราม การ รักษาสิว จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อจัดการความสะอาดรอบตัวให้ดีเช่นกัน 6. เครียดสะสมและนอนดึกเป็นประจำ ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้สิวเกิดได้ง่ายขึ้น ร่างกายที่ขาดการพักฟื้นจะซ่อมแซมผิวได้น้อยลง ทำให้ รักษาสิว ยากขึ้นและใช้เวลานานกว่าเดิม การนอนอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง และหากิจกรรมคลายเครียด จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น 7. เลือกใช้ครีมกันแดดไม่เหมาะกับสภาพผิว ครีมกันแดดบางสูตรอาจมีเนื้อหนักหรือมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน โดยเฉพาะคนผิวมันหรือเป็นสิวง่าย หากเลือกผิดอาจทำให้สิวเห่อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การ รักษาสิว ต้องใช้ครีมกันแดดที่ระบุว่า non-comedogenic และปราศจากน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด สรุป: หยุดพฤติกรรมเสี่ยง สิวก็จะหยุดด้วย การ รักษาสิว ให้เห็นผลไม่ใช่แค่เรื่องของตัวยาหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเท่านั้น แต่พฤติกรรมประจำวันของเราคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูผิวโดยตรง หากเรารู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นสิวอย่างเข้าใจ และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม โอกาสที่จะมีผิวหน้าสุขภาพดี ปราศจากสิวและรอยแผล ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ทำไมสิวยังขึ้นทั้งที่ล้างหน้าสะอาดแล้ว? A: อาจเกิดจากการล้างหน้าบ่อยเกินไป ทำให้ผิวขาดสมดุล หรือมีพฤติกรรมอื่นที่กระตุ้นสิว เช่น จับหน้า เครียด หรือนอนดึก Q2: ล้างหน้าบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี? A: วันละ 2 ครั้งเช้า–เย็นเพียงพอแล้ว หากล้างบ่อยกว่านั้นจะทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้สิวเกิดมากขึ้น Q3: จำเป็นต้องเปลี่ยนปลอกหมอนบ่อยไหม? A: ควรเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เพราะแบคทีเรียและน้ำมันจากผิวสามารถสะสมได้ง่ายและเป็นต้นเหตุของสิวบริเวณแก้มและกราม Q4: ใช้ครีมกันแดดแบบไหนไม่ทำให้สิวเห่อ? A: ควรเลือกสูตร non-comedogenic ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับผิวมันหรือเป็นสิวง่าย --- บทความ: โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว: แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ Key Takeaways (สาระสำคัญ) โฟมล้างหน้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการดูแลสิว เพราะช่วยลดน้ำมันส่วนเกินและแบคทีเรียโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว ควรเลือกสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และ non-comedogenic เพื่อไม่ให้รูขุมขนอุดตันหรือผิวระคายเคือง ส่วนผสมที่ดีต่อผิวเป็นสิว ได้แก่ Salicylic Acid, Tea Tree Oil, Zinc และ Centella Asiatica ซึ่งช่วยลดอักเสบและควบคุมความมัน หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ทำร้ายผิว เช่น SLS, ซิลิโคน, พาราเบน และน้ำมันหนัก เพราะทำให้สิวอุดตันง่ายขึ้น ล้างหน้าอย่างถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ใช้มือสะอาด และเช็ดเบา ๆ เพื่อให้ผิวฟื้นตัวเร็วและลดสิวใหม่ บทนำ ในกลุ่มคนที่ เป็นสิว การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าโดยเฉพาะ "โฟมล้างหน้า" เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นขั้นตอนแรกในการทำความสะอาดผิวและควบคุมปัจจัยที่อาจกระตุ้นการเกิดสิว หากเลือกผิดอาจทำให้สิวลุกลามหรือเกิดใหม่ได้ง่าย บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลที่คนเป็นสิวควรรู้ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อให้คุณสามารถเลือกโฟมล้างหน้าได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด 1. ทำไมโฟมล้างหน้าจึงสำคัญสำหรับคนเป็นสิว? การล้างหน้าเป็นด่านแรกของการดูแลผิว โดยเฉพาะผู้ที่ เป็นสิว ซึ่งมักมีปัญหาน้ำมันส่วนเกิน แบคทีเรีย และเซลล์ผิวที่อุดตัน โฟมล้างหน้าที่ดีจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว ลดการอุดตัน และไม่กระตุ้นการระคายเคืองเพิ่มขึ้น 2. คุณสมบัติของโฟมล้างหน้าที่คนเป็นสิวควรมองหา ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อลดโอกาสระคายเคือง Non-comedogenic หรือไม่อุดตันรูขุมขน มีส่วนผสมช่วยลดสิว เช่น Salicylic Acid, Tea Tree Oil, หรือ Zinc ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5. 5–6. 5 ซึ่งเหมาะกับผิวหน้า 3. ส่วนผสมที่ควรเลี่ยงหากคุณเป็นสิว SLS (Sodium Lauryl Sulfate): ทำให้ผิวแห้งตึงและระคายเคือง ซิลิโคนและพาราเบน: อาจอุดตันรูขุมขนหรือกระตุ้นการแพ้ น้ำมันหนัก เช่น Mineral Oil ซึ่งไม่เหมาะกับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิว 4. โฟมล้างหน้าสำหรับสิวแต่ละประเภท สิวอุดตัน: ควรเลือกสูตรที่มี BHA หรือ AHA อ่อน ๆ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว สิวอักเสบ: เน้นสูตรอ่อนโยน ลดการอักเสบ เช่น มี Centella Asiatica สิวฮอร์โมน: ควรมีสารต้านแบคทีเรียและควบคุมความมัน เช่น Zinc PCA 5. วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้องสำหรับคนเป็นสิว ล้างมือให้สะอาดก่อนล้างหน้า ใช้โฟมล้างหน้าขนาดประมาณเหรียญบาท นวดเบา ๆ ทั่วใบหน้าโดยหลีกเลี่ยงการถูแรง ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดด้วยผ้าขนหนูสะอาดอย่างเบามือ ทาครีมบำรุงหรือยารักษาสิวหลังล้างหน้าทันที 6. แนะนำโฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว (ไม่มีสปอนเซอร์) La Roche-Posay Effaclar Purifying Foaming Gel: อ่อนโยน เหมาะกับผิวมันและเป็นสิว CeraVe Foaming Cleanser: มี Niacinamide ช่วยลดรอยสิว และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว Smooth E Acne Extra Sensitive Cleansing Gel: ไม่มีฟอง ลดสิวได้ดี ไม่แห้งตึง Eucerin Pro Acne Solution Cleansing Gel: เหมาะกับคนที่มีสิวเรื้อรังและผิวแพ้ง่าย 7. โฟมล้างหน้าธรรมชาติ ทางเลือกสำหรับคนแพ้ง่าย บางคน เป็นสิว ร่วมกับอาการแพ้ผลิตภัณฑ์เคมี อาจเลือกใช้โฟมล้างหน้าจากส่วนผสมธรรมชาติ เช่น: ชาเขียว: ช่วยต้านการอักเสบ ใบบัวบก: สมานผิว ลดรอยแดง ขมิ้น: ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างอ่อนโยน 8. ปัจจัยเสริมที่ควรพิจารณาร่วมกับโฟมล้างหน้า การล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนเกินไป ความถี่ในการล้างหน้าไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้ง การเช็ดหน้าเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาด เพื่อลดการระคายเคือง สรุป: โฟมล้างหน้าที่ดีช่วยเสริมการรักษาสิว การเลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวและลักษณะสิวของคุณ จะช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะยังต้องใช้ยาหรือการรักษาเพิ่มเติม แต่หากขั้นตอนพื้นฐานอย่างการล้างหน้าเป็นไปอย่างถูกต้อง ก็ช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้รวดเร็วและลดการเกิดสิวใหม่ในระยะยาว FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: คนเป็นสิวควรล้างหน้าบ่อยไหม? A: ไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะการล้างหน้ามากไปจะทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเพิ่ม ซึ่งทำให้สิวขึ้นง่ายกว่าเดิม Q2: โฟมล้างหน้าแบบมีฟองหรือไม่มีฟองดีกว่ากัน? A: ทั้งสองแบบใช้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว แต่สำหรับคนเป็นสิวหรือผิวแพ้ง่าย ควรเลือกแบบ เจลหรือฟองน้อย เพื่อไม่ให้ผิวแห้งตึงเกินไป Q3: ควรเลือกโฟมล้างหน้าแบบไหนถ้ามีสิวอักเสบ? A: ใช้สูตรอ่อนโยนที่มีสารลดการอักเสบ เช่น Centella Asiatica หรือ Zinc และหลีกเลี่ยงสารผลัดเซลล์แรง ๆ เช่น AHA หรือ Retinol ชั่วคราว Q4: ใช้โฟมล้างหน้าธรรมชาติได้ไหม? A: ได้ หากไม่มีอาการแพ้ ส่วนผสมเช่นชาเขียว ใบบัวบก หรือขมิ้น เหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายและช่วยลดการอักเสบได้อย่างอ่อนโยน --- บทความ: วิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำหลังรักษาหาย Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวกลับมาได้แม้รักษาหายแล้ว หากยังไม่ปรับพฤติกรรม เช่น ล้างหน้าบ่อย แกะสิว หรือใช้สกินแคร์ที่อุดตันรูขุมขน เลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวหลังรักษา โดยเน้นสูตร non-comedogenic ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารกันเสียแรง ๆ อย่าหยุดยาเองทันทีเมื่อสิวหาย ควรลดหรือหยุดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการกลับมาและการดื้อยา ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต นอนเพียงพอ กินอาหารสมดุล ดื่มน้ำมาก และจัดการความเครียดเพื่อลดฮอร์โมนกระตุ้นสิว ดูแลต่อเนื่องด้วยการผลัดเซลล์ผิวและกันแดด ใช้ AHA/BHA อย่างอ่อนโยน และทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันสิวและรอยคล้ำ บทนำ แม้คุณจะ รักษาสิว จนหายแล้ว แต่ปัญหาสิวก็ยังสามารถกลับมาใหม่ได้หากไม่ดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง หลายคนประสบปัญหาสิววนซ้ำ สร้างความไม่มั่นใจและส่งผลกระทบทั้งทางกายและใจ การป้องกันสิวซ้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่าการรักษา บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่สิวกลับมาอีกครั้ง พร้อมแนวทางป้องกันอย่างยั่งยืน เพื่อผิวใสในระยะยาว 1. รักษาสิวแล้ว แต่ไม่ได้ปรับพฤติกรรม การ รักษาสิว จะไม่มีประสิทธิภาพถ้าคุณยังมีพฤติกรรมที่กระตุ้นการเกิดสิว เช่น: ล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือไม่สะอาดพอ ใช้สกินแคร์ที่อุดตันรูขุมขน แกะหรือบีบสิวบ่อย ไม่เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าเช็ดหน้าเป็นประจำ ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการดูแลผิวแบบปลอดสิว 2. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหลังรักษาสิว เลือกสกินแคร์ที่มีคำว่า non-comedogenic (ไม่อุดตันรูขุมขน) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารกันเสียแรง ๆ ใช้โฟมล้างหน้าที่อ่อนโยนและช่วยคงความสมดุลของผิว 3. อย่าหยุดใช้ยารักษาทันทีที่สิวหาย หลายคนหยุดใช้ยาเมื่อเห็นว่าสิวหายแล้ว ซึ่งอาจทำให้ สิวกลับมา ได้ในไม่ช้า ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลดหรือหยุดยา เพื่อให้แน่ใจว่าสิวหายถาวร และไม่เสี่ยงต่อการดื้อยา 4. ปรับพฤติกรรมการนอนและการกิน นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ของมัน ของทอด ดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้ให้ครบ อาหารที่สมดุลช่วยให้ร่างกายภายในทำงานปกติ ลดโอกาสการเกิดสิวซ้ำ 5. สังเกตฮอร์โมนในร่างกาย สิวฮอร์โมนมักเกิดซ้ำในผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือในผู้ชายที่มีฮอร์โมนแปรปรวน หากคุณ รักษาสิว แล้วแต่ยังเกิดซ้ำบริเวณกรามหรือคาง อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อวางแนวทางปรับฮอร์โมน 6. หลีกเลี่ยงความเครียดสะสม ความเครียดส่งผลให้ฮอร์โมน Cortisol เพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับการผลิตน้ำมันในผิวหน้า ควรหาวิธีผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันสิวกลับมา 7. ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ เลือกใช้ AHA หรือ BHA อย่างอ่อนโยน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดการอุดตันรูขุมขนและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว หลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดสิวได้อีก 8. อย่าลืมป้องกันแสงแดด แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น และทำให้รอยสิวคล้ำลง ควรใช้ ครีมกันแดดที่เหมาะกับคนเป็นสิว เป็นประจำทุกวัน แม้จะอยู่ในบ้าน 9. ติดตามผลกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้สิวจะหายแล้วก็ควรตรวจติดตามกับแพทย์ผิวหนังเป็นระยะ เพื่อปรับการดูแลผิวและรับคำแนะนำเพิ่มเติมในการป้องกันสิวซ้ำ สรุป: ป้องกันสิวซ้ำ เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การ รักษาสิว ให้หายแล้วไม่กลับมาอีก ไม่ใช่เรื่องของยาหรือผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแบบยั่งยืน เมื่อคุณใส่ใจดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอและเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ผิวที่ใสและไร้สิวจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ทำไมสิวยังกลับมาแม้รักษาหายแล้ว? A: เพราะยังมีพฤติกรรมหรือปัจจัยเดิม ๆ ที่กระตุ้นสิว เช่น ใช้สกินแคร์ไม่เหมาะสม หรือยังไม่ปรับพฤติกรรมการนอนและความเครียด Q2: หลังสิวหายควรใช้สกินแคร์แบบไหน? A: ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “non-comedogenic” ไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำหอม เพื่อคงสมดุลผิวและลดโอกาสอุดตัน Q3: จำเป็นต้องไปพบแพทย์ต่อไหมหลังสิวหาย? A: ควรติดตามผลกับแพทย์เป็นระยะ เพื่อปรับการดูแลผิวให้เหมาะกับสภาพผิวปัจจุบัน และป้องกันสิวซ้ำระยะยาว Q4: การผลัดเซลล์ผิวช่วยป้องกันสิวซ้ำได้ไหม? A: ได้ หากใช้สารผลัดเซลล์อย่างอ่อนโยน (AHA หรือ BHA) จะช่วยลดการอุดตันและกระตุ้นการสร้างผิวใหม่ --- บทความ: รอยสิวแบบไหนควรใช้เลเซอร์หรือทายา? Key Takeaways (สาระสำคัญ) รอยสิวมี 2 ประเภทหลัก: รอยสี (แดง–ดำ) และแผลเป็นสิว (หลุมหรือนูน) ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาต่างกัน รอยสิวตื้นใช้ยาทาได้ผลดี: เช่น Vitamin C, Niacinamide, AHA/BHA, หรือสารลดเม็ดสีอย่าง Alpha Arbutin รอยสิวลึกควรใช้เลเซอร์: เช่น Fractional CO2, IPL, Q-Switch หรือ Microneedling RF เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูโครงสร้างผิว ยาทามีข้อดีเรื่องความปลอดภัยและราคาถูก แต่เห็นผลช้าและไม่เหมาะกับรอยลึก ในขณะที่เลเซอร์เห็นผลเร็วแต่มีค่าใช้จ่ายสูง การดูแลหลังการรักษามีความสำคัญ: ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดด SPF50+ และหลีกเลี่ยงการแกะหรือขัดผิวบริเวณรอยสิว บทนำ เมื่อสิวหายแล้ว หลายคนต้องเผชิญกับ "รอยสิว" ซึ่งทิ้งร่องรอยไม่พึงประสงค์ไว้บนผิวหน้า และกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ความมั่นใจลดลง การเลือกวิธีรักษารอยสิวที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการตัดสินใจว่าจะใช้ยาแต้มรอยสิวหรือทำเลเซอร์ดี บทความนี้จะพาคุณรู้จักประเภทของรอยสิว วิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี และแนะนำแนวทางดูแลที่ได้ผลจริง 1. รอยสิวคืออะไร? "รอยสิว" เกิดจากกระบวนการซ่อมแซมผิวหลังจากสิวอักเสบหายไป โดยร่างกายอาจสร้างเม็ดสีหรือคอลลาเจนผิดปกติ ทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ หรือแผลเป็นลึก รอยสิวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่: รอยสี (รอยแดง รอยดำ): ผิวเปลี่ยนสีจากการอักเสบ แผลเป็นสิว (หลุมสิว นูน): ความเสียหายที่โครงสร้างผิว 2. รอยสีจากสิว: ใช้ยาทาได้ผลไหม? สำหรับรอยแดงหรือรอยดำที่ไม่ได้ลึก การใช้ยาทาสามารถให้ผลดี เช่น: Vitamin C: ช่วยลดเม็ดสีและปรับผิวให้กระจ่าง Niacinamide: ลดการอักเสบและรอยแดง AHA/BHA: ผลัดเซลล์ผิวเพื่อเผยผิวใหม่ Alpha Arbutin / Licorice Extract: ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสี การใช้ยาแต้มควรใช้ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ 4–12 สัปดาห์ถึงจะเห็นผลชัดเจน 3. แผลเป็นสิวแบบลึก: ยาทาอาจไม่เพียงพอ รอยสิว ที่ลึก เช่น หลุมสิวหรือนูน ควรพิจารณาทางเลือกอื่นนอกจากยาทา เช่น: ยาทาอาจไม่สามารถซึมลงลึกพอเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิว การใช้เพียงครีมอาจต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง 4. เทคนิคเลเซอร์สำหรับรอยสิว หากเป็นรอยสิวที่ลึกหรือดื้อยา เลเซอร์ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เช่น: Fractional CO2 Laser: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับหลุมสิว IPL / Q-Switch Laser: ลดรอยดำและปรับสีผิว Microneedling RF: ฟื้นฟูผิวชั้นในโดยไม่ทำลายผิวชั้นนอกมาก เลเซอร์สามารถเห็นผลไวกว่า แต่ควรทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น 5. ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ยาแต้มรอยสิว ข้อดี - ราคาไม่แพง - ทำได้เองที่บ้าน - ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง ข้อจำกัด - ใช้เวลานาน - ไม่เหมาะกับรอยลึก - ต้องใช้สม่ำเสมอเพื่อเห็นผล 6. ข้อดีและข้อจำกัดของการทำเลเซอร์รอยสิว ข้อดี - เห็นผลไวกว่า - เหมาะกับรอยสิวลึกและดื้อยา - ฟื้นฟูผิวได้ครอบคลุม ข้อจำกัด - มีค่าใช้จ่ายสูง - อาจมีรอยแดงหรือลอกหลังทำ - ต้องทำซ้ำหลายครั้งตามคำแนะนำแพทย์ 7. วิธีตัดสินใจเลือกรักษารอยสิวอย่างชาญฉลาด ก่อนจะตัดสินใจใช้ยาแต้มหรือเลเซอร์ ควรพิจารณาดังนี้: ลักษณะของรอยสิว: ตื้นหรือลึก สีแดงหรือดำ งบประมาณ: ยาทาเหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือมีงบจำกัด ระยะเวลา: ถ้าต้องการเห็นผลเร็ว อาจเลือกเลเซอร์ คำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง: เพื่อประเมินสภาพผิวอย่างแม่นยำ 8. คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการดูแลหลังรักษา หลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ครีมกันแดด SPF 50+ ห้ามแกะ เกา หรือขัดบริเวณที่มีรอยสิว ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อ่อนโยนและไม่มีแอลกอฮอล์ สรุป: เลือกวิธีให้เหมาะกับรอยสิวของคุณ รอยสิว แต่ละประเภทต้องการวิธีรักษาที่แตกต่างกัน การรู้จักผิวของตัวเอง เลือกวิธีที่เหมาะสม และปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้คุณฟื้นฟูผิวอย่างปลอดภัย เห็นผลจริง และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: รอยสิวแบบไหนควรใช้ยาทา? A: รอยแดงหรือรอยดำที่ไม่ลึก สามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมลดการอักเสบและปรับสีผิว เช่น Vitamin C, Niacinamide หรือ AHA ได้ผลดี Q2: รอยสิวลึกจำเป็นต้องทำเลเซอร์ไหม? A: หากเป็นรอยลึกหรือหลุมสิว ยาทาอาจไม่เพียงพอ การทำเลเซอร์ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและเห็นผลเร็วกว่า แต่ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Q3: การทำเลเซอร์มีผลข้างเคียงไหม? A: หลังทำอาจมีรอยแดงหรือลอกเล็กน้อย แต่จะหายได้ภายในไม่กี่วัน หากดูแลผิวตามคำแนะนำแพทย์ก็ปลอดภัยและได้ผลดี Q4: หลังรักษารอยสิวควรดูแลผิวอย่างไร? A: หลีกเลี่ยงแดดแรง ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ห้ามแกะหรือเกา และเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารระคายเคือง --- บทความ: รีวิวตัวยารักษาสิวที่คุณควรรู้ก่อนใช้ Key Takeaways (สาระสำคัญ) ยารักษาสิวมีหลายประเภทและกลไกต่างกัน เช่น ยาฆ่าเชื้อ (Benzoyl Peroxide), ยาผลัดเซลล์ (Retinoids, BHA), ยาลดอักเสบ (Clindamycin, Niacinamide) ควรเริ่มจากตัวยาความเข้มข้นต่ำ เพื่อป้องกันการระคายเคือง โดยเฉพาะกลุ่มกรดและวิตามินเอ บางตัวยาต้องใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ เช่น Retinoids หรือยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการดื้อยาและผลข้างเคียง ยาทาแต่ละชนิดเหมาะกับสิวต่างประเภท เช่น Benzoyl Peroxide เหมาะกับสิวอักเสบ / Salicylic Acid เหมาะกับสิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและการดูแลร่วม เช่น การล้างหน้าอย่างอ่อนโยน ใช้กันแดด และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน บทนำ การ รักษาสิว ให้ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของสิวและตัวยาที่ใช้รักษา เพราะไม่ใช่ทุกตัวยาจะเหมาะกับทุกคน การเลือกใช้ยารักษาสิวอย่างรู้เท่าทัน ช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นได้ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับตัวยารักษาสิวที่พบบ่อย พร้อมข้อควรระวัง วิธีใช้ และคำแนะนำสำหรับการเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ 1. Benzoyl Peroxide (เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์) หนึ่งในตัวยา รักษาสิว ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว ลดการอุดตันและลดการอักเสบของผิว ใช้ได้กับทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ ควรเริ่มใช้จากความเข้มข้นต่ำ (2. 5%-5%) เพื่อป้องกันการระคายเคือง อาจทำให้ผิวแห้งหรือลอกได้ในช่วงแรก และควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์รุนแรง 2. Salicylic Acid (ซาลิไซลิก แอซิด) กรด BHA ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของรูขุมขน และละลายไขมันที่อุดตันในผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอุดตันหรือผิวมัน ตัวยานี้มีฤทธิ์อ่อนโยนกว่ากรดอื่น และเหมาะสำหรับใช้เป็นประจำ แต่อาจไม่เหมาะกับผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย 3. Retinoids (เรตินอยด์) กลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Tretinoin, Adapalene, Retinaldehyde ซึ่งช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะสำหรับ รักษาสิว อุดตันและสิวฮอร์โมน ควรเริ่มใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในช่วงแรก และใช้ร่วมกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อป้องกันการลอก ควรทากลางคืนและหลีกเลี่ยงแสงแดด 4. Clindamycin (คลินดามัยซิน) เป็นยาปฏิชีวนะทาเฉพาะที่ ช่วยลดการอักเสบและแบคทีเรียที่ก่อสิว เหมาะสำหรับสิวอักเสบที่ไม่รุนแรง มักใช้ร่วมกับ Benzoyl Peroxide เพื่อป้องกันการดื้อยา ไม่ควรใช้เดี่ยวต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ 5. Azelaic Acid (อาซีลาอิก แอซิด) สารที่มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย ลดการอักเสบ และยับยั้งการสร้างเม็ดสีในผิว จึงช่วยทั้งในเรื่อง รักษาสิว และลดรอยดำหลังสิว ใช้อ่อนโยนกว่าเรตินอยด์และเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แต่ผลลัพธ์อาจใช้เวลานานกว่า 6. Niacinamide (ไนอะซินาไมด์) เป็นวิตามินบี 3 ที่ช่วยลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และควบคุมความมัน โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ที่มี สิวอักเสบเรื้อรัง หรือผิวระคายเคืองง่าย สามารถใช้ร่วมกับตัวยาอื่นเพื่อเสริมประสิทธิภาพ 7. Sulfur (ซัลเฟอร์) ตัวยาเก่าแก่ที่ใช้ในการ รักษาสิว มาอย่างยาวนาน ช่วยลดการสะสมของไขมันและผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว มีกลิ่นเฉพาะตัวและอาจทำให้ผิวแห้ง จึงนิยมใช้ในสิวหัวหนองหรือสิวอุดตันที่ไม่รุนแรง 8. Adapalene (อะดาพาลีน) เรตินอยด์รุ่นใหม่ที่มีความเสถียรสูงและระคายเคืองน้อยกว่าตัวยาอื่น เหมาะสำหรับใช้ในระยะยาวเพื่อป้องกันการเกิดสิวใหม่ มักอยู่ในรูปของเจล ทาเฉพาะตอนกลางคืน และควรใช้ครีมกันแดดควบคู่เสมอ 9. คำแนะนำการเลือกใช้ยารักษาสิว ก่อนเริ่มใช้ตัวยาใด ๆ ควรพิจารณา: สภาพผิวของตนเอง (ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม) ความรุนแรงของสิว ประวัติการแพ้ยา ความสม่ำเสมอในการดูแลผิว ความอดทนต่อการผลัดเซลล์หรือระคายเคือง การเลือกใช้ตัวยาโดยไม่เข้าใจอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น และอาจทำให้ผิวแย่ลง 10. สรุป: รู้จักตัวยา ก่อนใช้จริง เพื่อการรักษาสิวที่ปลอดภัย การ รักษาสิว ไม่ใช่แค่เลือกยาที่แรงหรือเป็นที่นิยม แต่คือการเข้าใจผิวของตัวเองและเลือกใช้ตัวยาที่เหมาะสม หากใช้ถูกวิธี ตัวยารักษาสิวสามารถช่วยลดสิว ป้องกันการเกิดซ้ำ และลดโอกาสเกิดรอยแผลได้อย่างปลอดภัย อย่าลืมว่าในกรณีที่ไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อแนะนำการดูแลที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ยาแต้มสิวตัวไหนเห็นผลไวที่สุด? A: โดยทั่วไป Benzoyl Peroxide เห็นผลเร็วในสิวอักเสบภายใน 3–5 วัน แต่ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำเพื่อลดการลอกและระคายเคือง Q2: Retinoids ใช้แล้วทำไมหน้าลอก? A: เพราะตัวยาช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว เป็นปฏิกิริยาปกติในช่วงเริ่มต้น ควรใช้สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เสริม Q3: ใช้ยาปฏิชีวนะ Clindamycin ได้นานไหม? A: ไม่ควรใช้เดี่ยวต่อเนื่องเกิน 8 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้แบคทีเรียดื้อยา ควรใช้ร่วมกับ Benzoyl Peroxide หรือภายใต้การดูแลของแพทย์ Q4: ผิวแพ้ง่ายใช้ตัวยาอะไรได้บ้าง? A: ควรเลือกตัวยาอ่อนโยน เช่น Azelaic Acid หรือ Niacinamide ซึ่งลดการอักเสบและรอยดำโดยไม่ทำให้ระคายเคือง --- บทความ: สิวที่หลัง คอ ก้น แก้อย่างไรให้ตรงจุด Key Takeaways (สาระสำคัญ) สิวที่หลัง คอ และก้นต่างจากสิวบนหน้า เพราะผิวบริเวณนั้นมีรูขุมขนใหญ่ เหงื่อออกมาก และระบายอากาศได้น้อย จึงเกิดการอุดตันง่าย สาเหตุหลักคือเหงื่อ ความอับ และการเสียดสี จากเสื้อผ้ารัดแน่น ผ้าปูที่นอนไม่สะอาด หรือการไม่อาบน้ำหลังออกกำลังกาย การรักษาต้องใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะจุด เช่น สบู่หรือเจลที่มี Salicylic Acid หรือ Benzoyl Peroxide และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน สิวที่ก้นมักเกิดจากการนั่งนานและความอับชื้น จึงควรขัดผิวเบา ๆ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ และรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากสิวลุกลามหรือเป็นก้อนหนองใหญ่ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยยาทานหรือทรีตเมนต์เฉพาะทาง เช่น เลเซอร์ หรือผลัดเซลล์ผิว บทนำ แม้ สิวที่หลัง หรือบริเวณอื่นนอกจากใบหน้าอย่าง คอ ก้น หรือหน้าอก อาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่นักในแง่ความสวยความงาม แต่ในความจริงแล้ว สิวเหล่านี้มักก่อความรำคาญทั้งทางกายและใจ บางครั้งเจ็บหรือคัน และอาจทิ้งรอยแผลเป็นในระยะยาว หลายคนพยายามรักษาด้วยวิธีของสิวที่หน้าแต่ไม่เห็นผล เพราะแต่ละจุดมีสาเหตุและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน บทความนี้จะช่วยคุณเข้าใจสาเหตุของ สิวที่หลัง คอ และก้น อย่างลึกซึ้ง พร้อมแนวทางแก้ไขอย่างตรงจุด 1. สิวที่หลัง คอ และก้น ต่างจากสิวที่ใบหน้าอย่างไร? ผิวหนังบริเวณหลังและก้นมีรูขุมขนที่ใหญ่กว่า และผลิตน้ำมันมากกว่าผิวหน้า การระบายอากาศไม่ดี โดยเฉพาะเวลาสวมเสื้อผ้ารัดแน่น หรือเหงื่อสะสม ความเสียดสีจากเสื้อผ้า หรือจากการนั่งนาน ๆ ทำให้รูขุมขนอักเสบง่ายขึ้น มักเกิดจากการอุดตันและแบคทีเรีย เช่นเดียวกับสิวหน้า แต่ต้องใช้แนวทางการดูแลเฉพาะ 2. สาเหตุหลักของสิวในจุดที่ไม่คาดคิด เหงื่อสะสมและไม่อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกาย ใช้ครีมอาบน้ำหรือโลชั่นที่มีน้ำมันสูง ใส่เสื้อผ้ารัดแน่นหรือระบายอากาศไม่ดี ใช้ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัวที่ไม่สะอาด การผลัดเซลล์ผิวไม่สมดุล ทำให้รูขุมขนอุดตัน สิวที่หลัง และส่วนอื่นจึงต้องได้รับการดูแลอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับสิวหน้าได้ทั้งหมด 3. วิธีดูแลและรักษาสิวที่หลัง ใช้ สบู่หรือเจลอาบน้ำที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือ เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหรือซิลิโคน ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขน อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกายหรือมีเหงื่อ ขัดผิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและไม่รัดแน่นเกินไป 4. การดูแลสิวที่คอให้ปลอดภัย หลีกเลี่ยงน้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ผิวหนังที่มีแอลกอฮอล์สูง เช็ดคอให้สะอาดทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่แต่งหน้าและใช้เครื่องสำอาง ใช้ครีมแต้มสิวชนิดอ่อนโยน เพราะผิวบริเวณคอบอบบางกว่าหลัง 5. สิวที่ก้น: สาเหตุและวิธีจัดการ เกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวกับเสื้อผ้าหรือเก้าอี้นั่งนาน ๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA หรือ BHA เพื่อป้องกันการอุดตัน หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงในรัดแน่น หรือเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ เปลี่ยนผ้าปูที่นอน และทำความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ 6. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้สิวลุกลาม แกะหรือบีบสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลและการติดเชื้อ ใช้ครีมแรงเกินไปในจุดที่ผิวบอบบาง ไม่อาบน้ำหลังเหงื่อออก ทำให้เชื้อแบคทีเรียสะสม 7. อาหารและสิวที่หลัง: มีผลหรือไม่? แม้อาหารจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ก็มีผลต่อระดับฮอร์โมน ซึ่งกระทบต่อการเกิด สิวที่หลัง ได้: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงและของทอด ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อขับของเสีย รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์และวิตามิน A, E, Zinc 8. แนวทางเสริมจากแพทย์: เมื่อไรควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หาก สิวที่หลัง หรือบริเวณอื่นมีลักษณะรุนแรง เช่น เป็นก้อนหนองใหญ่ หรือปวดมาก อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือการรักษาเฉพาะทาง เช่น: คอร์สยาทาน (antibiotics) การใช้ยาทาเฉพาะที่ผสม Retinoids ทรีตเมนต์เลเซอร์หรือผลัดเซลล์ผิว สรุป: รู้จักต้นตอสิว และรักษาให้ตรงจุด สิวที่ไม่ได้เกิดบนใบหน้าอย่าง สิวที่หลัง คอ หรือก้น ต้องการการดูแลเฉพาะทาง ไม่ต่างจากสิวบนใบหน้า การทำความเข้าใจสาเหตุ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน จะช่วยให้ผิวบริเวณเหล่านี้กลับมาสุขภาพดีได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลในระยะยาว FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ทำไมถึงเป็นสิวที่หลังหรือก้นบ่อยกว่าที่หน้า? A: เพราะบริเวณเหล่านี้ระบายอากาศได้น้อยและมักมีเหงื่อสะสม ทำให้แบคทีเรียเจริญได้ดีและเกิดการอุดตันของรูขุมขน Q2: ใช้ครีมทาหน้าแก้สิวที่หลังได้ไหม? A: ไม่แนะนำ เพราะผิวหลังและก้นหนากว่าและมีความมันมากกว่า ควรใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับผิวกายที่มีส่วนผสมลดสิวโดยตรง Q3: สิวที่ก้นเกิดจากการนั่งนานจริงไหม? A: ใช่ ความเสียดสีและแรงกดจากการนั่งนานเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รูขุมขนอักเสบและเกิดสิวที่ก้นได้ Q4: ถ้าสิวที่หลังไม่หายควรทำอย่างไร? A: หากดูแลเบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อใช้ยาทาหรือยาทานร่วมกับการผลัดเซลล์หรือเลเซอร์ --- บทความ: ผิวหนังอักเสบในเด็กและวัยรุ่น (และแนวทางรักษา) Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) เป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น มักเกิดจากการแพ้ ระคายเคือง หรือระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic), ผื่นแพ้สัมผัส (Contact), ผื่นรังแคในเด็กเล็ก (Seborrheic) และผื่นกลมเหมือนเหรียญ (Nummular) สาเหตุหลัก มาจากพันธุกรรม สารเคมี สบู่ ผงซักฟอก อากาศแห้ง และความเครียด แนวทางรักษา คือการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทุกวัน ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์เฉพาะช่วงที่อักเสบ และหลีกเลี่ยงการใช้สบู่แรง ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือสเตียรอยด์สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรหยุดการทาครีมบำรุงผิว บทนำ "ผิวหนังอักเสบ" เป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัยทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ผื่นแดง คัน แสบ หรือผิวแห้งลอก มักเป็นอาการเริ่มต้นที่ทำให้เด็กไม่สบายตัวและเสียความมั่นใจ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกวิธี อาจลุกลามหรือกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจภาวะผิวหนังอักเสบในวัยเยาว์ พร้อมแนวทางดูแลอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ 1. ผิวหนังอักเสบคืออะไร? ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) คือการอักเสบของผิวหนังที่อาจเกิดได้จากการแพ้ การระคายเคือง หรือปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน โดยมักพบในรูปแบบของผื่นแดง คัน ผิวแห้งแตก หรือเป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ 2. ประเภทของผิวหนังอักเสบที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น Atopic Dermatitis (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง) Contact Dermatitis (ผื่นแพ้สัมผัส) Seborrheic Dermatitis (ผื่นรังแคในเด็กเล็ก) Nummular Dermatitis (ผื่นกลมเหมือนเหรียญ) 3. สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบในวัยเด็ก พันธุกรรม: เด็กที่มีพ่อแม่เป็นภูมิแพ้มักเสี่ยงมากขึ้น สิ่งกระตุ้น: สารเคมี สบู่ แชมพู ผงซักฟอก อากาศแห้งหรือเย็น ความเครียดหรือภูมิคุ้มกันลดลง 4. อาการเบื้องต้นที่ควรเฝ้าระวัง ผื่นแดง คันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน ผิวแห้งแตก ลอกเป็นขุย ผื่นกระจายตามใบหน้า ลำตัว แขน ขา มีการติดเชื้อซ้ำ เช่น น้ำเหลืองไหลหรือมีสะเก็ด 5. การวินิจฉัยผิวหนังอักเสบ ซักประวัติครอบครัวและการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ตรวจร่างกายโดยแพทย์ผิวหนัง อาจตรวจ Patch test ในบางกรณี 6. แนวทางการรักษาที่เหมาะสม ใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น (moisturizer) ทุกวัน ทายาสเตียรอยด์ในช่วงที่อักเสบเฉียบพลัน ยาแก้คันหรือยาแก้แพ้ในบางกรณี หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือใช้สบู่แรงเกินไป 7. การดูแลผิวหนังในชีวิตประจำวัน อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นไม่เกิน 10 นาที ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำทันที เลือกเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่ระคายเคืองผิว เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมและสารกันเสีย 8. เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ มีการติดเชื้อซ้ำหรือมีแผลพุพอง ผื่นรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ผื่นลุกลามหรือมีอาการแปลกใหม่ 9. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผิวหนังอักเสบ “ทาครีมมากเกินไปจะทำให้ผิวชิน” – ความจริงคือควรรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว “อาการจะหายเองเมื่อโต” – บางคนอาจหาย แต่ไม่ใช่ทุกกรณี “ไม่ควรใช้สเตียรอยด์เลย” – หากใช้อย่างถูกต้องในระยะเวลาที่เหมาะสมจะปลอดภัย สรุป: การดูแลผิวหนังอักเสบในวัยเยาว์ต้องใส่ใจ ภาวะ ผิวหนังอักเสบ ในเด็กและวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเข้าใจอาการและรู้วิธีดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ การพบแพทย์ผิวหนังและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในแนวทางการรักษา FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ผิวหนังอักเสบในเด็กเกิดจากอะไร? A: มักเกิดจากการระคายเคือง สารเคมี ภูมิแพ้ หรือพันธุกรรม โดยเฉพาะในเด็กที่พ่อแม่มีประวัติภูมิแพ้ Q2: ผิวหนังอักเสบหายเองได้ไหม? A: บางรายอาจดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่ส่วนใหญ่ต้องได้รับการดูแลผิวและรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ Q3: ใช้ครีมสเตียรอยด์อันตรายไหม? A: หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและภายใต้การดูแลของแพทย์ ถือว่าปลอดภัยและช่วยลดการอักเสบได้ดี Q4: ดูแลผิวเด็กที่เป็นผิวหนังอักเสบอย่างไรดี? A: อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นไม่เกิน 10 นาที ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำ เลือกเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม --- บทความ: ผื่นแพ้สัมผัส – เจอบ่อยจากอะไรบ้าง? Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) คือภาวะการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสสารระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: • Irritant จากสารเคมีแรง เช่น สบู่ น้ำยาล้างจาน • Allergic จากการแพ้โลหะ น้ำหอม หรือสารกันเสีย สารกระตุ้นที่พบบ่อย: นิกเกิลในเครื่องประดับ น้ำหอม สบู่แรง น้ำยาทำความสะอาด และพลาสเตอร์ยา การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัย ล้างผิวด้วยน้ำสะอาด และใช้ครีมลดอักเสบ เช่น คาลาไมน์ หรือสเตียรอยด์อ่อน การป้องกันระยะยาว: ใช้ผลิตภัณฑ์ Fragrance-Free, สวมถุงมือเมื่อทำความสะอาด และทดสอบสกินแคร์ก่อนใช้จริง บทนำ "ผื่นแพ้สัมผัส" เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่หลายคนเคยเผชิญ ทั้งในรูปแบบของอาการคัน แดง แสบ หรือมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามบริเวณที่สัมผัสสารกระตุ้น อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่ร้ายแรงแต่สามารถรบกวนชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย การรู้สาเหตุและวิธีหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นที่พบบ่อยจะช่วยให้เราจัดการกับ ผื่นแพ้สัมผัส ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง 1. ผื่นแพ้สัมผัสคืออะไร? ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) คือภาวะการอักเสบของผิวหนังที่เกิดขึ้นเมื่อผิวสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ โดยอาการอาจแสดงออกในรูปแบบของ: ผื่นแดง คัน แสบ ผิวลอก ตกสะเก็ด มีตุ่มน้ำหรือตุ่มคัน 2. แยกประเภทของผื่นแพ้สัมผัส ผื่นแพ้สัมผัสสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก: Irritant Contact Dermatitis: เกิดจากสารระคายเคือง เช่น สบู่แรง น้ำยาล้างจาน Allergic Contact Dermatitis: เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารบางชนิด เช่น นิกเกิล น้ำหอม 3. สารที่ก่อให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสบ่อยที่สุด โลหะ: นิกเกิลในเครื่องประดับ, ตะขอกางเกง เครื่องสำอาง: น้ำหอม, สารกันเสีย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด: สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น พืชบางชนิด: Poison ivy, ลาเวนเดอร์ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์: พลาสเตอร์ยา ยาภายนอก 4. พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสบ่อยขึ้น ล้างมือหรือใบหน้าบ่อยเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่โดยไม่ทดสอบก่อน สวมเครื่องประดับตลอดเวลา สัมผัสสารเคมีโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน 5. วิธีวินิจฉัยและตรวจหาสารกระตุ้น Patch test: การทดสอบสารก่อแพ้โดยแปะแผ่นทดสอบลงบนผิว การสังเกตอาการและไทม์ไลน์: บันทึกว่าผื่นเกิดเมื่อไร หลังจากสัมผัสอะไร 6. วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเกิดผื่นแพ้สัมผัส หยุดใช้หรือหลีกเลี่ยงสารที่สงสัยทันที ล้างผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำเปล่าสะอาด ใช้ครีมลดการอักเสบ เช่น คาลาไมน์ หรือครีมสเตียรอยด์อ่อน ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรพบแพทย์ 7. วิธีป้องกันไม่ให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสซ้ำ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ Fragrance-Free และ Hypoallergenic ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ท้องแขนก่อนใช้จริง สวมถุงมือเมื่อทำความสะอาดหรือสัมผัสสารเคมี หลีกเลี่ยงการสวมเครื่องประดับโลหะที่ไม่ได้มาตรฐาน 8. สกินแคร์สำหรับผู้มีผื่นแพ้สัมผัสบ่อย ครีมที่มี Ceramide, Panthenol, Madecassoside หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีกรดแรงหรือสารผลัดเซลล์ผิว เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อเบา ไม่เหนอะหนะ 9. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนัง? ผื่นลุกลามหรือมีตุ่มน้ำจำนวนมาก มีอาการคัน แสบ เจ็บรุนแรง ผื่นไม่หายภายใน 1 สัปดาห์แม้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ เกิดอาการแพ้ซ้ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ สรุป: หลีกเลี่ยงผื่นแพ้สัมผัสได้ หากรู้จักต้นเหตุ ผื่นแพ้สัมผัส แม้ดูเหมือนปัญหาเล็ก แต่หากไม่รู้ต้นเหตุและไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาจกลายเป็นภาวะเรื้อรังได้ การสังเกตตนเอง หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน คือวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงได้ในระยะยาว FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ผื่นแพ้สัมผัสเกิดจากอะไร? A: เกิดจากผิวสัมผัสสารเคมีหรือสารก่อภูมิแพ้ เช่น สบู่แรง โลหะ น้ำหอม หรือพืชบางชนิด ทำให้เกิดอาการคัน แดง หรือผื่น Q2: จะรู้ได้อย่างไรว่าแพ้อะไร? A: สามารถตรวจโดยแพทย์ผิวหนังด้วยวิธี Patch Test หรือสังเกตอาการหลังสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่สงสัย เช่น ครีมหรือเครื่องประดับ Q3: ใช้ครีมอะไรทาได้บ้างเมื่อมีผื่นแพ้สัมผัส? A: ใช้ครีมที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น คาลาไมน์ (Calamine) หรือครีมสเตียรอยด์อ่อน ๆ และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือกรดแรง Q4: ทำอย่างไรไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ? A: หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นที่เคยแพ้ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Hypoallergenic / Fragrance-Free และรักษาความชุ่มชื้นของผิวให้สม่ำเสมอ --- บทความ: รังแคคือโรคผิวหนังหรือแค่แห้ง? Key Takeaways (สาระสำคัญ) รังแคคือการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังบนหนังศีรษะเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดเกล็ดสีขาวหรือเหลือง มักไม่อันตรายแต่กระทบต่อความมั่นใจ สาเหตุของรังแคมีหลายอย่าง เช่น เชื้อรา Malassezia, การใช้ผลิตภัณฑ์ระคายเคือง, ความเครียด, ผิวแห้งหรือมันเกินไป รังแคทั่วไปต่างจากรังแคจากโรคผิวหนัง — ถ้ามีผื่นแดง อักเสบ หรือสะเก็ดหนา อาจเป็น “เซ็บเดิร์ม” หรือ “สะเก็ดเงิน” แชมพูที่ช่วยลดรังแคได้ มักมีส่วนผสม Zinc Pyrithione, Ketoconazole, Selenium Sulfide, หรือ Salicylic Acid การดูแลหนังศีรษะที่ดี เช่น สระผมให้สะอาด หลีกเลี่ยงการเกาแรง ๆ และทำความสะอาดหวีบ่อย จะช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำ บทนำ "รังแค" เป็นปัญหาที่หลายคนคุ้นเคย อาจเคยมีเกล็ดขาวเล็ก ๆ หลุดร่วงจากศีรษะ ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเวลาสวมเสื้อสีเข้ม บางคนอาจมองว่าเป็นเพียงอาการผิวหนังแห้งทั่วไป แต่ความจริงแล้ว รังแค อาจซับซ้อนกว่านั้น และในบางกรณีอาจเป็นอาการของโรคผิวหนังเรื้อรังที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับรังแคให้มากขึ้น พร้อมวิธีรับมืออย่างได้ผล 1. รังแคคืออะไร? รังแค (Dandruff) คือภาวะที่เซลล์ผิวหนังบริเวณหนังศีรษะหลุดลอกเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดเกล็ดสีขาวหรือเหลือง ซึ่งอาจมาพร้อมกับอาการ คัน, แห้ง, หรือระคายเคือง โดยส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่อาจส่งผลต่อความมั่นใจในชีวิตประจำวัน 2. รังแคเกิดจากอะไร? สาเหตุของ รังแค มีหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน เช่น: การเจริญเติบโตของเชื้อรา Malassezia บนหนังศีรษะ การล้างผมไม่สะอาด หรือบ่อยเกินไป การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง ฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ผิวแห้งเกินไป หรือผิวมันมากเกินไป 3. รังแคแบบไหนคือปกติ และแบบไหนคือโรค? รังแคทั่วไป: เกิดชั่วคราว ไม่มีอาการอักเสบร่วม รังแคจากโรคผิวหนัง: เช่น โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis), โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) 4. รังแคกับเซ็บเดิร์ม ต่างกันยังไง? รังแคธรรมดา: ไม่มีผื่นแดงหรืออักเสบ เซ็บเดิร์ม: มีอาการผิวลอกเป็นแผ่น คัน แดง อาจลุกลามบริเวณคิ้ว ข้างจมูก หลังหู 5. วิธีดูแลและป้องกันรังแคเบื้องต้น สระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะแรง ๆ หมั่นทำความสะอาดหวีและอุปกรณ์จัดแต่งผม ดื่มน้ำเพียงพอ และลดความเครียด 6. แชมพูและตัวยาสำหรับลดรังแค แชมพูที่มีส่วนผสมต่อไปนี้อาจช่วยลดรังแคได้: Zinc Pyrithione Ketoconazole Selenium Sulfide Coal Tar Salicylic Acid 7. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมที่มีแอลกอฮอล์สูง นอนทั้งที่ศีรษะยังเปียก ล้างแชมพูหรือครีมนวดไม่สะอาด สวมหมวกแน่นบ่อยครั้งโดยไม่ทำความสะอาด 8. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์? รังแคไม่หายแม้เปลี่ยนแชมพูหลายสูตร มีอาการคันมาก แสบ หรือผื่นแดงร่วม มีแผลหรือสะเก็ดหนา รังแคกระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย 9. รังแคไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้ รังแค อาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากไม่ใส่ใจ อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ รวมถึงเสี่ยงเป็นปัญหาเรื้อรัง การดูแลหนังศีรษะให้สะอาด เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และรับคำแนะนำจากแพทย์เมื่อจำเป็น เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลปัญหารังแคอย่างยั่งยืน FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: รังแคเกิดจากหนังศีรษะแห้งจริงไหม? A: ไม่เสมอไป — รังแคอาจเกิดจากเชื้อรา Malassezia หรือความมันส่วนเกิน ไม่ได้มาจากความแห้งเพียงอย่างเดียว Q2: รังแคกับเซ็บเดิร์มต่างกันอย่างไร? A: รังแคทั่วไปไม่มีการอักเสบ ส่วนเซ็บเดิร์มจะมีอาการแดง คัน และลอกเป็นแผ่นหนา อาจลามถึงคิ้วหรือข้างจมูก Q3: ใช้แชมพูยาแล้วรังแคหายขาดไหม? A: ไม่หายถาวร แต่ช่วยควบคุมอาการได้ ควรใช้ต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งและดูแลสุขภาพหนังศีรษะร่วมด้วย Q4: ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่? A: หากรังแคไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์หลังเปลี่ยนแชมพู หรือมีอาการคัน แดง แสบ หรือมีแผล ควรพบแพทย์ผิวหนัง --- บทความ: เคล็ดลับลดความหมองคล้ำของผิวหน้าแบบปลอดภัย Key Takeaways (สาระสำคัญ) ผิวหมองคล้ำไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยงาม แต่อาจเกิดจากเซลล์ผิวสะสม แสงแดด มลภาวะ หรือความเครียด ซึ่งสามารถฟื้นฟูได้ด้วยวิธีปลอดภัย การผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ด้วย AHA/BHA หรือสครับเนื้อละเอียด 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและดูสว่างขึ้น ความชุ่มชื้นคือหัวใจของผิวใส ควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มี Hyaluronic Acid หรือ Ceramide และดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวัน ครีมกันแดดจำเป็นทุกวัน แม้อยู่ในบ้าน ควรเลือก SPF30+ และทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง พฤติกรรมและอาหารมีผลโดยตรงต่อผิว เช่น การนอนเพียงพอ หลีกเลี่ยงบุหรี่ และรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน C และโอเมก้า 3 บทนำ ผิวหน้าที่ดู หมองคล้ำ ไม่สดใส อาจเป็นปัญหากวนใจที่หลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเกิดจากแสงแดด มลภาวะ หรือพฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง การฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีแรง ๆ เสมอไป แต่สามารถทำได้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับทุกสภาพผิว บทความนี้จึงรวบรวมเคล็ดลับการลดความ หมองคล้ำ อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้คุณกลับมามีผิวหน้าใส สุขภาพดีอย่างยั่งยืน 1. หมองคล้ำคืออะไร? ความ หมองคล้ำ หมายถึง ผิวหน้าที่ขาดความกระจ่างใส ดูไม่เรียบเนียน และมีโทนสีไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น: การสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แสงแดดและรังสียูวี มลภาวะ ฝุ่นละออง ความเครียดและการนอนหลับไม่เพียงพอ 2. สาเหตุหลักของผิวหมองคล้ำ แสงแดด: กระตุ้นเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวคล้ำ การล้างหน้าผิดวิธี: ทำให้ผิวขาดสมดุล ขาดการบำรุง: ผิวขาดน้ำและสารอาหาร มลภาวะในอากาศ: ทำลายเกราะป้องกันผิว ฮอร์โมนและความเครียด: ส่งผลต่อระบบผิวพรรณ 3. การผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ใช้โทนเนอร์ที่มี AHA หรือ BHA สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เลือก สครับเนื้อละเอียด ที่ไม่บาดผิว หลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่กัดผิว 4. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวอยู่เสมอ เลือก มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ที่มี Hyaluronic Acid, Ceramide ใช้น้ำแร่หรือสเปรย์บำรุงผิวระหว่างวัน ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน 5. ป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ไม่ได้ออกนอกบ้าน เลือก SPF30+ ขึ้นไป และ PA+++ ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากอยู่กลางแจ้ง 6. บำรุงผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ วิตามิน C: ช่วยลดจุดด่างดำและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Niacinamide: ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ Arbutin, Licorice Extract: ยับยั้งเม็ดสีเมลานิน 7. ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผิวกระจ่างใส นอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมความเครียดด้วยกิจกรรมผ่อนคลาย 8. มาสก์หน้าเป็นประจำ เลือกมาสก์สูตรเติมน้ำและวิตามิน มาสก์แบบโฮมเมด เช่น โยเกิร์ต+น้ำผึ้ง หรือแตงกวา ไม่ควรมาสก์เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อป้องกันการระคายเคือง 9. อาหารช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน ผักผลไม้สีส้ม-เหลือง เช่น แครอท ฟักทอง ส้ม ถั่วและปลา: มีโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำมะเขือเทศและน้ำมะนาวสดประจำ สรุป: ผิวใสได้ ไม่ต้องเสี่ยง ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืน การลด หมองคล้ำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันเดียว แต่หากเราใส่ใจในขั้นตอนการดูแลผิวและปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถมีผิวที่สดใส เรียบเนียน และแข็งแรงได้ในระยะยาว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว รวมถึงการป้องกันแสงแดดและมลภาวะ คือหัวใจของการดูแลผิวให้กระจ่างใสอย่างปลอดภัย FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q1: ผิวหมองคล้ำเกิดจากอะไร? A: เกิดจากการสะสมของเซลล์ผิวเก่า การโดนแสงแดด มลภาวะ ความเครียด หรือขาดการบำรุงผิวอย่างต่อเนื่อง Q2: ใช้วิตามิน C หรือ Niacinamide ช่วยให้ผิวกระจ่างใสจริงไหม? A: จริง วิตามิน C และ Niacinamide ช่วยลดจุดด่างดำ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Q3: ต้องมาสก์หน้าทุกวันไหมถึงจะเห็นผล? A: ไม่จำเป็น มาสก์ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ หากมาสก์บ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ Q4: ถ้าทาครีมกันแดดทุกวัน ผิวยังหมองได้ไหม? A: ยังเป็นไปได้หากไม่ได้ทาซ้ำเมื่อเจอแดดจัด หรือใช้สูตรที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ควรเลือก SPF30+ และทาซ้ำตามคำแนะนำ --- บทความ: กลาก เกลื้อน ต่างกันยังไง? ดูให้เป็น รักษาให้ถูก บทนำ "กลาก เกลื้อน" เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินและมักจะใช้แทนกันไปมาโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วสองคำนี้ไม่ได้หมายถึงโรคเดียวกัน กลาก กับ เกลื้อน มีลักษณะและสาเหตุที่ต่างกัน รวมถึงแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน หากวินิจฉัยผิด อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลและอาการลุกลามได้ง่าย บทความนี้จะช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลากกับเกลื้อนได้อย่างชัดเจน พร้อมวิธีดูแลและรักษาให้เหมาะสม 1. กลากคืออะไร? กลาก (Tinea corporis) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังทั่วไป มีลักษณะเด่นคือ: ผื่นเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบแดงนูน คันมาก ตรงกลางผื่นอาจมีสีซีดหรือแห้งลอก 2. เกลื้อนคืออะไร? เกลื้อน (Tinea versicolor) เกิดจากเชื้อยีสต์ที่ชื่อ Malassezia ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีอยู่แล้วบนผิวตามธรรมชาติ แต่เมื่อมีความชื้นหรือไขมันผิวมากขึ้น อาจทำให้เชื้อเจริญเติบโตผิดปกติและก่อให้เกิดเกลื้อนได้ ลักษณะของเกลื้อนคือ: ผื่นแบน สีขาวหรือสีคล้ำ ไม่คันหรือคันเล็กน้อย พบบ่อยที่หน้าอก หลัง คอ ไหล่ 3. สาเหตุที่กระตุ้นกลากและเกลื้อน กลาก: สัมผัสเชื้อจากสัตว์เลี้ยง หรือใช้ของร่วมกัน ความอับชื้น เหงื่อสะสม ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เกลื้อน: อากาศร้อน ความชื้นสูง ต่อมไขมันทำงานมาก ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวมันเกินไป 4. การวินิจฉัยที่ถูกต้อง การสังเกตลักษณะผื่นด้วยตาเปล่า ตรวจด้วยกล้องขยายหรือ Wood’s lamp ขูดผื่นไปตรวจเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ 5. แนวทางการรักษากลาก ใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น Clotrimazole, Terbinafine กรณีรุนแรงอาจต้องกินยาต้านเชื้อรา รักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงความอับชื้น 6. แนวทางการรักษาเกลื้อน ใช้ยาทาฆ่าเชื้อยีสต์ เช่น Selenium sulfide, Ketoconazole อาจใช้แชมพูยาในบริเวณลำตัว หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นหรือครีมที่มันเกินไป 7. การป้องกันกลากและเกลื้อน เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อมีเหงื่อออก ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ดูแลผิวให้แห้งและสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน 8. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลาก เกลื้อน "เกลื้อนคือผิวขาว": จริงๆ แล้วเกลื้อนอาจทำให้ผิวเข้มหรือซีดกว่าปกติ "กลากติดต่อไม่ได้": กลากสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส 9. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ รักษาเองแล้วไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ผื่นลุกลาม กว้างขึ้น หรือมีอาการอักเสบรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลพุพอง น้ำเหลืองไหล สรุป: กลากและเกลื้อนต่างกันอย่างชัดเจน แม้คำว่า กลาก และ เกลื้อน จะฟังดูคล้ายกัน แต่แท้จริงมีความต่างทั้งในด้านสาเหตุ ลักษณะ และวิธีรักษา การแยกแยะให้ชัดเจนจะช่วยให้การดูแลรักษาได้ผลดีและลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคผิวหนังได้ในระยะยาว บทความนี้จัดทำเพื่อการให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ --- บทความ: วิธีเช็กสภาพผิวด้วยตัวเองก่อนเลือกสกินแคร์ บทนำ ก่อนจะลงทุนกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือ สกินแคร์ ตัวใหม่ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการรู้จัก "สภาพผิว" ของตนเองอย่างถูกต้อง เพราะแม้จะเลือกสกินแคร์ราคาแพงแค่ไหน หากไม่เหมาะกับผิว ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามที่หวัง บทความนี้จะแนะนำวิธีเช็กสภาพผิวแบบง่าย ๆ ที่ทำได้เองที่บ้าน พร้อมเคล็ดลับในการเลือก สกินแคร์ ให้ตรงกับความต้องการของผิวอย่างแท้จริง 1. ทำไมต้องรู้จักสภาพผิวของตัวเอง? การเลือก สกินแคร์ ให้เหมาะสมกับสภาพผิวเป็นพื้นฐานของการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผิวแต่ละประเภทมีความต้องการต่างกัน เช่น: ผิวมันต้องการการควบคุมความมัน ผิวแห้งต้องการการเติมความชุ่มชื้น ผิวแพ้ง่ายต้องการสูตรอ่อนโยน ผิวผสมต้องดูแลหลายโซนให้สมดุล 2. สภาพผิวมีประเภทอะไรบ้าง? ผิวคนเราสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก: ผิวธรรมดา (Normal Skin): สมดุล ไม่มันหรือแห้งเกินไป ผิวมัน (Oily Skin): ผลิตน้ำมันมาก ทำให้เป็นสิวง่าย ผิวแห้ง (Dry Skin): ขาดน้ำ แพ้ง่าย ลอกเป็นขุย ผิวผสม (Combination Skin): มันบริเวณ T-zone แต่แห้งที่แก้ม ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin): แดง คัน ระคายเคืองง่าย 3. วิธีเช็กสภาพผิวด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ วิธีที่ 1: เช็กหลังล้างหน้า 1. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยน 2. ปล่อยให้หน้าเปลือยโดยไม่ทาครีมใด ๆ 3. รอประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วสังเกตผิว ผิวแห้ง: รู้สึกตึง ลอก ผิวมัน: เห็นความมันชัดเจน ผิวธรรมดา: รู้สึกสบาย ไม่มันหรือแห้ง ผิวผสม: มันเฉพาะ T-zone ผิวแพ้ง่าย: แสบ แดง คัน วิธีที่ 2: ใช้กระดาษซับมัน 1. หลังล้างหน้า 3-4 ชั่วโมง ให้นำกระดาษซับหน้ามาซับตามจุดต่าง ๆ 2. สังเกตปริมาณน้ำมันที่ซึมออกมา 4. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสภาพผิว ผิวมันไม่จำเป็นต้องขาดความชุ่มชื้น ผิวแห้งไม่ควรสครับบ่อยเกินไป ผิวแพ้ง่ายไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะของผิว การรู้ข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้เลือก สกินแคร์ ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย 5. เลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับแต่ละสภาพผิว ผิวมัน - เลือกเจลหรือโลชั่นซึมไว - หลีกเลี่ยงน้ำมันและซิลิโคนหนัก ๆ - ใช้ สกินแคร์ ที่มี Salicylic Acid หรือ Niacinamide ผิวแห้ง - ใช้ครีมที่มี Ceramide, Hyaluronic Acid - หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ - ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังล้างหน้า ผิวผสม - แยกการดูแล T-zone กับแก้ม - ใช้ผลิตภัณฑ์สูตรสมดุลไม่มันหรือแห้งเกินไป ผิวแพ้ง่าย - ใช้ผลิตภัณฑ์สูตร Hypoallergenic - หลีกเลี่ยงน้ำหอม แอลกอฮอล์ และกรดแรง - ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่บนท้องแขนก่อนใช้จริง ผิวธรรมดา - รักษาความสมดุลด้วยการบำรุงที่เหมาะสม - ใช้ สกินแคร์ ที่คงความชุ่มชื้นและป้องกันการระคายเคือง 6. เคล็ดลับเพิ่มเติมในการเลือกสกินแคร์ อ่านฉลากและส่วนผสมอย่างละเอียด อย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวเมื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หมั่นปรับสกินแคร์ตามฤดูกาลหรือวัยที่เปลี่ยนไป สรุป: เข้าใจผิวตนเอง เลือกสกินแคร์อย่างมั่นใจ การเช็กสภาพผิวด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญก่อนเริ่มดูแลผิวอย่างจริงจัง เมื่อเข้าใจผิวตัวเองแล้ว จะสามารถเลือก สกินแคร์ ได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาผิวพรรณ และช่วยให้การบำรุงผิวเห็นผลอย่างแท้จริงในระยะยาว บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังได้ --- บทความ: สครับผิวดีจริงไหม? ทำบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี บทนำ การมี ผิวดี ใส เรียบเนียน คือความฝันของใครหลายคน หนึ่งในขั้นตอนที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ “การสครับผิว” หรือการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีขัดผิว แต่ก็มีคำถามว่า การสครับผิวทำให้ ผิวดี จริงไหม? หรือถ้าทำบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวพัง? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงข้อดี ข้อเสีย เทคนิค และความถี่ที่เหมาะสมของการสครับ เพื่อให้คุณดูแลผิวได้อย่างปลอดภัยและเห็นผล 1. การสครับผิวคืออะไร? การสครับคือการ ผลัดเซลล์ผิว ที่ตายแล้วออกจากผิวชั้นบน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเม็ดบีดส์หรือสารเคมี เช่น AHA, BHA ช่วยเปิดทางให้ผิวใหม่ที่เนียนใสขึ้นมาแทน ซึ่งจะช่วยให้: ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ครีมซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น ลดการอุดตันรูขุมขนที่เป็นต้นเหตุของสิว 2. ประเภทของการสครับผิว Physical Scrub: ใช้เม็ดสครับ เช่น น้ำตาล เม็ดสังเคราะห์ Chemical Exfoliant: ใช้กรดอ่อนๆ เช่น AHA (ผลัดผิว), BHA (ละลายไขมัน) 3. ข้อดีของการสครับอย่างถูกต้อง ผิวดูกระจ่างใส ลดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ การสครับอย่างพอดีมีส่วนช่วยให้ ผิวดี ได้ในระยะยาว 4. อันตรายจากการสครับมากเกินไป ผิวบางลง ระคายเคืองง่าย เกิดรอยแดง แสบ หรือแห้งลอก กระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้เป็นสิว 5. แล้วควรสครับบ่อยแค่ไหนถึงจะดี? ผิวแห้ง/แพ้ง่าย: 1 ครั้งต่อ 10-14 วัน ผิวธรรมดา-ผิวมัน: 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ หากใช้สารเคมี ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำและทดสอบก่อน 6. วิธีสครับผิวให้ปลอดภัยและได้ผล ล้างหน้าหรืออาบน้ำก่อนให้ผิวเปิด ใช้สครับเบาๆ วนเป็นวงกลม ไม่ควรขัดแรง ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันที ทาครีมกันแดดทุกวัน 7. ใครไม่ควรสครับผิวบ่อย? คนที่มี ผิวติดสารสเตียรอยด์ ผู้ที่เป็น สิวอักเสบรุนแรง ผิวมีแผลเปิด ผื่น หรืออาการแพ้ การดูแล ผิวดี ไม่ใช่การเร่งให้ผิวลอกบ่อย ๆ แต่เป็นการเสริมผิวให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง 8. ทางเลือกแทนการสครับที่รุนแรง ใช้โทนเนอร์ผลัดเซลล์อ่อนโยน มาสก์เอนไซม์ผลไม้ เซรั่มที่มีกรดอ่อน ๆ ใช้เป็นประจำ 9. สครับผิวกายต่างจากผิวหน้าอย่างไร? ผิวกายหนากว่าผิวหน้า สามารถสครับแรงขึ้นได้ ความถี่แนะนำคือ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จุดหยาบ เช่น ข้อศอก เข่า ส้นเท้า อาจเน้นพิเศษได้ สรุป: สครับผิวคือหนึ่งในวิธีช่วยให้ผิวดี... ถ้าใช้ให้เป็น การสครับผิวสามารถช่วยให้ ผิวดี ได้จริง แต่ต้องทำอย่างพอดีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง หากทำบ่อยหรือผิดวิธี อาจทำให้ผิวอ่อนแอและเกิดปัญหาตามมา การให้เวลากับผิวได้ฟื้นตัว และใช้การดูแลที่สมดุล เป็นกุญแจสำคัญของการมีผิวที่แข็งแรงและเรียบเนียนอย่างแท้จริง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลผิว ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ --- บทความ: รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแล บทนำ รูขุมขนกว้างเป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจในผิวหน้า แม้จะไม่ใช่ปัญหารุนแรง แต่ก็มักมาคู่กับความมันส่วนเกินและ รอยสิว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวในระยะยาว หากเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการดูแลอย่างถูกต้อง จะช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียน และลดปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาได้ 1. รูขุมขนกว้างคืออะไร? รูขุมขนเป็นช่องทางระบายเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมัน หากมีการผลิตน้ำมันมากเกินไปหรือมีการอุดตันบ่อยครั้ง อาจทำให้รูขุมขนขยายตัวจนสังเกตเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก และแก้ม 2. สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง กรรมพันธุ์: หากคนในครอบครัวมีรูขุมขนกว้าง ก็มีแนวโน้มที่คุณจะเป็นเช่นกัน การผลิตน้ำมันมากเกินไป: ผิวมันทำให้รูขุมขนทำงานหนักและขยายตัว การสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว: อุดตันรูขุมขน ทำให้ขยายใหญ่ขึ้น อายุที่เพิ่มขึ้น: ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น รูขุมขนจึงดูชัดเจนขึ้น รอยสิว: รอยแผลหรือหลุมสิวอาจทำให้ผิวดูไม่เรียบและรูขุมขนดูกว้างขึ้น 3. พฤติกรรมที่ทำให้รูขุมขนกว้างกว่าเดิม ล้างหน้าบ่อยหรือแรงเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน ไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน ไม่ผลัดเซลล์ผิวเป็นประจำ 4. วิธีดูแลรูขุมขนให้กระชับอย่างปลอดภัย ใช้ โฟมล้างหน้าอ่อนโยน ที่ควบคุมความมันได้ดี เลือกผลิตภัณฑ์ non-comedogenic ไม่อุดตันรูขุมขน ทาครีมบำรุงที่มี Niacinamide หรือ Retinol เพื่อกระชับผิว ใช้โทนเนอร์ที่มี Witch Hazel หรือ Zinc 5. การผลัดเซลล์ผิวเพื่อช่วยรูขุมขน การผลัดเซลล์ผิวเป็นประจำจะช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกในรูขุมขน: AHA (กรดผลไม้): ผลัดผิวชั้นบน BHA (Salicylic Acid): ทำความสะอาดรูขุมขนลึก ใช้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการขัดแรง ๆ 6. มาสก์หน้าเพื่อรูขุมขนกระชับ โคลน (Clay Mask): ช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกิน ชาเขียว: ลดการอักเสบและน้ำมัน ถ่าน (Charcoal): ดูดซับสิ่งสกปรกที่อุดตัน 7. การดูแลรูขุมขนด้วยเลเซอร์และเทคโนโลยี Fractional Laser และ RF Microneedling: ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน IPL (Intense Pulsed Light): ลดความมันและกระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับคนที่มี รอยสิว ร่วมด้วย 8. การดูแลผิวระยะยาวเพื่อป้องกันรูขุมขนกว้าง ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ นอนหลับให้พอ ลดความเครียด รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E 9. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้รูขุมขนกว้างขึ้น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยไม่ป้องกัน หลีกเลี่ยงการบีบสิวหรือแกะผิว หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูง สรุป: รูขุมขนกว้างสามารถดูแลให้ดีขึ้นได้ แม้รูขุมขนกว้างจะมีปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก เช่น กรรมพันธุ์ แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอสามารถช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง ผิวเนียนขึ้น และลดโอกาสเกิด รอยสิว หรือปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้อย่างยั่งยืน บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านการดูแลผิว ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยจากแพทย์ได้ หากมีปัญหาผิวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ --- บทความ: ผิวมันแต่ขาดน้ำคืออะไร? ดูแลยังไงไม่ให้เป็นสิว บทนำ หลายคนเข้าใจผิดว่า ผิวมัน คือผิวที่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ผิวสามารถมันแต่ยัง "ขาดน้ำ" ได้ ซึ่งสภาพนี้อาจทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ความหมองคล้ำ ระคายเคือง หรือแม้กระทั่งการเกิดสิวซ้ำ ๆ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจถึงภาวะ ผิวมันแต่ขาดน้ำ และวิธีดูแลอย่างถูกวิธีเพื่อให้ผิวกลับมาแข็งแรงและลดปัญหาสิวอย่างยั่งยืน 1. ผิวมันแต่ขาดน้ำคืออะไร? คือภาวะที่ต่อมไขมันใต้ผิวผลิตน้ำมันออกมามาก เพื่อชดเชยการที่ผิวขาดความชุ่มชื้น (น้ำ) ซึ่งจะทำให้: ผิวดูมันตลอดวัน แต่รู้สึกตึงหลังล้างหน้า แต่งหน้าไม่ติด หรือเป็นคราบ มีแนวโน้มเกิดสิวง่าย 2. สาเหตุของผิวมันแต่ขาดน้ำ ล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือใช้น้ำยาที่แรงเกิน ขาดการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ อยู่ในห้องแอร์นาน ๆ โดยไม่เติมความชุ่มชื้น ใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมความมันติดต่อกันโดยไม่ฟื้นฟูผิว 3. สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นคนผิวมันแต่ขาดน้ำ ล้างหน้าแล้วผิวรู้สึกแห้งตึง แต่ไม่กี่ชั่วโมงก็มันอีก ผิวลอกเป็นขุยเฉพาะบางจุดแม้จะมัน แต่งหน้าแล้วเป็นคราบหรือไม่ติดทน รูขุมขนกว้างขึ้นและเกิด สิวอุดตัน ง่าย 4. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผิวมันที่ควรหลีกเลี่ยง คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ใช้ผลิตภัณฑ์ดูดซับความมันตลอดวันโดยไม่บำรุง ขัดหน้าบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวไม่มัน สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผิวแย่ลงและกระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้น 5. วิธีดูแลผิวมันแต่ขาดน้ำอย่างถูกวิธี ใช้ คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรบางเบาหลังล้างหน้าเสมอ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Hyaluronic Acid, Glycerin, Panthenol หลีกเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง 6. มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวมันแต่ขาดน้ำ ควรเลือกเป็นเนื้อเจลหรือโลชั่นที่ไม่อุดตันรูขุมขน เช่น: เจลบำรุงผิวที่มี Niacinamide หรือ Centella Asiatica ผลิตภัณฑ์สูตร non-comedogenic ที่ซึมไว 7. พฤติกรรมที่ควรเปลี่ยนเพื่อฟื้นฟูผิวมันขาดน้ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ใช้ ครีมกันแดดสูตรบางเบา เป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด 8. ระวังผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแย่ลง หลีกเลี่ยง: โฟมล้างหน้าที่ทำให้ผิวแห้งตึง สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือพาราเบน การใช้กรดผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป 9. การเสริมการดูแลด้วยมาสก์บำรุงผิว มาสก์เจลเติมน้ำ มาสก์ที่มี Aloe Vera หรือ วิตามิน B5 หลีกเลี่ยงมาสก์ที่แห้งแล้วลอกออก (peel-off mask) สรุป: ฟื้นฟูผิวมันแต่ขาดน้ำ ต้องสมดุลทั้งภายนอกและภายใน การดูแล ผิวมัน ที่ขาดน้ำไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจและจัดการได้ตรงจุด ควรดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมปรับพฤติกรรมที่กระตุ้นผิวให้แห้งหรือมันเกินไป เมื่อลดความมันส่วนเกินและเติมน้ำให้ผิวได้อย่างสมดุล ผิวจะกลับมาแข็งแรง เรียบเนียน และลดการเกิดสิวได้อย่างยั่งยืน บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลผิว ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ได้ หากมีปัญหาผิวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ --- บทความ: รอยแดง รอยคล้ำหลังผื่นหาย – ฟื้นฟูยังไงดี บทนำ "รอยแดง รอยคล้ำ" ที่หลงเหลือหลังผื่นหรืออาการอักเสบหายแล้ว มักกลายเป็นปัญหากวนใจสำหรับใครหลายคน แม้ตัวโรคจะหายไป แต่ร่องรอยความไม่สม่ำเสมอของสีผิวยังคงอยู่ ทำให้ความมั่นใจลดลง และอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู หากเราเข้าใจกลไกของผิวและเลือกแนวทางฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ก็สามารถเร่งการฟื้นตัวและลดรอยแดงรอยคล้ำได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน 1. รอยแดงและรอยคล้ำต่างกันอย่างไร? รอยแดง มักเกิดจากเส้นเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบ รอยคล้ำ มักเป็นการสะสมของเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มขึ้นหลังผิวฟื้นตัว ทั้งสองชนิดเกิดจากการตอบสนองของผิวหนังหลังอาการอักเสบ 2. สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแดง รอยคล้ำ การเกา หรือขัดผิวแรงเกินไป ไม่ใช้ครีมกันแดดระหว่างที่ผิวกำลังฟื้นตัว การใช้ยารักษาที่แรงเกินไป การอักเสบเรื้อรังที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 3. วิธีฟื้นฟูรอยแดง รอยคล้ำอย่างปลอดภัย ใช้ครีมลดการอักเสบที่อ่อนโยน ทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน C, B3, หรือกรด Tranexamic ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เสริมปราการผิว หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดด SPF 50+ เป็นประจำ 4. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่แกะเกาผิวหนังบริเวณที่เป็น หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือผลัดเซลล์ในช่วงที่ผิวยังอ่อนแอ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ 5. เวชสำอางหรือส่วนผสมที่ช่วยลดรอยแดง รอยคล้ำ วิตามินซี (Vitamin C) – ลดจุดด่างดำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) – ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เซราไมด์ – เสริมเกราะป้องกันผิว กรดอาซีลาอิก (Azelaic Acid) – ลดการอักเสบและการผลิตเมลานิน 6. การฟื้นฟูจากภายในด้วยการดูแลสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ เลือกอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หลีกเลี่ยงของทอด น้ำตาล และแอลกอฮอล์ 7. เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง? หากรอยไม่จางลงใน 3-6 เดือน รอยมีลักษณะคล้ำหรือแดงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ผิวเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ 8. ตัวเลือกการรักษาทางการแพทย์ การทำเลเซอร์ลดรอยแดง/รอยดำ (เช่น Vbeam, Q-switch) การใช้กรดผลไม้ (AHA/BHA) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การทำทรีตเมนต์ผิวเพื่อผลัดเซลล์ สรุป: ฟื้นฟูผิวด้วยความเข้าใจและความอ่อนโยน แม้ รอยแดง รอยคล้ำ จะเป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดตามหลังการอักเสบ แต่การดูแลอย่างใส่ใจและสม่ำเสมอสามารถช่วยให้ผิวกลับมาเนียนใสได้เร็วขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม พฤติกรรมการดูแลที่ดี และการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเมื่อจำเป็น จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผิวให้สมบูรณ์อย่างแท้จริง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพผิว ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้ --- บทความ: หน้าแดง แสบ คันบ่อย อาจเป็นโรคผิวหนังหรือแพ้สาร? บทนำ อาการหน้าแดง แสบ คัน เป็นปัญหาผิวที่หลายคนพบเจอในชีวิตประจำวัน บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกกับผิว แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังหรือการแพ้สารเคมี ซึ่งต้อง รักษาผิว อย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้ลุกลามหรือทิ้งผลข้างเคียงระยะยาว บทความนี้จะพาคุณสำรวจสาเหตุที่เป็นไปได้ พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันผิวอย่างถูกวิธี 1. อาการหน้าแดง แสบ คัน: อาการพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงหลายภาวะ ตั้งแต่ การระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ จนถึงโรคผิวหนังที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง เช่น: ผิวแห้งขาดน้ำ ภาวะแพ้สารเคมีหรือสกินแคร์ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส 2. แพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว: ตัวกระตุ้นอันดับหนึ่ง สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้บ่อย เช่น: แอลกอฮอล์ (Alcohol Denat) น้ำหอม หรือ Fragrance สารกันเสีย เช่น Parabens กรดแรงๆ ที่ใช้ผลัดผิว เช่น AHA, BHA เข้มข้น ควรสังเกตอาการภายใน 24-48 ชม. หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ หากผิวมีอาการผิดปกติควรหยุดใช้ทันที 3. โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis) ลักษณะอาการ: หน้าแดง บวม คัน แสบ ผิวลอก หรือมีตุ่มน้ำ อาจเกิดซ้ำเมื่อสัมผัสสารกระตุ้นเดิม การ รักษาผิว ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโดยตรง และใช้ยาทา เช่น สเตียรอยด์ หรือคาลซิเนอริน อินฮิบิเตอร์ ตามแพทย์แนะนำ 4. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนที่มีประวัติภูมิแพ้ ลักษณะอาการ: ผิวแห้ง ลอก คันเรื้อรัง พบมากบริเวณใบหน้า ข้อพับ และหลังคอ อาจกำเริบเมื่อมีความเครียดหรือเปลี่ยนอากาศ วิธีดูแล: ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรอ่อนโยนเป็นประจำ หลีกเลี่ยงอากาศแห้งและสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ รักษาผิว ด้วยยาทาหรือรับประทานยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ 5. ผิวแพ้ง่ายจากการทำเลเซอร์หรือผลัดเซลล์ผิว บางคนมีอาการแสบ คัน หน้าแดงหลังจากทำหัตถการ เช่น: เลเซอร์หน้าใส กรดผลัดเซลล์ Dermabrasion หรือ Microneedling วิธีป้องกัน: หลีกเลี่ยงแดดจัดหลังทำหัตถการ ใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิว เช่น เซราไมด์ และ แพนทีนอล หลีกเลี่ยงการใช้กรดหรือสครับทันทีหลังทำ 6. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นอาการผิวแพ้ อากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด มลภาวะ ฝุ่น ควัน คลอรีนในน้ำประปา ล้างหน้าด้วยน้ำร้อนเกินไป ควรปรับสภาพแวดล้อมให้อ่อนโยนต่อผิว และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วย รักษาผิว ให้สมดุล 7. แนวทางการดูแลผิวเมื่อมีอาการระคายเคือง ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ไร้ฟอง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังล้างหน้า ใช้ครีมกันแดดสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย 8. เมื่อใดควรพบแพทย์ผิวหนัง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์: หน้าแดง แสบ คันไม่หายภายใน 3 วัน ผิวลอกเป็นแผ่น หรือมีตุ่มน้ำ อาการกำเริบบ่อยหรือรุนแรงขึ้น การพบแพทย์ช่วยวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และวางแผน รักษาผิว อย่างตรงจุด สรุป: ผิวระคายเคืองไม่ควรปล่อยไว้ อาการหน้าแดง แสบ คัน อาจดูไม่ร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง การเข้าใจสาเหตุ สังเกตตัวเอง และเลือก รักษาผิว ด้วยแนวทางที่เหมาะสม จะช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดอาการระคายเคือง และกลับมาเรียบเนียนได้อย่างมั่นใจ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านผิวพรรณ ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ --- บทความ: วิธีดูแลผิวระหว่างที่รักษาโรคผิวหนัง บทนำ การเป็น โรคผิวหนัง อาจทำให้ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าปกติ การดูแลผิวระหว่างรักษาโรคจึงไม่ใช่แค่การใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามหรือลงลึกมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การรักษาเห็นผลเร็วขึ้น และลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นหรือการกลับมาเป็นซ้ำได้อีก 1. เข้าใจธรรมชาติของผิวในระหว่างป่วย ผิวจะบางลงจากการใช้ยาหรือการอักเสบเรื้อรัง เกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติอ่อนแอลง ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ การดูแลผิวจึงต้องเน้นความอ่อนโยนและหลีกเลี่ยงการระคายเคืองทุกชนิด 2. ล้างหน้าและทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ใช้น้ำอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงน้ำร้อน ใช้ คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากสบู่ หรือ SLS ไม่ถูหน้าแรง และไม่ใช้ผ้าขนหนูขัดผิว ล้างออกด้วยน้ำสะอาด และซับเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาด 3. ให้ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจหลัก ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ เลือกชนิดที่มี เซราไมด์ หรือ กรดไฮยาลูโรนิก เพื่อเสริมปราการผิว ทาทันทีหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น 4. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอาการของโรคผิวหนัง แสงแดดจัด อากาศแห้ง หรือฝุ่นละออง สารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม สี หรือสารกันเสีย เสื้อผ้าหยาบหรือรัดแน่น ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ 5. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาหรือเปลี่ยนยาเอง ใช้ยาตามเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างต่อเนื่อง สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นเพิ่มขึ้น หรือมีอาการแพ้ 6. การใช้เวชสำอางเสริมระหว่างรักษา หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์หลายตัวในเวลาเดียวกัน เริ่มจากตัวอย่างหรือทดสอบเฉพาะจุด หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อการระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ วิตามินซีความเข้มข้นสูง 7. อาหารและไลฟ์สไตล์ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6–8 แก้ว รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มี กรดไขมันโอเมก้า 3 หลีกเลี่ยงของทอด น้ำตาล และอาหารแปรรูป พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายเบา ๆ 8. ป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน ไม่แกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่มีอาการ รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม ล้างมือให้สะอาดก่อนทายาหรือสัมผัสผิวหน้า 9. เมื่อไหร่ควรกลับไปพบแพทย์ทันที อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ มีอาการระคายเคืองเพิ่มขึ้นหลังใช้ยา เกิดผื่นลามหรือเป็นหนอง รู้สึกเจ็บ แดง หรือผิวมีอาการแสบร้อน สรุป: ดูแลผิวอย่างเข้าใจ เพื่อช่วยการรักษาโรคผิวหนังให้ได้ผล การดูแลผิวระหว่างการรักษา โรคผิวหนัง ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่เพียงพึ่งยาอย่างเดียว แต่ต้องปรับพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และสภาพแวดล้อม เพื่อสนับสนุนให้ผิวฟื้นฟูอย่างเต็มที่และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหรือการกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้ --- บทความ: การใช้ครีมกันแดดที่ถูกวิธีและเหมาะกับสภาพผิว บทนำ "ครีมกันแดด" เป็นอาวุธลับของผิวที่หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่เป็นเกราะป้องกันสำคัญจากแสงแดดและรังสี UV ที่ทำร้ายผิวทุกวัน แต่การทา ครีมกันแดด แบบผิดวิธีหรือเลือกไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ไม่ได้ผลหรือเกิดปัญหาผิวตามมาได้ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้ครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว พร้อมเทคนิคการใช้ที่ถูกต้อง เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง 1. ทำไมต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน แสงแดดมี รังสี UVA และ UVB ที่ทำร้ายผิว UVA ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย จุดด่างดำ ริ้วรอย UVB ทำให้ผิวไหม้ อักเสบ และเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง แสงจากหน้าจอคอมฯ มือถือ ก็ปล่อยแสงสีฟ้า (HEV Light) 2. เลือกครีมกันแดดตามสภาพผิว ผิวมัน/ผิวเป็นสิว: เลือกสูตรเจล, oil-free, non-comedogenic ผิวแห้ง: เลือกสูตรที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เช่น hyaluronic acid ผิวแพ้ง่าย: เลือกสูตร physical sunscreen (เช่น zinc oxide, titanium dioxide) 3. ครีมกันแดดเคมี vs ครีมกันแดดกายภาพ Chemical Sunscreen: ซึมเข้าสู่ผิว แปลงรังสี UV ให้เป็นความร้อน เช่น Avobenzone Physical Sunscreen: เคลือบผิว สะท้อนรังสี UV ออก เช่น Zinc oxide 4. ค่า SPF และ PA คืออะไร? SPF (Sun Protection Factor): ป้องกัน UVB เช่น SPF30 ป้องกัน 96. 7% PA (Protection Grade of UVA): ระดับ + ยิ่งมากยิ่งกัน UVA ได้ดี 5. วิธีทาครีมกันแดดให้ได้ผลจริง ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15-30 นาที ใช้ปริมาณเท่ากับเหรียญสิบทั่วหน้า (ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ) ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากออกแดดต่อเนื่อง อย่าลืมทาบริเวณคอ ใบหู หลังมือ 6. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับครีมกันแดด "อยู่ในร่มไม่ต้องทา" → ผิด เพราะรังสี UV ยังลอดผ่านหน้าต่าง "ทาตอนแดดจ้าเท่านั้น" → ผิด เพราะ UVA มีแม้ในวันที่ครึ้ม "SPF สูงคือดีกว่าเสมอ" → ไม่เสมอ ควรเลือกให้เหมาะกับกิจกรรม 7. ใช้ครีมกันแดดร่วมกับเมคอัพได้ไหม? ได้ ควรทาครีมกันแดดเป็นขั้นตอนแรกของการแต่งหน้า หากใช้กันแดดแบบสี (tinted sunscreen) อาจแทนรองพื้นเบา ๆ ได้ 8. ทาครีมกันแดดแล้ว ยังผิวเสียอยู่? อาจเพราะปริมาณไม่พอ หรือไม่ได้ทาซ้ำ ไม่ล้างครีมกันแดดออกให้สะอาด ทำให้รูขุมขนอุดตัน ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่ลดประสิทธิภาพ เช่นน้ำมัน 9. เคล็ดลับการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะ ทดสอบกับผิวบริเวณใต้คาง 24 ชม. ก่อนใช้จริง ใช้สูตรที่ไม่เหนียว ไม่อุดตัน อ่านฉลากว่าป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB (Broad Spectrum) สรุป: ครีมกันแดดคือพื้นฐานของผิวสุขภาพดี หากคุณอยากให้ผิวกระจ่างใสและแข็งแรง การทา ครีมกันแดด ทุกวันคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เลือกสูตรที่เหมาะกับผิว ทาให้ถูกวิธี และสม่ำเสมอ ไม่เพียงช่วยชะลอวัย แต่ยังป้องกันความเสี่ยงผิวเสียระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลด้านการดูแลผิวเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยจากแพทย์ผิวหนังได้ --- บทความ: แนะนำการพบแพทย์ผิวหนัง: เมื่อไหร่ควรรีบไป? บทนำ หลายคนอาจชะลอการไปพบ แพทย์ผิวหนัง ด้วยความคิดว่าอาการผิวหนังเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือสามารถรักษาเองได้ แต่ในความเป็นจริง การปล่อยให้ปัญหาผิวลุกลามอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหรือรอยแผลถาวรได้ การรู้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพผิวที่ถูกต้องและปลอดภัย 1. แพทย์ผิวหนังคือใคร? แพทย์ผิวหนังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การวินิจฉัยและรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เส้นผม เล็บ และเยื่อบุ รวมถึงความงาม เช่น การลบรอยแผลเป็น การลดริ้วรอย และการฟื้นฟูผิวด้วยเลเซอร์หรือสารเคมี 2. อาการผิวหนังแบบใดที่ควรรีบพบแพทย์ ผื่นหรือตุ่มที่ลุกลามเร็ว คันหรือแสบผิวต่อเนื่องเกิน 7 วัน ผิวลอก แดง หรือเป็นขุยอย่างผิดปกติ รอยโรคที่มีเลือดออก หรือไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ สิวที่รุนแรง หรือทิ้งรอยแผลเป็น 3. ปัญหาผิวที่ไม่ควรรักษาเอง การใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ใช้ครีมที่มีสารอันตราย (เช่น ไฮโดรควิโนน/ปรอท) พยายามบีบ แกะ หรือลอกผิวด้วยตนเอง 4. ข้อดีของการพบแพทย์ผิวหนัง ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ปรับการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละบุคคล ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นหรือผิวเสียถาวร ได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางและเลเซอร์ 5. การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์ผิวหนัง หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง 1-2 วันก่อนพบแพทย์ เตรียมข้อมูลอาการ เช่น ระยะเวลา ลักษณะของผื่น หรือปัจจัยที่กระตุ้น จดรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ ถ่ายภาพความผิดปกติหากอาการขึ้น ๆ ลง ๆ 6. แนวทางการรักษาที่แพทย์อาจแนะนำ ยาทาเฉพาะจุด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ กรดวิตามิน A ยารับประทานในกรณีอาการรุนแรง เช่น ยาแก้แพ้ ยาฆ่าเชื้อ การทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ การให้คำปรึกษาด้านเวชสำอาง 7. ข้อควรรู้เกี่ยวกับการไปคลินิกผิวหนัง ควรนัดหมายล่วงหน้า โดยเฉพาะหากต้องการพบแพทย์เฉพาะทาง ระยะเวลาการรักษาอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือน ไม่ควรหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น ปรึกษาแพทย์ก่อนทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ 8. พบแพทย์ผิวหนังครั้งแรก ต้องเตรียมใจยังไง? ไม่ต้องกังวล หากไม่แน่ใจว่าอาการร้ายแรงหรือไม่ ซื่อสัตย์กับอาการที่เป็น และผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ เชื่อมั่นในแผนการรักษา และติดตามอาการตามนัด 9. ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย “แพทย์ผิวหนังคือหมอความงามเท่านั้น” – ความจริงคือรักษาโรคผิวทุกชนิด “สิวไม่ต้องหาหมอหรอก เดี๋ยวก็หาย” – สิวบางชนิดอาจทิ้งรอยแผลถาวร “ยาสเตียรอยด์หายไว ใช้ต่อเนื่องได้” – ต้องใช้ภายใต้การดูแลเท่านั้น สรุป: อย่าละเลยอาการผิวหนัง ควรพบแพทย์เมื่อจำเป็น ผิวของเราเป็นด่านแรกในการปกป้องร่างกาย และยังเป็นภาพสะท้อนสุขภาพโดยรวม หากมีอาการผิดปกติที่ไม่หายเอง หรืออาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การพบแพทย์ผิวหนัง คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและดูแลผิวให้กลับมาสุขภาพดีได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ --- บทความ: ทำไมล้างหน้าถูกวิธีก็ยังเป็นสิว? บทนำ หลายคนอาจรู้สึกสับสนว่าแม้จะล้างหน้าถูกวิธี ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน และไม่แต่งหน้าหนัก แต่ทำไม สิว ก็ยังขึ้นไม่หยุด ความจริงแล้ว "การล้างหน้า" เป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนดูแลผิวเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีผลต่อการเกิดสิว หากคุณกำลังล้างหน้าอย่างถูกวิธีแต่สิวก็ยังไม่หาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจปัจจัยซ่อนเร้นที่ส่งผลต่อการเกิดสิว และแนะแนวทางดูแลผิวให้ตรงจุดยิ่งขึ้น 1. ล้างหน้าถูกวิธี แต่ไม่เหมาะกับสภาพผิว แม้คุณจะล้างหน้าเช้า-เย็น และเลือกคลีนเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง แต่หากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวมันแต่ใช้โฟมล้างหน้าที่อ่อนเกินไป หรือผิวแห้งแต่ใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมมัน ก็อาจกระตุ้นให้ สิว ขึ้นได้ เพราะผิวจะเสียสมดุล และกระตุ้นต่อมไขมันทำงานมากขึ้น 2. สกินแคร์หลังล้างหน้าไม่เหมาะสม หลังล้างหน้า หากใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมอุดตันรูขุมขน เช่น ซิลิโคน น้ำมันหนัก หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ก็สามารถทำให้เกิดสิวอุดตันหรือ สิวอักเสบ ได้ แม้ว่าจะล้างหน้าอย่างถูกต้องก็ตาม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม ไม่มีน้ำมัน และระบุว่า “non-comedogenic” 3. พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่กระตุ้นสิว แม้จะดูแลผิวดีแค่ไหน แต่หากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้มือจับหน้าเป็นประจำ ไม่ล้างปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า หรือโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นตัวการแฝงที่เพิ่มแบคทีเรียบนผิวหนังและทำให้ สิว เห่อขึ้นได้ง่าย ควรปรับไลฟ์สไตล์ควบคู่กับการล้างหน้า 4. ปัญหาสิวจากฮอร์โมน สิวบางชนิดเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน เช่น สิวช่วงประจำเดือน สิววัยรุ่น หรือสิวในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งไม่สามารถแก้ได้ด้วยการล้างหน้าเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากภายใน เช่น ปรับอาหาร ออกกำลังกาย หรือในบางกรณีอาจต้องพบแพทย์เพื่อประเมินและให้การรักษา 5. ภาวะผิวแพ้ง่ายและการอักเสบเรื้อรัง บางคนมีผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น แสงแดด ความเครียด หรือแม้แต่การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้เกิด สิวอักเสบ ได้แม้จะล้างหน้าอย่างเหมาะสม ผิวลักษณะนี้ควรได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อยเกินไป 6. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดและการนอนดึกส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีผลต่อการผลิตน้ำมันผิวหนัง และอาจเร่งให้เกิดสิวมากขึ้น แม้ว่าคุณจะล้างหน้าถูกวิธีและใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพก็ตาม ดังนั้นควรนอนพักให้เพียงพอและหาวิธีจัดการกับความเครียดอย่างสม่ำเสมอ 7. มลภาวะและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ฝุ่น ควัน แสงแดด และสารเคมีในอากาศ ล้วนสามารถเกาะผิวและซึมผ่านรูขุมขน ก่อให้เกิด สิวอุดตัน ได้แม้ล้างหน้าแล้ว หากคุณอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ หรืออยู่ในบริเวณที่มีมลพิษสูง ควรเสริมการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ 8. ไม่ล้างหน้าให้สะอาดจริงแม้ทำถูกขั้นตอน บางคนล้างหน้าโดยใช้โฟมเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ล้างเมกอัพหรือกันแดดออกให้หมด ส่งผลให้มีสารตกค้างบนผิว แม้จะใช้เทคนิคการล้างหน้าได้ดีแค่ไหน แต่หากไม่ใช้คลีนซิ่งในขั้นตอนแรกก่อน ก็อาจก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย ควรใช้วิธี double cleansing เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เมกอัพ สรุป: สิวไม่หาย ไม่ใช่แค่เพราะล้างหน้าไม่ดี แม้จะล้างหน้าได้ถูกวิธีและใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม แต่หากละเลยปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมน ความเครียด หรือสิ่งแวดล้อม ก็ยังทำให้สิวกลับมาได้ การเข้าใจรอบด้านและจัดการแบบองค์รวมคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวกลับมาสุขภาพดี ห่างไกล สิว อย่างยั่งยืน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวเบื้องต้น ไม่แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณมีปัญหาสิวเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง --- บทความ: วิธีรักษาสิวแบบปลอดภัย ไม่ทิ้งรอยแผล บทนำ รักษาสิว ให้ได้ผลโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เป้าหมายที่หลายคนพยายามแต่กลับไม่สำเร็จ บางคนเลือกวิธีรุนแรง เช่น บีบสิว ใช้ยากัด หรือขัดแรง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเสียยิ่งกว่าเดิม ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสิวและวิธีฟื้นฟูผิวเป็นสิ่งจำเป็น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักวิธีรักษาสิวอย่างปลอดภัย ไม่ทำลายผิว และช่วยลดโอกาสการเกิดรอยดำรอยแดงหลังสิวอย่างยั่งยืน 1. เข้าใจก่อนว่าสิวคืออะไร สิว คือการอักเสบของรูขุมขนจากการอุดตันของไขมันและเซลล์ผิว รวมถึงการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ชื่อว่า Cutibacterium acnes โดยทั่วไปสิวแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สิวไม่อักเสบ (เช่น สิวหัวดำ/ขาว) และสิวอักเสบ (เช่น สิวหนอง สิวหัวช้าง) การรักษาสิวที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจว่ากำลังเผชิญกับสิวประเภทใด 2. หลักการรักษาสิวอย่างปลอดภัย การ รักษาสิว ที่ดีควรเน้นที่ความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการระคายเคืองผิว: ใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ หรือกดสิวด้วยตัวเอง รักษาความสะอาดของผิวหน้าและมือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน ทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ วิธีเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ช่วยลดโอกาสการเกิดรอยแผลหลังสิวได้มากขึ้น 3. วิธีรักษาสิวแบบไม่ใช้ยา สำหรับสิวระดับเบา สามารถเริ่มจากแนวทางธรรมชาติ: ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง ประคบน้ำแข็งเพื่อลดการอักเสบเฉพาะจุด มาสก์หน้าด้วยส่วนผสมธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้ง หรือว่านหางจระเข้ หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด และน้ำตาลสูง พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด แม้ไม่ใช้ยา ก็สามารถฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นได้ หากทำอย่างต่อเนื่อง 4. การใช้ยารักษาสิวอย่างถูกวิธี หากสิวไม่ดีขึ้น ควรพิจารณาการใช้ยาโดยมีแนวทางที่ปลอดภัย: ยาทาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide): ลดแบคทีเรียและการอักเสบ ยาทาเรตินอยด์ (Retinoids): กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตัน ยาปฏิชีวนะทาเฉพาะที่ เช่น Clindamycin ในบางราย อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกินตามคำแนะนำแพทย์ การใช้ยาต้องระวังผลข้างเคียง เช่น ผิวลอก แห้ง หรือระคายเคือง และควรเริ่มจากปริมาณน้อย 5. การรักษาสิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อสิวมีความรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลด้วยตัวเอง การพบแพทย์เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา: แพทย์อาจใช้วิธีฉีดสิวด้วยสเตียรอยด์เพื่อลดอักเสบ การทำทรีตเมนต์ เช่น เลเซอร์ หรือการกรอผิว แนะนำยาควบคุมฮอร์โมนในรายที่เป็นสิวฮอร์โมน การวางแผนดูแลระยะยาวเฉพาะบุคคล การรักษากับแพทย์สามารถลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นและเห็นผลเร็วขึ้น 6. ป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลหลังสิว แม้รักษาสิวได้แล้ว สิ่งสำคัญคือการป้องกันรอยดำหรือแผลเป็น: อย่าบีบสิว เพราะจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบลึก ทายาลดรอยหรือเซรั่มที่มี Vitamin C หรือ Niacinamide ใช้ครีมกันแดดทุกวัน แม้ไม่ได้ออกแดดจัด หลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณที่เพิ่งหายจากสิว การป้องกันไว้ก่อน ช่วยให้ผิวเรียบเนียนได้ในระยะยาว 7. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากสิวลุกลาม ใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวในเวลาเดียวกัน ล้างหน้าบ่อยเกินไป จนผิวขาดสมดุล ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำหอม ไม่ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนนอน ไม่เปลี่ยนปลอกหมอนหรือแปรงแต่งหน้าเป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สิวรักษายากและทิ้งรอยมากขึ้น 8. สรุป: รักษาสิวอย่างถูกวิธี เพื่อผิวสวยในระยะยาว การ รักษาสิว อย่างปลอดภัยเริ่มต้นจากความเข้าใจสภาพผิวและการดูแลที่เหมาะสม การเลือกวิธีที่ไม่ทำร้ายผิว ลดโอกาสเกิดรอย และใส่ใจในพฤติกรรมประจำวัน ล้วนมีผลต่อความสำเร็จของการรักษา หากสิวไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนดูแลเฉพาะบุคคล และกลับมามั่นใจในผิวที่เรียบเนียนไร้รอยอีกครั้ง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากมีสิวรุนแรง ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม --- บทความ: ภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) กับการดูแลเบื้องต้น บทนำ ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ Eczema เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรัง โดยมีลักษณะเด่นคือ ผื่นแดง แห้ง ลอก คัน และระคายเคือง มักพบในเด็กเล็ก แต่สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ จนกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิแพ้ผิวหนังและวิธีดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้สามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. ภูมิแพ้ผิวหนังคืออะไร? ภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema หรือ Atopic Dermatitis) คือภาวะการอักเสบของผิวหนังที่มีลักษณะเรื้อรังและเป็นซ้ำได้ง่าย โดยมักมีอาการคันร่วมด้วย เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของเกราะป้องกันผิว ส่งผลให้ผิวไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น สารเคมี อากาศ อาหาร หรือแม้แต่ความเครียด 2. สาเหตุของภูมิแพ้ผิวหนัง แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ ภูมิแพ้ผิวหนัง แต่มีปัจจัยที่เชื่อมโยงได้ เช่น: พันธุกรรม: หากพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ลูกจะเป็นก็สูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ: ทำให้ผิวไวต่อสิ่งกระตุ้นเกินไป ความผิดปกติของเกราะป้องกันผิว: ทำให้ผิวสูญเสียน้ำง่ายและไวต่อเชื้อโรค สารกระตุ้นภายนอก: เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี หรือผงซักฟอก การเข้าใจปัจจัยกระตุ้นแต่ละประเภทจะช่วยในการหลีกเลี่ยงและดูแลได้อย่างตรงจุด 3. อาการของภูมิแพ้ผิวหนังที่พบบ่อย ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ผิวหนังมักมีอาการดังต่อไปนี้: ผื่นแดง คัน แห้ง แตก หรือลอกเป็นขุย มีตุ่มใส ตุ่มน้ำ หรือแผลเปื่อยจากการเกา มักเป็นที่ข้อพับ แขน ขา ลำตัว หรือแก้มในเด็กเล็ก อาการคันมาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ผิวหนาและดำคล้ำในผู้ที่เกาบ่อย อาการเหล่านี้อาจเป็น ๆ หาย ๆ และรุนแรงขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น 4. ปัจจัยกระตุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อควบคุมอาการของ ภูมิแพ้ผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้: สบู่หรือครีมที่มีสารเคมีรุนแรง ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ไม่อ่อนโยน อาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น นมวัว ไข่ ถั่ว อากาศแห้งหรือเย็นจัด ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ การจดบันทึกอาการและปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องจะช่วยในการระบุสิ่งกระตุ้นได้ง่ายขึ้น 5. แนวทางดูแลเบื้องต้นเมื่อเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง การดูแลผิวอย่างเหมาะสมสามารถลดความรุนแรงของอาการได้: ใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่มีน้ำหอมและสารกันเสีย ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำเพื่อเก็บความชุ่มชื้น เลือกอาบน้ำอุณหภูมิอุ่น ไม่ร้อนจนเกินไป หลีกเลี่ยงการเกาผิวโดยตรง และตัดเล็บให้สั้น ใส่เสื้อผ้านุ่ม ไม่รัดแน่น และระบายอากาศได้ดี หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม 6. การรักษาภูมิแพ้ผิวหนังทางการแพทย์ ในกรณีที่อาการรุนแรง แพทย์อาจแนะนำ: ครีมสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ ยาแก้แพ้ชนิดกินเพื่อลดอาการคัน ครีมหรือยาทาที่มีสารยับยั้งภูมิคุ้มกัน การฉายแสง (phototherapy) ในกรณีที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือเลือดเพื่อหาสาเหตุเฉพาะ การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยควบคุมอาการได้ดีขึ้นในระยะยาว 7. ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก: ความใส่ใจที่มากขึ้น เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่พบ ภูมิแพ้ผิวหนัง บ่อย โดยเฉพาะในวัยแรกเกิดถึง 5 ปี: ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ไม่มีสารระคายเคือง อาบน้ำให้เร็ว และทาครีมบำรุงทุกครั้งหลังอาบ ดูแลเรื่องอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เสี่ยงต่อการแพ้ หลีกเลี่ยงฝุ่น ตัวไร และสัตว์เลี้ยงในห้องนอน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและผ่อนคลายจะช่วยให้เด็กอาการดีขึ้น 8. สรุป: เข้าใจและดูแลภูมิแพ้ผิวหนังอย่างเหมาะสม ภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่โรคที่รักษาให้หายขาดได้ในทันที แต่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการดูแลอย่างต่อเนื่อง การเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เบื้องต้น จะช่วยลดความรุนแรงของอาการ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้ได้ในระยะยาว บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์โดยตรง หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม --- บทความ: เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งขาดน้ำให้กลับมาชุ่มชื้น 1. เข้าใจก่อนว่า “ผิวแห้ง” คืออะไร? ผิวแห้ง คือภาวะที่ผิวขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม อายุที่มากขึ้น การล้างหน้ามากเกินไป หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายเกราะป้องกันผิว อาการที่พบบ่อยคือ ผิวลอกเป็นขุย คัน แดง แตกลาย หรือรู้สึกตึงผิว แม้จะทาครีมแล้วก็ตาม การเข้าใจสาเหตุของผิวแห้งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการฟื้นฟู 2. สาเหตุหลักที่ทำให้ผิวแห้ง ปัจจัยที่ทำให้เกิดผิวแห้ง ได้แก่: ล้างหน้าหรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจัดบ่อยเกินไป ใช้สบู่หรือคลีนเซอร์ที่แรงเกินความจำเป็น การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน พฤติกรรมขัดผิวบ่อยจนผิวสูญเสียน้ำมันธรรมชาติ อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้การผลิตน้ำมันในผิวลดลง สาเหตุเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้ผิวแห้งเรื้อรังและระคายเคืองง่ายยิ่งขึ้น 3. อาการของผิวแห้งที่ควรสังเกต สัญญาณของ ผิวแห้ง ได้แก่: ผิวลอกเป็นขุยหรือแตก คันบริเวณที่แห้ง โดยเฉพาะขา แขน และแก้ม ผิวแดงหรือเกิดผื่นง่าย รู้สึกตึงหรือไม่สบายผิวหลังล้างหน้า แต่งหน้าไม่ติด หรือรองพื้นเป็นขุย หากปล่อยไว้นาน อาจเกิดภาวะผิวอักเสบหรือโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ 4. เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งให้ชุ่มชื้นจากภายใน การบำรุงจากภายในสำคัญไม่แพ้การทาภายนอก: ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน อะโวคาโด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ขับปัสสาวะ เช่น กาแฟและแอลกอฮอล์ พักผ่อนอย่างเพียงพอและลดความเครียด ผิวแห้ง จะดีขึ้นเมื่อร่างกายมีสมดุลจากภายในอย่างเหมาะสม 5. เคล็ดลับดูแลผิวแห้งจากภายนอก การฟื้นฟูผิวต้องอาศัยความอ่อนโยนและสม่ำเสมอ: ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากฟองหรือ SLS ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังล้างหน้าในขณะที่ผิวยังหมาด เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Ceramide หรือ Glycerin ใช้ครีมกันแดดทุกวัน เพื่อป้องกันการทำร้ายจากรังสี UV หลีกเลี่ยงการขัดผิวหรือใช้โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์ การบำรุงแบบสม่ำเสมอ จะช่วยให้ ผิวแห้ง กลับมาชุ่มชื้นในระยะยาว 6. ส่วนผสมที่ช่วยกู้ผิวแห้งอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำส่วนผสมที่ควรมองหา: Hyaluronic Acid: กักเก็บน้ำในชั้นผิวได้หลายเท่าของน้ำหนักตัวเอง Ceramides: ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวและลดการสูญเสียน้ำ Squalane: เติมน้ำมันธรรมชาติให้ผิวนุ่มลื่น Shea Butter: ป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น Panthenol: ลดการระคายเคืองและเสริมความแข็งแรงให้ผิว ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้เหมาะกับผู้ที่มี ผิวแห้ง เป็นพิเศษ 7. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากผิวแห้งหนักกว่าเดิม หลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้เพื่อไม่ให้ผิวแห้งเรื้อรัง: อาบน้ำอุ่นนานเกิน 10 นาที ไม่ทาครีมหลังล้างหน้า ใช้ผ้าขนหนูเช็ดแรง ๆ อยู่ในห้องแอร์โดยไม่มีเครื่องเพิ่มความชื้น ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือพาราเบน การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การดูแล ผิวแห้ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 8. สรุป: ผิวชุ่มชื้นคือรากฐานของผิวสุขภาพดี ไม่ว่าคุณจะมีผิวแห้งโดยธรรมชาติหรือเกิดจากสภาพแวดล้อม การดูแลอย่างถูกวิธีสามารถเปลี่ยนสภาพผิวได้อย่างยั่งยืน ทั้งการบำรุงจากภายใน พฤติกรรมที่เหมาะสม และการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณมี ผิวแห้งที่กลับมาชุ่มชื้นและแข็งแรง ได้ในทุกฤดูกาล บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยจากแพทย์ หากคุณมีปัญหาผิวที่รุนแรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ผิวหนัง --- บทความ: สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน ต่างกันยังไง? 1. ทำความเข้าใจก่อน: สิวมีหลายประเภท สิว ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละประเภทมีที่มาและการดูแลที่แตกต่างกัน หลายคนอาจสับสนว่า "สิวฮอร์โมน" และ "สิวอุดตัน" คือสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองมีสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ไม่เหมือนกัน การแยกความแตกต่างให้ชัดเจนจะช่วยให้คุณดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและลดโอกาสการเกิดซ้ำ 2. สิวอุดตันคืออะไร? สิวอุดตัน (Comedonal Acne) เป็นสิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนโดยไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ: สิวหัวเปิด (หัวดำ) สิวหัวปิด (หัวขาว) สิวอุดตันมักไม่เจ็บ แต่หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้ จุดสังเกตคือมักพบบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง 3. สิวฮอร์โมนคืออะไร? สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) มักเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น อาการมักเป็นสิวอักเสบ สิวหัวหนอง หรือสิวใต้ผิวหนังที่เจ็บและกดไม่ออก มักเกิดบริเวณกราม คาง และช่วงก่อนมีประจำเดือน 4. สาเหตุของสิวอุดตัน สิวอุดตันมีสาเหตุหลักมาจาก: การล้างหน้าไม่สะอาด การใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน การผลัดเซลล์ผิวไม่สมดุล พฤติกรรมสัมผัสใบหน้าบ่อย สิ่งเหล่านี้ทำให้ไขมันและสิ่งสกปรกสะสมจนเกิดการอุดตัน 5. สาเหตุของสิวฮอร์โมน สิวฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับ: วัยรุ่นที่ฮอร์โมนแปรปรวน ผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน การใช้ยาคุมกำเนิดหรือหยุดใช้ ภาวะเครียดเรื้อรัง กลุ่มโรคเช่น PCOS (ถุงน้ำในรังไข่) ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นการผลิตน้ำมันและการอักเสบของผิว 6. ลักษณะของสิว: เปรียบเทียบแบบเห็นภาพ | ประเภทสิว | สิวอุดตัน | สิวฮอร์โมน | |------------------|----------------------------------------|------------------------------------------| | ลักษณะ | หัวขาว หัวดำ ไม่อักเสบ | สิวอักเสบ แดง เจ็บ มีหัวหนองหรือก้อนใต้ผิว | | พื้นที่ที่พบ | หน้าผาก จมูก คาง | กราม คาง รอบปาก | | ความถี่ | ขึ้นได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่ดูแลผิวดีพอ | มักเกิดซ้ำตามรอบเดือน หรือช่วงเครียด | | การรักษา | ใช้ BHA, AHA, สครับเบา ๆ | ใช้ยาเฉพาะทางหรือควบคุมฮอร์โมน | 7. วิธีดูแลสิวอุดตันให้ได้ผล แนวทางเบื้องต้น: ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยนวันละ 2 ครั้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี BHA หรือ Salicylic Acid หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (non-comedogenic) ไม่บีบหรือกดสิว เพราะจะกระตุ้นการอักเสบ ทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าและปลอกหมอนสม่ำเสมอ การดูแลสม่ำเสมอสามารถลดการเกิดสิวอุดตันได้อย่างต่อเนื่อง 8. วิธีดูแลสิวฮอร์โมนแบบตรงจุด สิวฮอร์โมนต้องดูแลทั้งภายนอกและภายใน: ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาคุมหรือยาควบคุมฮอร์โมน ใช้เจลแต้มสิวที่มีตัวยา เช่น Benzoyl Peroxide หรือ Retinoids พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงและไขมันอิ่มตัว ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อดูระดับฮอร์โมนในร่างกาย การควบคุมภายในสำคัญไม่แพ้การดูแลภายนอก 9. ข้อควรระวังในการรักษาสิวทุกประเภท หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวในเวลาเดียวกัน หากมีอาการแพ้หรือแสบแดง ควรหยุดใช้ทันที อย่ารักษาเองเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวเพื่อปรับแผนการรักษา 10. สรุป: เข้าใจประเภทสิว เพื่อการรักษาที่ตรงจุด การแยกแยะว่าเป็น สิวอุดตัน หรือ สิวฮอร์โมน จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางดูแลผิวได้แม่นยำขึ้น สิวแต่ละประเภทมีต้นเหตุต่างกัน การรักษาจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับร่างกายและสภาพผิว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุด เพื่อให้คุณกลับมามั่นใจในผิวที่ใสไร้สิวอีกครั้ง บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีสิวรุนแรงหรือเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาที่เหมาะสม --- บทความ: โรคเซ็บเดิร์ม (ผิวลอก แดง คัน): สาเหตุ + วิธีรักษา บทนำ โรคเซ็บเดิร์ม หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ผิวลอก แดง คัน เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหนังเรื้อรังที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย อาการมักเกิดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ ข้างจมูก หรือหลังใบหู ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจและรู้สึกรำคาญกับอาการคันและลอกอย่างต่อเนื่อง แม้จะดูไม่รุนแรง แต่หากไม่ดูแลให้ถูกต้อง อาจกลายเป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับโรคเซ็บเดิร์มอย่างละเอียด ทั้งสาเหตุ อาการ และวิธีรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ 1. โรคเซ็บเดิร์มคืออะไร? โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) เป็นภาวะผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไขมัน ทำให้ผิวเกิดอาการลอก คัน แดง และเป็นสะเก็ด อาการมักเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น หนังศีรษะ ข้างจมูก คิ้ว คาง หรือหน้าอก ซึ่งบางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ “รังแค” แต่ในความเป็นจริงอาการเรื้อรังกว่าและต้องการการดูแลเฉพาะทาง 2. สาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม โรคเซ็บเดิร์มมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดหรือทำให้อาการแย่ลง เช่น: การเติบโตของยีสต์ Malassezia บนผิวหนัง ความเครียดและภาวะอารมณ์แปรปรวน ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ โดยเฉพาะในฤดูหนาวหรือแห้ง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่มี HIV หรือโรคประจำตัวบางชนิด แม้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่โรคเซ็บเดิร์มสามารถเกิดซ้ำได้ หากไม่ดูแลผิวอย่างถูกวิธี 3. อาการของโรคเซ็บเดิร์มที่ควรสังเกต ผู้ที่เป็นโรคเซ็บเดิร์มจะมีอาการเด่นชัด เช่น: ผิวลอกเป็นขุยสีขาวหรือเหลือง รู้สึกแสบ คัน แดง เป็นวง หรือเป็นแผ่น สะเก็ดรังแคบนหนังศีรษะ ผิวมันในบางจุด ร่วมกับการระคายเคือง อาการเหล่านี้อาจเป็นๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดูแลตัวเองและปัจจัยแวดล้อม 4. กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคเซ็บเดิร์ม แม้โรคเซ็บเดิร์มสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่: วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ผู้ที่มีผิวมันหรือผิวแพ้ง่าย ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น พาร์กินสัน, เบาหวาน, HIV ผู้ที่มีประวัติเครียดเรื้อรัง หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ การรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถช่วยให้ป้องกันและรับมือกับอาการได้ดีขึ้น 5. วิธีรักษาโรคเซ็บเดิร์มแบบเบื้องต้น การดูแลตนเองเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมอาการ โดยสามารถเริ่มได้จาก: ใช้แชมพูสูตรยาที่มีส่วนผสมของ ketoconazole, selenium sulfide หรือ zinc pyrithione หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือสารระคายเคือง ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ทาครีมต้านการอักเสบเฉพาะจุดตามคำแนะนำแพทย์ ในกรณีอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินและสั่งยารักษาเพิ่มเติม 6. การปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมโรคเซ็บเดิร์ม นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การดูแลสุขภาพกายและใจมีผลต่อการควบคุมโรค เช่น: นอนหลับให้เพียงพอและพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ หลีกเลี่ยงความเครียด โดยอาจใช้การฝึกสมาธิหรือโยคะ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดน้ำตาลหรืออาหารมันจัด หลีกเลี่ยงการขัดถูแรง ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ผิดประเภท การดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคเซ็บเดิร์มได้ในระยะยาว 7. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนัง? หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์: ผิวลอกและคันไม่หยุด แม้ใช้ยารักษาเองแล้ว อาการกระจายไปหลายบริเวณ หรือมีการติดเชื้อร่วม รู้สึกเจ็บ แสบ หรือมีหนองในบริเวณที่เป็น มีอาการเรื้อรังนานเกิน 4 สัปดาห์ แพทย์สามารถวินิจฉัยแยกโรคเซ็บเดิร์มออกจากโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล 8. สรุป: ดูแลผิวด้วยความเข้าใจ ห่างไกลเซ็บเดิร์ม โรคเซ็บเดิร์มไม่ใช่โรคอันตราย แต่สร้างความไม่สบายและรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก การรู้เท่าทันสาเหตุ อาการ และแนวทางดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณรับมือกับอาการได้ดีขึ้น และลดโอกาสเกิดซ้ำในอนาคต การดูแลสุขภาพจิตและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่ร่วมกับโรคเซ็บเดิร์มอย่างไม่ทุกข์ทรมาน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ หากสงสัยว่าเป็นโรคเซ็บเดิร์ม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง --- บทความ: ผิวแพ้ง่ายคืออะไร? สัญญาณเตือนและวิธีรับมือ 1. ผิวแพ้ง่าย: ปัญหาที่พบได้บ่อยแต่ถูกมองข้าม ผิวแพ้ง่าย ไม่ได้หมายถึงผิวที่บางเท่านั้น แต่คือภาวะที่ผิวตอบสนองไวเกินปกติต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน เช่น แสงแดด มลภาวะ น้ำหอม หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ควรจะปลอดภัย การระคายเคือง แสบ คัน แดง หรือเป็นผื่น ล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติเป็นสิวร่วมด้วย ซึ่งการดูแลผิวประเภทนี้ต้องใช้ความเข้าใจและความอ่อนโยนสูง 2. สาเหตุที่ทำให้ผิวไวต่อการระคายเคือง สาเหตุของผิวแพ้ง่ายอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่: โครงสร้างผิวตามพันธุกรรม การทำลายเกราะปกป้องผิวจากการขัดหรือใช้สารเคมีรุนแรง ภาวะภูมิแพ้ หรือโรคผิวหนังบางประเภท เช่น เซ็บเดิร์ม หรือโรซาเซีย ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว การที่ผิวเสียสมดุลนี้มักทำให้เกิด สิว ได้ง่ายขึ้น เพราะเกราะปกป้องผิวอ่อนแอจนทำให้เกิดการอักเสบ 3. สัญญาณเตือนว่าคุณอาจมีผิวแพ้ง่าย อาการที่พบได้บ่อย เช่น: ผิวแดงทันทีหลังทาครีมหรือเปลี่ยนอากาศ มีอาการแสบ คัน หรือรู้สึกตึงผิว ผิวลอกเป็นขุย แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาพอากาศหนาว ผิวไวต่อแดด แม้จะทาครีมกันแดดแล้ว มีผื่นขึ้นง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกับสิวที่รักษายากหรือเห่อบ่อย อาจต้องพิจารณาดูแลผิวในลักษณะของผิวแพ้ง่ายอย่างจริงจัง 4. วิธีรับมือกับผิวแพ้ง่ายอย่างถูกต้อง แนวทางในการดูแลผิวแพ้ง่าย ควรเน้นที่การฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวและลดการกระตุ้นสิ่งเร้า: ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม, แอลกอฮอล์ และพาราเบน หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด งดการขัดผิวหรือใช้กรดผลไม้ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ ทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อเสริมความชุ่มชื้น ทาครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนทุกวัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบสำหรับ ผิวแพ้ง่าย และหากมีสิวร่วมด้วย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับผิวเป็นสิวโดยเฉพาะ 5. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ปลอดภัยกว่าเดาเอง หากคุณไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากอะไร ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิวอักเสบร่วมกับสิวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป เพราะอาจมีปัจจัยแอบแฝง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคผิวอื่น ๆ ที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง 6. สรุป: ดูแลผิวแพ้ง่ายให้ดี ชีวิตก็ง่ายขึ้น ผิวแพ้ง่ายไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกลัว หากเราเข้าใจและเลือกวิธีดูแลอย่างถูกต้อง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และมีวินัยในการดูแลผิว จะช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้ในระยะยาว และลดโอกาสการเกิด สิว ซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการดูแลสุขภาพผิวอย่างยั่งยืน บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม --- บทความ: สิวเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุที่หลายคนยังเข้าใจผิด 1. สิว: ปัญหาผิวที่ไม่ใช่แค่เรื่องความงาม สิว เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกเพศทุกวัย และหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของความสวยความงาม แต่ในความจริงแล้ว สิวมีความเกี่ยวข้องกับระบบภายในร่างกายหลายด้าน ตั้งแต่ฮอร์โมน การดูแลผิวพรรณ ไปจนถึงพฤติกรรมประจำวัน ซึ่งหากเข้าใจผิดในสาเหตุ ก็อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร 2. ความเชื่อผิดๆ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับสาเหตุของสิว ผู้คนมักจะ เข้าใจผิด เกี่ยวกับสาเหตุของสิว เช่น: "กินช็อกโกแลตแล้วสิวขึ้น" "หน้าสกปรกถึงทำให้สิวเห่อ" "อายุเยอะแล้วจะไม่เป็นสิวอีก" ในความเป็นจริง สิวเกิดได้จากปัจจัยซับซ้อนหลายประการ และไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดหรืออาหารเท่านั้น 3. กลไกของการเกิดสิว: เริ่มต้นจากรูขุมขน สิวเริ่มต้นจาก การอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเกิดจากการผลิตน้ำมัน (sebum) มากเกินไป ผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและแบคทีเรีย Cutibacterium acnes ส่งผลให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นสิวประเภทต่างๆ เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ และสิวหัวช้าง 4. ฮอร์โมน: ตัวการสำคัญของสิวโดยไม่รู้ตัว ฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้สิวเห่อได้ แม้จะล้างหน้าสะอาดทุกวัน 5. พฤติกรรมประจำวันที่กระตุ้นสิวโดยไม่รู้ตัว หลายพฤติกรรมที่ดูไม่มีพิษภัย อาจเป็น ตัวกระตุ้นให้เกิดสิว เช่น: ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันสูง ล้างหน้าบ่อยเกินไป แตะใบหน้าบ่อย ไม่ล้างแปรงแต่งหน้า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้อาจช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้อย่างชัดเจน 6. ความเครียดและการนอนหลับ: ตัวแปรที่ถูกมองข้าม ความเครียดส่งผลต่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งอาจไปกระตุ้นการผลิตน้ำมันผิว ส่วนการนอนหลับไม่เพียงพอก็ส่งผลให้ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และผิวซ่อมแซมตัวเองได้น้อยลง ทำให้สิวหายช้าหรือเกิดใหม่ได้ง่าย 7. อาหารกับสิว: มีผลจริงหรือไม่? แม้อาหารจะไม่ใช่ สาเหตุโดยตรงของสิว แต่ก็มีผลกระทบ เช่น อาหารที่มีน้ำตาลสูง ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง และกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสิว ผลิตภัณฑ์นมบางชนิด อาจมีผลกระทบต่อผิวในบางคน การรับประทานอาหารที่สมดุลและหลีกเลี่ยงของหวานมากเกินไป จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง 8. การดูแลผิวที่ผิดวิธี: ยิ่งรักษา ยิ่งแย่ บางคนอาจพยายามแก้ปัญหาสิวด้วยวิธีที่ ไม่เหมาะสม เช่น: ใช้ยาสิวแรงเกินไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ขัดหน้าแรง ๆ ทุกวัน ทาครีมหลายชนิดซ้ำซ้อน การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการสิวให้ได้ผล 9. สรุป: การเข้าใจสาเหตุสิวอย่างถูกต้องคือจุดเริ่มต้นของการดูแลผิวอย่างยั่งยืน สิวไม่ได้เกิดจากสิ่งเดียว หรือมีวิธีรักษาแบบเดียวสำหรับทุกคน การเข้าใจ กลไกการเกิดสิว และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือปัจจัยกระตุ้น จะช่วยให้เราสามารถดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและยาว คำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผิวกลับมาใสอย่างที่หวัง หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ และไม่ได้ใช้แทนคำวินิจฉัยจากแพทย์ --- ประมวลภาพบรรยากาศ PAN เปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน “Unlocking Acne’s Secrets” ปลดล๊อค เผยความลับของแผลใต้สิวด้วย PAN Anti-ACNE 2 SOLUTION เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่ร้าน Audrey ชั้น 8 ห้าง Emquartier โซน The Helix Quartier โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอัจจิมา เหลืองไพฑูรย์ (คุณเตย) ผู้จัดการสายงานธุรกิจบริการ มาร่วมงานพร้อมร่วมพูดคุยถึงผลิตภัณฑ์จาก PAN เพื่อให้ความรู้น้องๆ Kols ที่มาเข้าร่วมภายในงาน รวมถึงได้รับเกียรติ์จาก พ. ญ. อรณิชา ประภาพันธ์ แพทย์ ราชเทวี คลินิก มาร่วมพูดคุยทำความรู้จักเรื่อง “แผลใต้สิวของสิวแต่ละไทป์” ให้กับผู้ร่วม ภายในงานได้ไขความลับไปพร้อมๆ กัน พร้อมทางเลือกในการดูแลปัญหาสิว และ ตัดวงจรสิวตั้งแต่เริ่มต้นด้วย ผลิตภัณฑ์ PAN Anti-ACNE 2 SOLUTION โดยภายในงานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานทุกคนได้ทดลองใช้สินค้าตัวใหม่ รวมถึงมีจุดให้บริการตรวจเช็คสภาพผิวหน้า ช่วยวิเคราะห์ปัญหาสิว พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสิวในแต่ละไทป์ต่างๆ ให้กับผู้ร่วมงานทุกท่าน ใครที่กำลังเจอกับปัญหาสิว ให้ PAN Anti-ACNE 2 SOLUTION ช่วยปลดล็อคผิวไม่ให้เกิดแผลใต้สิว ดูแลใส่ใจสิวทุกไทป์ ให้หายไวยิ่งขึ้น #PANANTIACNE2SOLUTION #ลดการเกิดแผลใต้สิว #แพนคอสเมติกxราชเทวี #ANTIACNE2SOLUTION #PANลดแผลใต้สิว ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- "แพน คอสเมติก" แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางและผิวพรรณชั้นนำของไทย ภายใต้ บริษัทแพน ราชเทวี กรุ๊ป คัมแบคสู่การเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รุกหนักปรับโฉมแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ PAN ANTI ACNE 2 Solution โลชั่น 2 in 1ช่วยป้องกันและรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพในการลดสิวและลดโอกาสการเกิดแผลใต้สิว รวมถึง โปรแกรม Acne AI Tracker ที่ช่วยตรวจนับเม็ดสิวด้วยตัวเอง ตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริง "แพน คอสเมติก" มุ่งมั่นที่จะเป็นตัวจริงด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณที่สวยงามและดูดีอย่างยั่งยืน สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง PAN ANTI ACNE 2 Solution ที่เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เราภูมิใจนำเสนอ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology สหรัฐอเมริกา และมีงานวิจัยจากประเทศจีนรองรับประสิทธิภาพในการลดโอกาสการเกิดและสมานรอยแผลใต้สิว ลดรอยแดง รอยดำจากสิวได้กว่า 95% นอกจากนี้ เรามีเป้าหมายในการขยายส่วนแบ่งการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น ด้วยการปรับโฉมผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายให้เกิดการจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเทรนด์ของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวเพิ่มมากขึ้น ด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย ผ่านช่องทางขายทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ในทุกๆแพลตฟอร์ม" ผลิตภัณฑ์ PAN ANTI ACNE 2 Solution นับเป็นนวัตกรรมใหม่ของ แพน คอสเมติกในการยับยั้งการเกิดอักเสบ และช่วยลดโอกาสการเกิดแผลใต้สิวรวมถึงช่วยสมานรอยแผลใต้ผิวให้กลับสู่ภาวะดุลยภาพ โดยใช้กลไกการทำงานของโมเลกุลในการสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell Signaling) เข้าไปยับยั้งการอักเสบของสิว และเมื่อเกิดอักเสบจึงส่งผลให้เกิดแผลที่ท่อต่อมไขมันตามมา ก่อให้เกิดเป็นแผลใต้สิวนั่นเอง ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จึงมีประสิทธิภาพในการรักษาได้อย่างตรงจุด ซึ่งมีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวทั่วไป” PAN ANTI ACNE 2 Solution เป็นโลชั่น 2 in 1 ที่ทำหน้าที่ทั้งป้องกันและเสริมการรักษาสิว ช่วยให้สิวยุบราบได้เร็วภายใน 3 วัน ลดการอักเสบ และที่สำคัญคือลดโอกาสการเกิดแผลใต้สิวทั้งยังช่วยสมานรอยแผลใต้สิว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้มีปัญหาสิว โดยมีส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยในการรักษาสิวและบำรุงผิวไปพร้อมกัน อาทิ: Niacinamide (วิตามิน B3) ช่วยลดรอยแดง รอยดำจากสิว กระชับรูขุมขน Zinc Gluconate ลดการอักเสบและควบคุมความมันบนผิว สารสกัดจากธรรมชาติ จากดอก Meadowsweet และชาเขียว ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ PAN ANTI ACNE 2 Solution มีขนาด 20 มล. ราคา 185 บาท สามารถหาซื้อได้ตามช่องทางจัดจำหน่ายของแพน คอสเมติก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- 3 พฤติกรรมทำคุณดูแก่ก่อนวัย ผิวหน้าถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ความสวยและผิวที่อ่อนเยาว์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น สาว ๆ ทุกคนจึงต้องพยายามดูแลผิวตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะผิวหน้า ถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ก็ยังมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ดูแลผิวไปพร้อม ๆ กับการทำร้ายผิวตัวเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหากจะพินิจพิจารณากันจริง ๆ แล้ว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สาว ๆ มักจะละเลย และมันส่งผลให้คุณดูแก่ก่อนวัยไปอย่า งไม่ได้ตั้งใจเลยทีเดียว ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ 1. ขัดหน้าแรงเกินไป การขัดหน้าในที่นี้ รวมถึงการใช้สครับขัดหน้า ที่คุณอาจคิดไม่ถึงว่ามันทำร้ายผิวหน้าคุณด้วย ดังนั้น หากคุณขัดหน้าแรงหรือบ่อยเกินไป มันก็จะทำให้หน้าคุณแก่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว การขัดหน้าที่พอเหมาะพอดีที่สุด อยู่ที่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ 2. ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไป มอยซ์เจอไรเซอร์ แม้จะดีต่อผิวในเรื่องการทำให้ใบหน้าชุ่มชื้นก็จริง แต่การใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาผิวได้ไม่น้อย เพราะใบหน้าที่ชุ่มชื้นมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความมันบนใบหน้า ที่มันจะอุดตันรูขุมขน ดังนั้น สาว ๆ ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์อย่างพอเหมาะ เพราะโดยปกติแล้ว ผิวหน้าของคนเราจะผลิตน้ำมันออกมาให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว สาว ๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไป ทั้งใช้ในปริมาณมากเกินไป และใช้บ่อยเกินไปด้วย 3. บีบสิว สาว ๆ ส่วนใหญ่รู้ดีว่าพฤติกรรมการบีบสิว ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับกัน กลับทำให้ใบหน้าของเรามีแผลเป็นจากการบีบสิว แต่หลายครั้งสาว ๆ ก็ยังคงแอบบีบสิวอยู่เป็นประจำ ซึ่งนั่นจะทำให้หน้าคุณไม่สวยใส และแก่ก่อนวัยอันควรในที่สุดค่ะ รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมยอดนิยมทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้นะคะ ทั้งนี้ ก็เพื่อสุขภาพผิวหน้าที่สดใส อ่อนเยาว์ และสุขภาพดีตลอดไปค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- Teen make up Trend เทรนด์แต่งหน้าวัยรุ่น สวัสดีค่ะ เพื่อนแพนฉบับนี้มาพร้อมความสดใสวัยทีน น้องๆ วัยทีนจะได้มารู้เทคนิคการแต่งหน้าสดใสสมวัยทีน ที่เรียกว่าแอ๊บแบ๊วมาฝากเพราะน้องๆ วัยทีนไม่ควรแต่งหน้าจัดเกินไปเพราะฉะนั้นน้องๆ ควรแต่งหน้าใสๆ บางๆ ดูแทบไม่รู้ว่าวันนั้นน้องๆ ได้ลงเมคอัพมาเพื่อเผยผวิใส เปล่งปลั่งในวัยทีนอยากทราบเทคนิคกันแล้วใช่ไหมคะ เราติดตามกันได้เลยค่ะ... . Face สาวน้อยวัยทีนบางคนมักมีปัญหาเรื่องสิวหรือรอยดำจากสิว ลองแป้งที่ผสมรองพื่นแต่ให้สัมผัสบางเบาไม่หนาเกินไป จะช่วยปกปิดรอยดำจากสิว และสิวได้ดี ทำให้หน้าแลดูสดใส ตบแป้งเบาๆ ให้ทั่วหน้าค่ะ Eyes ทาตาแค่เพียงเบาๆ และไม่ควรใช้สีเมทัลลิคที่กำลังอินเทรนด์อยู่นี่ล่ะค่ะ หรือจะเป็นสีที่มีประกาย สำหรับวัยรุ่นไทยควรใช้สีโทนชมพูหรือออกน้ำตาล ก็ได้นะคะ หรืออยากลองเฉดสีใหม่ของ Elisses Butterfly ที่ทำสีสดใสเหมาะกับทุกวัย ลองไปที่เคาน์เตอร์ให้พี่ๆ ช่วยแนะนำการแต่งโทนสีใหม่กันได้นะคะ หากจะปัดมาสคาร่า ใช้สีดำหรือสีน้ำเงินเข้มจะเหมาะที่สุดกับผมสีดำ ใช้อายไลเนอร์วาดให้แลดูเป็นธรรมชาติและควรหัดเขียนขอบตาอย่างระมัดระวัง และมือควรจะนิ่งเพื่อให้ได้เส้นที่ตรง และถ้าทาแล้วสีเข้มเกินไปให้ค่อยๆ เช็คออกด้วยกระดาษทิชชู่ค่ะ Cheek สำหรับธรรมชาติดูอ่อนเยาว์ให้ใช้ลูกพีชหรือสีชมพูหรือเป็นกลางใช้แปรงแตะและวนทีพวงแก้มให้ปัดตรงโหนกแก้มโดยการยิ้มจะทำให้เราเห็นโหนกแก้มชัดเจน และปัดออกไปตามไรผมด้านข้างค่ะ Lip ใช้ลิปกลอสเพื่อให่ได้ริมฝีปากที่เย้ายวน หากต้องการใช้ลิปสติกสี ในเวลากลางคืนลองใช้สีที่อ่อนๆ หากต้องการเพิ่มความมันวาวให้ทาลิปกลอสทับอีกชั้นหนึ่ง และควรมีลิปกลอสติดตัวอยู่เสมอค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- 7 Men's Skin Care Secrets เผยความลับสู่ผิวหน้าใส เรื่องที่เขียนนี้มาจากหน่มๆ เพื่อนๆ ที่เรามองหน้าแล้วรู้สึกว่าแก่กว่าอายุ คืออายุเพียง 25 แต่มีริ้วรอยบริเวณหน้าผากและหางตาค่อนข้างเยอะ เป็นเพราะความเครียดจากหน้าที่การงานและอีกประการหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือการขาดการดูแลผิวที่ถูกวิธี จากการสอบถามเรื่องการดูแลผิวพรณของหนุ่มๆ คือ วันหนึ่งล้างหน้าตอนอาบน้ำ และก่อนนอนคือจบ นั่นคืออย่างเดียวที่หนุ่มๆ มักคิดว่า การล้างหน้าให้สะอาดคือการดูแลผิวพรรณแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า ปัจจัยหลายๆ อย่างที่รุมเร้าในปัจจุบัน ทั้งมลภาวะ ความเครียด และแสงแดดทำร้ายผิวพรรณของคุณ ดังนั้นการบอกว่าการล้างหน้าให้สะอาดหรือกระบวนการทั้งหมดของการดูแลผิวของหนุ่มๆ จึงไม่ใช่อีกต่อไปค่ะ... 1. ลืมเรื่องน้ำและสบู่ในการทำความสะอาดผิวหน้า ดูแลผิวผู้ชายต้องทำความสะอาดงานหนักในที่นี้หมายถึงคุณหนุ่มๆ ไม่ควรทำความสะอาดผิวหน้าแค่น้ำและสบุ่ เพราะไม่เพียงพอสำหรับผิว ผิวของเราดึงดูดสิ่งสกปรกมากเพราะรูขุมขนมีขนาดใหญ่และผิวหนังของผู้ชายคือ "เหนียวและหนา" ทำให้น้ำมันและสิ่งสกปรกเกาะติดใบหน้าของหนุ่มๆ มากกว่าของผู้หญิง ดังนั้นสบู่และน้ำไม่สามารถทำความสะอาดและขจัดความมันผิวของคุณได้ 2. การใช้วิตามินอีให้ความชุ่มชื้น มอยส์เจอร์ไรเซอรืที่อุดมไปด้วย Vitamin E จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยและเส้นรอยตีนกา มันเป็นส่วนผสมที่สำคัญต่อต้านริ้วรอยสำหรับผิวของคุณและจำเป็นสำหรับการดูแลผิวหน้าผู้ชาย 3. ดูแลดวงตาของคุณ ริ้วรอยและเส้นรอยตีนกาแรกจะปรากฏใต้ตาของคุณ สำหรับการดูแลผิวหน้าผู้ชายสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรละเลยคือบริเวณรอบดวงตา การมีดวงตาที่ดี ก็เป็นจุดสนใจอย่างหนึ่ง ถ้าดวงตาดูเมื่อยล้า ไม่สดใส แถมด้วยริ้วรอย สาวๆ ที่ไหนเห็นคงไม่อยากสบตาเป็นแน่ จึงไม่ควรลืมที่จะทาครีมบำรุงรอบดวงตาเพื่อให้กระชับ และลดเลือนริ้วรอบนะคะ 4. เลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ดูแลผิวผู้ชายสิ่งที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ต้องมีผู้ช่วยในการขัดซักหน่อย นั่นคือฟองน้ำที่ใช้ขัดตัว และชำระล้างร่างกาย ส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ลองดูส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติเพราะจะได้ไม่แพ้ และมีปัญหาผิวตามมาอีกนะคะ 5. Hydrate จำเป็นต่อผิว มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วยผสมของไฮเดรตจะช่วย กักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้กับผิว จึงทำให้ผิวพรรณแลดูเป็นธรรมชาติและชุ่มชื้นมากขึ้น ลองมาหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮเดรตดูนะคะ ภายใน 2 สัปดาห์คุณจะสังเกตเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในผิวพรรณของคุณ 6. Exfoliate ผิวของคุณ Exfoliating หมายถึงการขจัดผิวที่ตายที่อุดตันรูขุมขนอยู่ทำให้หน้าหมองคล้ำเพื่อเผยผิวชั้นใหม่ การดูแลผิวหน้าผู้ชายอาศัย exfoliation ผิวผู้ชายไม่ได้แต่งแต้มสีสันหรือใช้ make up ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะทำการขจัดผิวที่ตายแล้วเพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสควรทำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ Exfoliate ผิวของคุณทำโดยการขัดผิวหน้า ลองหาโฟมล้างหน้าที่มีเม็ดบีด หรือการใช้ Cleansing Cream เพื่อการทำความสะอาดที่ล้ำลึกและเป็นขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ออกมาพร้อมกับการ Clean ด้วย Cleansing Cream ค่ะ 7. ผ่อนคลายผิวหน้าด้วยการทำทรีทเม้นท์ ผิวผู้ชายต้องการปรนนิบัติเช่นเดียวกันนะคะ การทำทรีทเม้นท์เป็นการผ่อนคลายผิวจากความเครียด มลภาวะ และปัจจัยต่างๆ ที่ทำร้ายผิวพรรณ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จะทำให้ผิวหน้าหนุ่มๆ ใสสะกดใจสาวแน่นอนค่ะ หนุ่มๆ ทั้งหลายที่ยังหมกหมุ่นอยู่กับงานจนลืมดูแลตัวเองต้องปรับเปลี่ยนนิสัยกันแล้วนะคะ เพราะว้นหนึ่งคุณส่องกระจกดูแล้วหน้าของคุณแก่เกินอายุคงต้องมานั่งแก้ไขและใช้เวลามากกว่าที่จะเริ่มดูแลตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ เริ่มตั้งแต่วันนี้จาก List ขั้นตอนง่ายๆ ข้างต้น หนุ่มๆ ก็หน้าใสได้ง่ายๆ แล้วค่ะ หรือเข้ามารับบริการและปรึกษาได้ที่ แพนคลินิก ทุกสาขานะคะ รับรองการดูแลผิวผู้ชายไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- ไม่ใช่เพียงแค่บนใบหน้าที่เป็นปัญหากวนใจเท่านั้นเจ้าสิวพากันผุดขึ้นที่หลังจนทำให้หลังเนียนเต็มไปด้วยตุ้มแดง ซึ่ง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลังหลักๆแล้วมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ 1. เกิดจากชีวิตประจำวันของเราเอง 2. เกิดจากฮอร์โมนของเรา วันนี้มีวิธีจัดการกับสิวบนหลังมาฝากสาวๆๆ สิวที่หลังมักขึ้นมาจากเหงื่อออกและแห้งไปกับตัว ควรอาบน้ำทันทีหลังเหงื่อออกแล้วเช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อที่แห้งสะอาด จะช่วย แนะนำให้มาใช้สบู่ก้อนที่มีคุณสมบัติที่ลดแบคทีเรีย 24 ชั่วโมง หรือสบู่ที่ใช้ในการรักษาสิวโดยเฉพาะ ก่อนนอนทายาป้องกันเชื่อแบตทีเรีย หรือยาลดการอักเสบของสิว ทาบริเวณหลังที่เกิดสิวก่อนนอนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการทาโลชั่นหรือออยล์บริเวณหลัง หลังจากอาบน้ำ สาว ๆ หลายคนมักจะใช้เบบี้ออยล์ทาทั่วตัว ขณะตัวเปียก ก่อนจะเช็ดตัว ซึ่งออยล์จะไปเพิ่มน้ำมันบนผิว ให้เกิดสิวได้โดยง่าย ลองนำไปใช้กันดูค่ะ จะได้อวดแผ่นหลังกันได้อย่างไม่ต้องอายใครกันอีก ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- 4 Bad Skin Habits นิสัยแย่ๆ ทำลายผิวสวย เลือกผลิตภัณฑ์ผิดสุดๆ เห็นเป็นไม่ได้ต้องบีบ (สิว) หลงลืมที่จะทาครีมบำรุงบริเวณคอและ หน้าอก ละเลยดวงตาขอ คุณเคยสังเกตหรือไม่นิสัยของคุณอาจก่อนให้เกิดปัญหาผิวโดยคุณไม่รู้ตัว บางครั้งคุณสาวๆ มักจะไม่ได้ใส่ใจสิ่งเล็กๆ หรือความเคยชินที่เราได้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอเพราะว่านึกไม่ถึงจะก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมาทีหลัง บางครั้งคิดว่า เอ! ! ทำไมถึงมีสิว ทั้งที่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์เดิมหรือมีรอยหมองคล้ำทั้งที่ก็ทาครีมกับแดดเป็นประจำสม่ำเสมอ แต่ใครจะทราบคะว่าความเคยชินที่เรียกว่า "นิสัย" อาจสร้างปัญหาให้ผิวสวยของคุณได้เช่นกัน เรามาดูนิสัยแย่ที่คุณอาจเป็นอยู่เลยค่ะ... 1. เลือกผลิตภัณฑ์ผิดสุดๆ (Picking the wrong Products) การเลือกและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องกับผิวของคุณเป็นการผิดพลาดอย่างมหาศาล Leslis Baumann แพทย์ผิวหนังจากไมอามี่ กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่คุณควรทราบ ผิวมัน : เลือก Cleansing ที่มีส่วนผสมของ salicylic acid และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเจล (Gel) หรือโลชั่น (Lotion) เพราะไม่ก่อให้เกิดความมันบนผิว และควรเลือกผลิตภัณฑ์มีคำว่า Non allergenic หรือ hypoallergenic ที่เป็นคำที่บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการแพ้น้อยที่สุด ผิวแพ้ง่าย : ทำความสะอาดใบหน้าด้วยครีมน้ำนม ควรเลือกครีมกันแดดที่ปราศจากน้ำหอมเพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่ายสำหรับกลุ่มลดเลือนริ้วรอยคุณสาวๆ ที่แพ้ง่ายลองมองส่วนผสมที่มี hyaluronic acid หรือ shea butter ค่ะ ผิวผสม : เลือกที่จะใช้โฟมล้างหน้าสำหรับผิวมัน และเติมความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบเบาสบายผิว แต่ต้องเติมความชุ่มชื้นให้มากขึ้นบริเวณที่แห้งด้วยนะคะ ผิวแห้ง : ทำความสะอาดด้วยโฟมล้างหน้าแบบไม่มีฟอง และไม่ลืมที่จะทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เลือกเป็นแบบครีมเพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้มากกว่าแบบอื่น ส่วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลดเลือนริ้วรอยควรเลือก retinol เพื่อผลัดเซลล์ผิว แต่มีข้อแม้ว่าไม่ควรใช้ทุกวันเพราะจะทำให้ผิวหน้ายิ่งแห้งไปกว่าเดิมนะคะ ควรใช้สลับกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ kinetin และ Matrixyl เพราะสองตัวนี้จะช่วยทำให้ผิวคุณแห้งน้อยลงค่ะ 2. เห็นเป็นไม่ได้ต้องบีบ (สิว) (Popping Zits) สิวเป็นสิ่งล่อตา ล่อใจสาวๆ แต่คุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการบีบสิวจะผลักดันให้แบคทีเรียอยู่ลึกเข้าไปในรูขุมขนก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อและทำให้เกิดแผลเป็นและเกือบสองเท่าของช่วงชีวิตของสิวเม็ดน้อยๆ (จากประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงสอง) หรือเรียกง่ายๆ ว่าสิวสุกแล้ว สาวๆ ก็จะชอบที่จะบีบเอาหัวสิวออกมาแต่ใครจะรู้ล่ะคะว่านั่นเป็นนิสัยแย่ๆ ที่ทำให้ผิวบริเวณรอบสิวของคุณเกิดการระคายเคืองมากขึ้น Dr. Jeffrey Dover แพทย์ผิวหนังจาก Boston นี่คือสิ่งที่คุณควรทำคือใช้ยารักษา benzoyl peroxide หรือ BP ที่มีไม่เกิน 2. 5% ในเวลากลางคืน พอตื่นเช้ามาสิวเจ้ากรรมก็จะลดการอักเสบลง แต่สำหรับสิวถาวรควรใช้สารในกลุ่ม retinoid แต่ตัวยาชนิดนี้ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ ทางที่ดีนะคะเข้ามาปรึกษาที่ แพนคลินิก เพราะคุณหมอจะช่วยแนะนำการปราบสิวและไม่ทำให้เกิดรอบดำตามมาอีกต่างหาก อย่าซื้อยาใช้เองเป็นอันขาดและหยุดนิสัยการบีบสิวด้วยนะคะ 3. หลงลืมที่จะทาครีมบำรุงบริเวณคอและหน้าอก (Ignoring Your Neck and Chest) การดูแลผิวไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นขอบคางของคุณ สังเกตได้เลยค่ะ สาวๆ บางท่านมักจะทาครีมบำรุงหรือครีมกันแดดแค่บริเวณผิวหน้า แตคุณลงลืมบริเวณคอและหน้าอก ถ้าคะณใส่เสื้อแบบเปิดคอ เปิดไหล่ ผิวบริเวณนั้นได้สัมผัส หรือกระทบมลภาวะต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าบริเวณผิวหน้าของคุณเช่นกัน แต่ผิวบริเวณคอและหน้าอกมักถูกหลงลืมจากคุณสาวๆ ที่จะดูแลให้อยู่ในระดับเดียวกับผิวหน้าของคุณ เอาเป็นว่าเริ่มใหม่ที่จะหันมาดูแลคอและหน้าอกให้ไม่ต่างไปกับผิวหน้าของคุณกันนะคะ 4. ละเลยดวงตาของคุณ (Neglecting Your Eyes) ผิวบริเวณรอบดวงดาของคุณเป็นผิวที่บอบบางที่สุด สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือ การขยี้และขัดถูแรงๆ บริเวณรอบดวงตา ทุกครั้งที่คุณสัมผัสแรง ขยี้ หรือขัดถูจะทำให้หลอดเลือดที่อยู่บริเวณรอบดวงตาที่ละเอียดอ่อนจะก่อให้เกิดรอบคล้ำและริ้วรอยได้ง่าย Dr. Fracesca แพทย์ผิวหนังจาก New York กล่าวเตือนคุณสาวๆ ว่า ไม่ควรลืมที่จะทาครีมลดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตา การเลือกผลิตภัณฑ์ควรดูที่มีส่วนผสมของ retinol , peptides หรือ zinc เพิ่มการผลิดอีลาสตินบริเวณรอบดวงตาค่ะ ทำให้กระชับ เต่งตึงขึ้น หลากหลายนิสัยแย่ๆ ที่บรรดาสาวๆ คาดการณ์ไม่ถึงว่าทำร้ายผิวสวยได้เช่นกัน ยังมีอีกหลายๆ นิสัยไว้คราวหน้าเพื่อนแพนจะมาบอกกล่าวเพิ่มเติมอีกนะคะ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- มีคนถามเข้ามาว่า "ผิวมันมาก เป็นสิวหัวหนอง สิวอักเสบ ใช้ยามาอย่างโชคโชนไม่หายคับ มีแผลเป็นแดงๆด้วย ควรใช้อะไรดี" สิว นั้น จะต้องดูปัจจัยในการเกิดสิวด้วยค่ะ หากเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมน จะค่อนข้างหลีกเลี่ยงลำบาก การอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อคอยควบคุม ป้องกันไม่ให้ปัญหาสิว เกิดรุนแรงขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีกว่า จะไปซื้อผลิตภัณฑ์ใช้เอง หากพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้วเกิดสิวขึ้น ก็ต้องดูปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ เช่น • สารเคมี เช่น สบู่ โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิวบางชนิด ซึ่งอาจมีสารเคมีจำพวกสารสเตียรอยด์ไปกระตุ้นให้เกิดคอมีโดนได้ • การรบกวนผิว เช่น การล้างหน้าบ่อย ๆ การขัดถูหน้าแรง ๆ การนวดขัดหน้า การบีบ แกะ สิว • ความร้อนและรังสีจากแสงแดด ซึ่ง หากพบแพทย์ก็จะได้แก้ไขปัญหาที่สาเหตุได้ โดยส่วนใหญ่ เมื่อเป็นสิวแล้ว แพทย์จะพยายามลดการอักเสบให้เร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดรอยแผลเป็น และละลายการอุดตันเพื่อป้องกันไม่ให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสบ อาจโดยให้ยารับประทาน ในกรณีที่มีสิวอุดตันจำนวนมากและการใช้ยาทาละลาย การอุดตัน และยาทาลดการอักเสบร่วมกับการกดสิวและ การทำ Treatment สำหรับสิว ซึ่ง ก็ต้องดูตามปัญหาและความรุนแรงของสิวค่ะ นอกจากการรักษาสิวแล้ว ยังต้องป้องกันการเกิดสิวใหม่ โดยการใช้ยาทาละลายการอุดตันสิว และยาทาลดการอักเสบเป็นสิวง่าย และรักษาข้อแทรกซ้อนจากสิว เช่น แผลเป็นและรอยดำจากสิวอักเสบ แต่ หากไม่สะดวกและไม่มีเวลา อาจใช้ผลิตภัณฑ์ในการรักษาสิว ที่มีฤทธิ์ในการช่วยละลายการอุดตันบริเวณต่อมไขมัน ทำให้ ก้อนสิวอ่อนตัวหลุดออกง่าย เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเบนซอยด์เปอร์ออกไซด์ วิตามิน A และ ผลิตภัณฑ์ แต้มสิวอักเสบจะช่วยลดการอับเสบและช่วยบรรเทาอาการปวดนอกจากนั้นยังสามารถ ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว เพื่อป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้อีกในคนที่มีโอกาสเกิดสิวง่าย และขอแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการละลายการอุดตันของสิวและการป้องกันการอักเสบของสิว และเมื่อรักษาสิวหายแล้ว ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดสิวใหม่ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการรบกวนผิว เช่น เวลาเช็ดหน้าไม่ควรเช็ดถูแรงๆ ให้ใช้วิธีซับหน้าเบาๆ เพราะการเช็ดหน้าแรงๆ จะไปกระตุ้นการเกิดสิวได้ค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง Pan Anti Acne 2 Solution 20 ml. แอนตี้ แอคเน่ ทู โซลูชัน : โลชั่น 2 in 1 ที่เป็นทั้งตัวป้องกันการเกิดสิวใหม่ หยุดปัญหาแผลใต้สิว และเสริมการรักษา เห็นผลใน 3 วัน ดูสินค้า --- ปัญหามลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละออง PM 2. 5 กลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM 2. 5 มีขนาดเล็กมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2. 5 ไมครอน จึงล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานและเราสูดเข้าปอดได้ลึกถึงระดับหลอดลมฝอยหรือลึกกว่าสำหรับอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สำหรับผลต่อผิวหนังหลังจากสัมผัสกับ PM 2. 5 จะขึ้นกับขนาดและคุณสมบัติของอนุภาค อนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า 0. 5 ไมครอน มักไม่ซึมผ่านทางเซลล์ในผิวหนังแต่อาจผ่านทางต่อมเหงื่อและรูขุมขมได้ โดยเฉพาะสารที่ละลายน้ำหรือมีคุณสมบัติเฉพาะบางอย่าง แต่โดยปกติการซึมผ่านเส้นทางนี้จะน้อยมาก อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0. 5 ไมครอน มีโอกาสซึมเข้าผิวหนังได้มากกว่า โดยเฉพาะอนุภาคที่มีคุณสมบัติละลายในน้ำและละลายในไขมันที่พอเหมาะ Size comparisons for PM particles จากคุณสมบัติของอนุภาคที่เป็นส่วนประกอบใน PM 2. 5 ที่หลากหลายทั้งทางด้านเคมีกายภาพและขนาด อนุภาคเหล่านี้จึงมีผลต่อผิวแตกต่างกัน มีรายงานวิจัยที่แสดงว่า PM 2. 5 ทำให้ผิวสูญเสียน้ำมากขึ้นและเก็บกักน้ำได้ลดลง ทำให้สีผิวคล้ำขึ้น ฯลฯ ผลกระทบเหล่านี้แสดงออกมาในรูปการระคายเคือง การอักเสบ ริ้วรอย ความหมองคล้ำ ปัญหาสิว และอื่น ๆ สกินแคร์สามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นแรกของผิว ช่วยลดการสัมผัส PM 2. 5 โดยสร้างชั้นฟิล์มบาง ๆ บนผิวเพื่อกั้นฝุ่นละอองและสารพิษจากมลภาวะไม่ให้สัมผัสกับผิวโดยตรง ความสามารถในการป้องกันผิวไม่ให้สัมผัสกับ PM 2. 5 นี้ขึ้นกับชนิดของสกินแคร์ ถ้าสกินแคร์ที่ทาเกิดเป็นฟิล์มต่อเนื่องและติดอยู่บนผิวได้นาน ความสามารถในการเป็นเกราะป้องกันก็จะอยู่ได้นาน แต่ถ้าสกินแคร์ที่ทาแล้วไม่เป็นฟิล์มหรือเป็นฟิล์มบางมากและขาดเป็นช่วง ๆ ความสามารถในการเป็นเกราะป้องกันก็จะน้อย สกินแคร์ไม่เพียงสามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว แต่ส่วนประกอบข้างในบางชนิดก็อาจมีผลที่ดีต่อผิวด้วย สารหลายชนิดมีผลในการป้องกันหรือบรรเทาผลด้านลบของ PM 2. 5 เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารให้ความชุ่มชื้น สารที่เสริมสร้างความแข็งแรงสมบูรณ์ของผิว สารช่วยลดการอักเสบ สารป้องกันความหมองคล้ำ ฯลฯ Skin in a polluted environment อย่างไรก็ตาม การเลือกสกินแคร์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ผิวเสียหายเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีคุณสมบัติชำระล้างมากเกินไปโดยเฉพาะสบู่สามารถขจัดน้ำมันที่ผิวซึ่งจะทำให้ผิวแห้งและส่งผลให้ระคายเคืองได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่แห้งในหน้าหนาวและมี PM 2. 5 ปริมาณมาก ผิวอาจเสียหายมากกว่าปกติและเกิดอาการอักเสบและคันได้ และยังทำให้ PM 2. 5 ซึมเข้าผิวได้มากขึ้นเนื่องจากเกราะป้องกันผิวโดยธรรมชาติเสียหาย สารในสกินแคร์ที่ทำให้แพ้ได้บ่อย เช่น น้ำหอม สารกันบูด สารกันแดด ก็ควรตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง เพราะปฏิกิริยาที่ผิวหลังจากสัมผัสสารเหล่านี้ก็จะทำให้ผิวเสียหายและส่งผลให้ PM 2. 5 ซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้นเช่นกัน การป้องกันปัญหาผิวจาก PM 2. 5 ต้องอาศัยการดูแลผิวแบบองค์รวม ทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถเป็นเกราะป้องกัน ผลิตภัณฑ์ที่มีสารบำรุงและซ่อมแซมผิวที่เหมาะสม และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน รวมถึงการหลีกเลี่ยงสารที่อาจส่งผลเสียต่อผิว หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม การเผชิญกับมลภาวะจะส่งผลกระทบต่อผิวได้น้อยลงและช่วยคงสุขภาพที่ดีของผิวได้ในระยะยาว ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง 10 กรัม - ผลิตภัณฑ์เนื้อบาล์ม ผสานสารสกัดธรรมชาติ ใช้เมื่อแมลงกัดต่อย การระคายเคือง ความร้อน มลพิษ และผดผื่น รู้สึกดีได้ทันทีในสัมผัสแรกที่ใช้ ดูสินค้า --- ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2. 5 คือมลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศซี่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2. 5 ไมครอน โดย PM ย่อมาจาก Particulate Matter เนื่องจาก PM 2. 5 มีขนาดเล็กมาก ทำให้ลอยอยู่ในอากาศได้นาน Size comparisons for PM particles มลพิษ PM 2. 5 ประกอบด้วยสารหลายชนิด รวมถึงฝุ่น สิ่งสกปรก เขม่า ควัน หยดของเหลว สปอร์ของพืช เกสรดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ PM 2. 5 ยังอาจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ เช่น sulfur dioxide, nitrogen oxides, ammonia, black carbon, mineral dust, volatile organic compounds PM 2. 5 มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ และทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้การทำงานของปอดแย่ลง จนอาจก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละอองมีผลต่อผิวหนังได้หลากหลาย PM 2. 5 สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์ ในงานวิจัยหนึ่งในประเทศเกาหลีทำการทดสอบกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีในสภาวะที่มี PM 2. 5 ระดับสูง 10. 16 g/m2/h เทียบกับ PM 2. 5 ระดับต่ำกว่าคือ 5. 99 g/m2/h สรุปได้ว่าในสภาวะที่มี PM 2. 5 สูงกว่าทำให้ผิวสูญเสียน้ำมากกว่า ผิวแห้งกว่า ผิวคล้ำขึ้น มีจุดดำเห็นชัดขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเกิดการระคายเคืองและอาการแพ้ที่ผิว เช่น atopic dermatitis มากขึ้น รวมถึงโอกาสที่ผิวจะอักเสบและเสื่อมชรา (skin aging) มากขึ้นด้วย Skin in a polluted environment งานวิจัยหนึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์สรุปว่า PM 2. 5 เพียง 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนังได้ โดยทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติทั้งในด้านกลไกป้องกันผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมและการซ่อมแซมผิวหนัง PM 2. 5 ทำลายโปรตีที่ผิวหนังที่ชื่อ Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันผิวหนังและมีผลต่อการอักเสบที่ผิวหนัง การอักเสบและการเกิดผื่นคันที่ผิวหนังยังอาจเกิดจากการจับ PM 2. 5 กับสารเคมีและโลหะต่าง ๆ แล้วนำพาเข้าสู่ผิวหนังและทำร้ายเซลล์ผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่มีโรคผิวหนังอยู่เดิม เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน สิว ผมร่วง ถ้าผิวสัมผัสกับ PM 2. 5 ในปริมาณสูง จะทำให้เกิดการระคายเคือง ผื่นกำเริบขึ้น และคันมากขึ้น การสัมผัสกับ PM 2. 5 ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ผิวเสื่อมชราได้เร็วขึ้น เนื่องจาก PM 2. 5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลเสียต่อเซลล์ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวเสื่อมชรา มีริ้วรอยและจุดด่างดำ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง 10 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อบาล์ม ผสานสารสกัดธรรมชาติ ใช้เมื่อแมลงกัดต่อย การระคายเคือง ความร้อน มลพิษ และผดผื่น รู้สึกดีได้ทันทีในสัมผัสแรกที่ใช้ ดูสินค้า --- คุณสมบัติสมุนไพร 6 ชนิด ช่วยขจัดเชื้อรา และอาการคันหนังศีรษะ สมุนไพรทั้ง 6 ชนิด ประกอบด้วย 1. มะนาว เนื่องจากในน้ำมะนาวมีกรดที่จะช่วยกำจัดเชื้อราบนหนังศีรษะและช่วยลดปัญหาผมมันลงได้ เพียงผสมน้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะกับน้ำสะอาด 1 ถัง คนให้เข้ากันแล้วนำมาใช้ล้างผมและหนังศีรษะ ให้ทำเป็นประจำด้วยสูตรนี้ก็จะช่วยกำจัดเชื้อราบนหนังศีรษะให้หมดไป ทั้งยังทำให้ความมันลดลงและทำให้เส้นผมเงางามขึ้นได้อีกด้วย 2. ทองพันชั่ง ให้นำรากหรือใบของทองพันชั่งมาโขลกจนละเอียด จากนั้นนำมาหมักผมทิ้งไว้ 1 คืน ตื่นมาล้างออก ให้ทำทุกวันประมาณ 1 เดือนก็จะเห็นผล 3. มะกรูด ให้นำผลมะกรูดมาย่างจนเกรียม จากนั้นผ่าครึ่งแล้วแกะเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปบดให้ละเอียด เติมน้ำแล้วกรองเอาแต่น้ำมาใช้สำหรับสระผม หากพบว่าแพ้ควรหยุดใช้สูตรนี้ 4. มะคำดีควาย ให้นำลูกมะคำดีควายมาทุบจนแตก จากนั้นเอาไปต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาหมักผมวันละ 2 เช้า-เย็น หรือให้นำมาใช้สระผม 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 5. ว่านหางจระเข้ เพราะว่านหางจระเข้มีเนื้อวุ้นภายในที่มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี โดยนำว่านหางจระเข้ใบแก่จัดมาปอกเปลือกออก แล้วนำเนื้อวุ้นมาปั่นจนละเอียด จากนั้นนำมาใช้สระผม ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วจึงล้างผมออกให้สะอาด 6. มะละกอดิบ มะละกอดิบไม่เพียงแค่เป็นวัตถุดิบในการนำมาประกอบเมนูอาหารแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีคุณสมบัติช่วยรักษาปัญหาเชื้อราบนหนังศีรษะได้อีกด้วย เพียงฝานเนื้อมะละกอดิบให้เป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาวางบนหนังศีรษะในบริเวณที่เกิดปัญหา หรือนำเอาเมล็ดของมันไปบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำให้กลายเป็นเนื้อครีมแทนก็ได้ จากนั้นเอามาใช้หมักผม โดยหมักผมจนแห้งแล้วจึงสระผมตามปกติ ให้ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 2 เดือน คุณจะพบว่าอาการคันหนังศีรษะลดลง อีกทั้งเชื้อราบนหนังศีรษะก็หมดไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่หากทำแล้วรู้สึกแพ้ก็ควรหยุดใช้สูตรนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Scalp Care อิซี่ สเก๊าพ์ แคร์ 20 มล. - ลดอาการคันศีรษะที่เกิดจากรังแค ใช้ดูแลหนังศีรษะ และบริเวณที่มีอาการเป็นประจำในทุกวัน ดูสินค้า --- TOP 5 TEEN SKIN PROBLEM ปัญหาผิววัยทีน วัยรุ่นในที่นี้คุณหมอขอระบุอายุคือตั้งแต่ อายุ 13-19 ปี (Teenage) ปัญหาผิวของวัยรุ่นในช่วงนี้มักเกิดขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในบทความนี้คุณหมอของยก 5 อันดับปัญหาวัยรุ่นที่คิดว่าทุกท่านผู้อ่านต้องประสบปัญหาเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่านี้ ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น หรือน้องๆ ที่อยู่ในช่วงอายุนี้ คุณหมอจะขออธิบายปัญหาและการดูแล รักษาเพื่อให้ผิวของวัยทีน สดใส ไร้ปัญหามากวนใจค่ะ มาเริ่มที่อันดับ 1 กันเลยนะคะ... 1. สิว (Acne) ช่วงวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทำให้ร่างกายหลายระบบมีการเจริญเติบโต ซึ่งรวมถึงต่อมไขมันที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูเปิดของรูขุมขน จนก่อให้เกิดสิวอุดตัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานเข้า แบคทีเรียในรูขุมขน (P. acne) จะเจริญเติบโตขึ้น และย่อยสลายสิวอุดตัน เกิดเป็นกรดไขมันที่ระคายเคืองต่อผิวหนัง กลายเป็นสิวอักเสบ ในวัยรุ่นชายฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเป็นสาเหตุให้เกิดการสร้างไขมันวัยรุ่นหญิงช่วงระหว่างรอบเดือนหลังการตกไข่ ฮอร์โมน (Luteinizing hormone) พุ่งสูงขึ้นทำให้เกิดการกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากจึงเกิดสิวระหว่างรอบเดือนได้ การดูแลสิว 3 ขั้นตอน ง่ายๆ 1. ละลายหัวสิวและเร่งการผลัดเซลล์ผิว ผลิตภัณฑ์ที่สามารถหยุดการเกิดสิวอุดตันได้แก่ กลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoids) เช่น N-UVA , Roaccutane ซึ่งช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันด้วย , กลุ่มกรดผลไม้ AHA,BHA ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว และลดรอยดำจากสิว มีอยู่ใน Acne treament นอกจากนี้อาจใช้เครื่องมือกดสิวหรือการใช้เลเซอร์ CO2 เปิดหัวสิวก็เป็นการเร่งการรักษาได้เช่นกัน 2. ทำลายเชื้อ P. Acne ด้วยยากลุ่ม CM lotion , BP, Panbex ยารับประทานประเภทยาปฏิชีวนะ การใช้แสงความเข้มสูง และ Acne Treatment 3. ลดการอักเสบ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Hydra medic มีสาร Salicylic , Cucumber extract , Greem tea , Licorice , Panderma ก็สามารถลดการอักเสบได้และควรใช้สารทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยนกับผิว ไม่ระคายรูขุมขนควบคู่กันไปแต่ถ้าไม่ได้เจอคุณหมอแต่ต้องรีบไปออกงานโรงเรียนเย็นนี้ก็มีวิธีที่พอจะช่วยให้สิวอักเสบยุบลงได้เองที่บ้านโดยใช้ผ้าเช็นหน้าน่มๆ ชุบน้ำร้อนประคบบริเวณหัวสิวอักเสบทิ้งไว้จนหายร้อน ทำ 2-3 ครั้งต่อวัน ทำร่วมกับทายาแก้สิว เช่น P-spot ด้วย จะช่วยให้สิวแห้งเร็ว ไม่ควรใช้ Concealer ปกปิดสิวเพราะจะยิ่งทำให้สิวอุดตันแย่ลง ทางที่ดีควรใช้ตัวปกปิดแบบน้ำมีฤทธิ์ลอกผิวอ่อนๆ เช่น Hudramedic spot correction แต้มทิ้งไว้ทั้งคืน เคล็ดลับการใช้ยารักษาสิวนานๆ ไปอาจจะทำให้ได้ผลไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่ใช้ ควรใช้ยาทีละ 2 ชนิดสลับกันภายในประมาณ 2-3 เดือน เพื่อช่วยให้ไม่ดื้อยา 2. หน้ามัน (Seborrhea) ปัญหาของคนหน้ามัน เช่น หลังล้างหน้าไม่เกิน 2-3 ชม. หน้าก็มัน แต่งหน้าแล้วรองพื้นติดเป็นคราบ ทาครีมกันแดดก็ยิ่งมันทั้งเวลาดูรูปถ่ายในกล้อง คนหน้ามันจะดูหมองกว่าเพื่อน่ที่มีผิวหน้าธรรมดาและยังทำให้คนหน้ามันง่ายขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม หน้ามันมักพบบริเวณ T-Zone คือ หน้าผาก จมูก คาง เหตุที่หน้าเป็นบริเวณที่มีความมันมากกว่าที่บริเวณอื่นเช่น แขน ขานั้นเนื่องจากจำนวนต่อมไขมันบริเวณใบหน้ามีจำนวนมากว่า (ประมาณ 400-900 ต่อมต่อพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร ในขณะที่บริเวณอื่นมีประมาณ 100 ต่อมต่อพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร) จริงๆ แล้วการที่ผิวหน้าคนเราต้องมีการสร้างน้ำมัน (Sebum secretion) ก็เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้น้ำในผิวหนังระเหยมากไปจนผิวแห้งและน้ำมันยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนังได้ แต่ถ้าน้ำมันถูกสร้างออกมามากไป เช่นในช่วงวัยทีนที่ต่อมไขมันขยันทำงานมากไป หรือในโรงทางระบบประสาทบางอย่าง เช่น Parkinson หรือในเพศชายที่มักพบภาวะผิวมันได้มากกว่าเพศหญิง หรือความเครียดก็สามารถกระตุ้นให้หน้ามันได้ ที่สำคัญบางส่วนของคนที่มีปัญหาสิวมีสาเหตุจากหน้ามัน การล้างหน้าด้วยสบู่บ่อยๆ เกินวันละ 2 ครั้งไม่ใช่ทางออกที่ดีเพราะความรู้สึกหลังล้างว่าหน้าแห้งตึงนั้น หมายถึงสบู่ล้างหน้านั้นทำลายสมดุลของความชุ่มชื้นของผิวหน้า ยิ่งอาจส่งผลเสียเสียตามมา เช่น หน้ายิ่งมันกว่าเดิมเพราะต่อมไขมันยิ่งพยายามสร้างน้ำมันมาเคลือบผิวหน้าใหม่หรือก่อให้เกิดความระคายเคืองกับผิวจนกลายเป็นผื่นแพ้ได้ วิธีที่พอจะช่วยบรรเทาอาการหน้ามัน นอกจากจะใช้กระดาษซับมันแล้ว ปัจจุบันมีสาร Anti-shinecontrol มีในผลิตภัณฑ์ Shine control Pandermacare ที่มีส่วนประกอบของมะเฟือง (Starfruit extract) , Alcohol denat , Micronixed zinc,TiO2 ที่ช่วยดูดซับความมันและสามารถทาซ้ำหลังแต่งหน้าหรือทากันแดดได้ระหว่างวันที่รู้สึกว่าหน้ามัน ควรใช้ Tinted moisturizer with sillicone แทนพวก Foundation (ครีมรองพื้น) ที่มักไหลเยิ้มในหน้าร้อนและอุดตันในรูขุมขน นอกจากนี้การทำเลเซอร์กลุ่ม Non-ablative เช่น Nd:YAG ,IPL ก็มีส่วนช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันได้เช่นกัน การรับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง เช่น แครอท แคนตาลูป ผักขม ลดการรับประทานแอลกฮอลล์และอาหารที่เผ็ดจัดอาจมีส่วนช่วยได้เช่นกัน 3. เหงื่อเยอะ เหงื่อออกเยอะบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใต้วงแขน ศีรษะ ตัว ทั้งเวลาร้อนและเวลาเครียดโดยเฉพาะใต้วงแขน วิธีแก้ง่ายๆ คือ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียมคลอไรด์ ซึ่งมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ระงับเหงื่อทั่วไป โดยจะไปอุดท่อต่อมเหงื่อ ถ้ายังไม่ได้ผลอีกอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาลดเหงื่อ หรือฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดการหลั่งของสื่อประสาท (acetylcholine) ที่มีความเกี่ยวข้องกับการหลี่งเหงื่อ การใส่เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อง่าย เช่น ผ้าฝ้าย ใช้แผ่นรองในรองเท้า และเปลี่ยนรองเท้าที่ใส่บ้างเพื่อให้ระบายเหงื่อออกไป หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน หรือเครื่องดื่มร้อนๆ... --- เป็นกันไหม? ผื่นคัน ที่มักเกิดในหน้าหนาว เมื่อเข้าหน้าหนาว หลายๆ คนมักประสบปัญหาผิวแห้ง แตก จนเกิดอาการคัน ซึ่งอาการดังกล่าว เรียกว่า ผื่นในฤดูหนาว ไม่ใช่ ผื่น ที่อันตราย แต่ต้องดูแลและบำรุงมากกว่าฤดูอื่นๆ อาการของผื่นที่มักพบ มีอาการคัน ผิวหนังแห้งจะเป็นสะเก็ด เกิดเป็นแผลพุพอง ผิวมีอาการบวมแดงและเกิดการอักเสบ เป็นผื่นและเป็นรอยแดงรอบๆผื่น หากพบอาการดังข้างต้น ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง และนอกจากนั้นยังต้องดูแลผิวเป็นพิเศษด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. ไม่อาบน้ำอุ่นจัด เพราะความร้อนจะไปทำลายไขมันที่เคลือบปกป้องผิวด้านนอก ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น จึงควรอาบน้ำที่อุณหภูมิปกติ และหลีกเลี่ยงการขัดถูแรงๆ 2. ใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำให้เหมาะสมกับสภาพผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ อยู่ในระดับ pH 5. 5เพราะจะช่วยกระตุ้นการสร้างสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural moisturizing factor) สร้างฟิล์มคุ้มครองผิวตามธรรมชาติ (Hydro-lipid film) จะช่วยปกป้องผิวหนังจากมลภาวะภายนอก และไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น 3. บำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารต่อไปนี้ เช่น กลีเซอรีน (Glycerine) ซอบิทอล (Sorbitol) เซรามายด์ (Ceramide) ลาโนลิน (Lanolin) เชียบัตเตอร์ (Shea butter) ปิโตรลาทัม (Petrolatum) น้ำมันมะกอก (Olive oil) และโจโจ้บาออยล์ (Jojoba oil) เป็นต้น โดยควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลังอาบน้ำทันที และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ กรดเรตินอยด์ และแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ 4. ทาผลิตภัณฑ์กันแดด แม้ในหน้าหนาวแสงแดดจะไม่ร้อนเท่าฤดูอื่น แต่การแผ่รังสี UVก็ยังมีมากอยู่ จึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา10. 00 – 16. 00 น. และทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสีอัลตราไวโอเลตเอ และบี ในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ก่อนออกแดดประมาณ 30 นาทีขึ้นไป 5. ใส่เสื้อผ้าที่นุ่ม เพื่อลดการระคายเคืองต่อผิว ควรเลือกเสื้อผ้าที่ไม่แข็งกระด้าง และควรหลีกเลี่ยงผ้าที่มีส่วนผสมของใยสังเคราะห์ 6. ดื่มน้ำเยอะๆ หน้าหนาว ผิวจะสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าฤดูอื่นๆ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือดื่มมากขึ้น จะยิ่งเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดีขึ้น หากดูแลตัวเองตามคำแนะนำแล้ว อาการผื่นคันจากผิวแห้งมาก หรือผื่นโรคผิวหนังเดิมเห่อมากขึ้น ให้กลับไปปรึกษาแพทย์อีกครั้ง เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม - ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยน สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเสตียรอยด์ พร้อมฟื้นฟูผิวบอบบาง ให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ดูสินค้า --- 8 วิธีการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เคล็ดลับเสริมภูมิคุ้มกันผู้สูงอายุ เพื่อชีวิตที่สดใส เพื่อให้ร่างกายคงความแข็งแรงและความต้านทานต่อสิ่งคุกคามต่าง ๆไว้ได้ ถึงแม้อายุจะมากขึ้น 1. โภชนาการที่ครบถ้วนและหลากหลาย อาหารที่มีประโยชน์และสมดุลเป็นรากฐานสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง วิตามินและสารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ วิตามินซี ดี อี และ สังกะสี เป็นต้น 2. การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ การดื่มน้ำสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย 3. การออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยเพิ่มการไหลเวียน และกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยการออกกำลังกายที่ดีควรเป็นไปอย่างสม่ำเสมอดังเช่นกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ 4. การนอนหลับที่มีคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ระหว่างการนอนหลับ ร่างกายของเราจะซ่อมแซม สร้างใหม่ และฟื้นฟูระบบ ดังนั้น Gen ยัง Active จึงควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงในแต่ละคืน สร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ผ่อนคลาย และดูแลให้สภาพแวดล้อมการนอนมีความสบายและเอื้อต่อการพักผ่อน 5. ป้องกันและควบคุมความเครียด ความเครียดเรื้อรังสามารถกดระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรทำกิจกรรมเพื่อลดความเครียด เช่น การทำสมาธิ หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ฝึกฝนงานอดิเรก และการทำอารมณ์ให้แจ่มใส อยู่ใกล้กับผู้คนที่คิดบวก ให้กำลังใจ และมีอารมณ์ขัน จะมีส่วนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอย่างที่นึกไม่ถึง 6. การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้ ดังนั้น Gen ยัง Active จึงควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อปกป้องสุขภาพภูมิคุ้มกันและสุขภาวะโดยรวม 7. ลำไส้ที่แข็งแรงเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย ซึ่งมีหลายล้านล้านตัวที่สนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกัน การบำรุงลำไส้ ให้รวมอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกส์ และพรีไบโอติกส์ ช่วยรักษาสมดุลของแบคทีเรียที่มีประโยชน์เหล่านี้ได้ 8. การฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัย รวมถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และการฉีดวัคซีนมีความสำคัญในการป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากโรคติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ป้องกันได้ ชีวิตประจำวันแต่ละวันของเรา ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่ช่วยปกป้องร่างกายอยู่ทุกย่างก้าว การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันง่าย ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว จะเป็นหลักประกันให้มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เนเจอร์ บาลานซ์ Zinc 90 แคปซูล - Zinc ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน Zinc ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหลายชนิด โดยยับยั้งการเพิ่มจำนวนในของไวรัส สามารถยับยั้ง SARS-CoV ดูสินค้า --- กรมการแพทย์ห่วงใยพี่น้องผู้ประสบภัยแนะป้องกัน “โรคที่มากับน้ำท่วม” กรมการแพทย์เตือนภัยโรคที่มากับน้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ตาแดง ผิวหนังจากแมลงสัตว์มีพิษกัดต่อย โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และน้ำกัดเท้า แนะประชาชนดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรค นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่กำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วมส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคมีสิ่งปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะนำเชื้อโรคของเสียต่างๆ รวมทั้งสารเคมีที่อาจพบปะปนมา นอกจากนี้ จากสภาพน้ำที่ท่วมขัง ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ รวมทั้งพาหะนำโรคต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่พบบ่อย ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) โรคตาแดง เป็นโรคที่มีเยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและติดต่อง่าย โดยจะแพร่กระจายเชื้อสู่บุคคลรอบข้างได้ด้วยการสัมผัส ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เคืองตา อาจมีต่อมน้ำเหลืองที่กกหูโตและกดเจ็บ มีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมี สิ่งสกปรก หรือติดเชื้อที่ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลงสัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณผิวหนังที่เปื่อยนี้ เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์แนะนำผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า แต่ละบ้านควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภค ถ้าหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนใช้อย่างน้อย 10 นาที ถ้าอาศัยอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งสารเคมี พึงระลึกเสมอว่าแหล่งน้ำดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งความร้อนไม่สามารถทำให้น้ำเหล่านี้สะอาดพอสำหรับการบริโภคได้ จึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร สำหรับการป้องกันโรคตาแดง หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ เพราะมือที่มีเชื้อโรคจะแพร่กระจายเชื้อได้เป็นอย่างดี ไม่ขยี้ตาหรือเช็ดตาแรงๆ และไม่ควรซื้อยามาหยอดตาเองหรือใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ควรหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบู๊ท เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่มตำ และรีบทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้ง หากมีบาดแผลหรือผื่นที่ผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก ควรพบแพทย์ ทายา หรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ เพื่อป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย ควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด นอนในมุ้ง และพึงระวังอยู่เสมอว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษอาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ในที่สูงเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบบริเวณบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ ผู้ปกครอง ควรดูแลบุตรหลานที่ยังเล็ก เพราะเด็กๆ จะสนุกกับการเล่นน้ำและไม่ใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาดและอันตรายที่แฝงมากับน้ำท่วม ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยความระมัดระวัง กรณีเกิดไฟฟ้ารั่วตอนน้ำท่วมฉับพลัน ให้รีบสับสวิตช์ลงเพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้ารั่ว ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไฟฟ้าช็อตทำให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ขอบคุณที่มา กรมการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม - ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยน สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเสตียรอยด์ พร้อมฟื้นฟูผิวบอบบาง ให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ดูสินค้า --- ฤดูหนาวไวรัสเติบโต ระวังป่วยโรคผิวหนัง ช่วงนี้ประเทศไทยอากาศแปรปรวน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน บางพื้นที่ยังมีฝนตกให้ชุ่มฉ่ำ สภาพอากาศเช่นนี้อาจทำให้เด็กเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เจ็บป่วยได้ง่าย และเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี แนะทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลี่ยงอาบน้ำอุ่นจัด ทาครีมบำรุงผิวที่ผสมมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิวกาย นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์และอวัยวะย่อยๆ ซึ่งไม่ใช่มีหน้าที่เพียงให้ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อร่างกาย ช่วยป้องกันร่างกายจากสิ่งแวดล้อม เช่น รับความรู้สึก ควบคุมอุณหภูมิ ป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกาย ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีมักพบผู้ป่วยโรคผิวหนังจำนวนมาก ทั้งโรคผิวหนังเรื้อรังจำพวกสะเก็ดเงินและโรคผิวหนังที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส เช่น งูสวัด เริม สาเหตุหนึ่งเกิดจากช่วงฤดูหนาวเชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาผิวแห้งเนื่องจากอากาศแห้ง ลมแรง การดูแลรักษาผิวหนังในช่วงฤดูหนาว คือ ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดหรือนานเกินควร เพื่อรักษาสมดุลของน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวไว้ให้มากที่สุดเพราะในน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมีสารเพิ่มความชุมชื่นที่สร้างขึ้นเฉพาะตัว มีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นมิตรกับผิวช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในชั้นผิวหนัง หากชำระล้างมากเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งควรใช้ครีมอาบน้ำที่ส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ และทาครีมบำรุงผิวผิวเพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหนังหลังอาบน้ำ 3 – 5 นาที หลีกเลี่ยงการใช้ครีมผลัดเซลล์ผิวหรือครีมทาผิวขาวที่ผสมกรดวิตามินเอ เพราะอาจทำให้ผิวลอกแห้งและเกิดผื่นคันมากขึ้น สำหรับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุในช่วงที่มีอากาศเย็นจัดสามารถเช็ดตัวหรือชำระล้างข้อพับต่างๆ หรือจุดซ่อนเร้นแทนการอาบน้ำได้ นอกจากนี้ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้มีสุขภาพผิวและสุขภาพกายที่ดี ขอบคุณที่มา เว็บไซต์ สสส. ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม - ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยน สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเสตียรอยด์ พร้อมฟื้นฟูผิวบอบบาง ให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ดูสินค้า --- เตือน 7 โรคผิวหนัง ที่ต้องระวังในช่วง "หน้าหนาว" ฝนกำลังไป หนาวกำลังมา ได้เวลาปรับกลยุทธ์ดูแลสุขภาพกันแล้ว แน่นอนว่ายิ่งอากาศหนาว เรายิ่งต้องรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นตลอด รวมไปถึงผิวหนังของเราด้วย ที่อาจขาดความชุ่มชื้นและสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ทำให้เกิดการแห้งตึง ระคายเคือง เป็นขุยแดงได้ วันนี้อยากขอแนะนำให้รู้จักกับ 7 โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าหนาวกัน 1. โรคสุกใส หรือ อีสุกอีใส มักเกิดในเด็กเล็ก แต่ในผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดได้และอาจรุนแรงกว่า 2. โรคงูสวัด อาการจะปรากฎขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ มีตุ่มน้ำด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย 3. โรคหัดเยอรมัน มักปวดเมื่อยตามตัว และมีผื่นขึ้นที่หน้า คอ ลำตัว คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด 4. โรคหัด มักเกิดในเด็กเล็ก มีอาการไข้สูง ไอ ตาแดง คล้ายหวัด แต่มีผื่นแดงขนาดเล็กขึ้นตามตัว สามารถติดต่อได้ทางระบบทางเดินหายใจ ทั้งนี้สามารถพาลูกไปฉีดรับวัคซีนป้องกันตามเกณฑ์ได้เช่นกัน 5. โรคเริม มักมีตุ่มน้ำขนาดเล็ก มีขอบแดง หากเคยเป็นแล้วมักจะมีโอกาสเป็นซ้ำในตำแหน่งเดิม โดยอาจถูกกระตุ้นจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ 6. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ลักษณะเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมากตามข้อพับแขน ขา 7. โรคผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน มักเป็นผื่นแดง สะเก็ดเป็นมัน มีขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้า หูและหนังศีรษะ อาจการเกิดขึ้นเพราะผิวแห้งจากอากาศหนาว เมื่อรู้จักโรคต่างๆ ที่มากับหน้าหนาวแบบนี้ ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี และคอยดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก หรือ ผู้สูงอายุในบ้าน ซึ่งหากคุณมีอาการคัน หรือผิดปกติบริเวณผิวหนัง แต่ไม่แน่ใจว่าเกิดอาการเหล่านี้หรือไม่ ให้รีบมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง EAZI Astrinz Gel อิซี่ แอสทรีน เจล 10 กรัม - สมานผิวด้วยสารสกัดที่อ่อนโยน เริม งูสวัด แผลเบาหวาน แผลน้ำร้อนลวก ผสานสารสกัดจากธรรมชาติปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนขณะทา ดูสินค้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่เคยมีปัญหา หรือญาติมีปัญหา เช่น ภูมิแพ้, รังแค, เริม, แผลหายช้า, สะเก็ดเงิน, คันง่าย, คันนาน, คันลมพิษตามรอยกด, ผิวอักเสบง่าย ให้หยุดคัน และเสริมความงามของผิวบนใบหน้า --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- “หยุดคัน” คือ การกำจัดที่มาของความคัน ส่วน “คันหยุด” คือ การทำให้คันหยุดลงระหว่างที่ยังกำจัดความคันให้หมดไป ส่วนของหนังกำพร้าที่ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว เมื่อมีสภาพสมบูรณ์ ผิวดูมีประกาย (Radiant) ผิวจะเรียบ หรือ ผิวดูมีความสว่างใส (Glow) มีนํ้ามีนวล จะเรียกว่า “เกราะป้องกันความงาม” คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนัง American Board of Dermatology (ABD)สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหา เช่น สะเก็ดเงิน, เริม ตุ่มพอง, มีรังแค คันศีรษะ มีเม็ดนูน, ผิวแห้งเป็นขุย, ปัญหาผิวทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ผ้าอ้อมกัด หรือเป็นผด, ปัญหาแพ้ยุง แมลงกัดต่อย, คันอะไร อยากหยุดคันทันที --- 5 วิธีสร้าง ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) ในเวลา 3 เดือน ผิวสวย เปล่งปลั่ง ออร่าจับ เป็นความปรารถนาของหลายๆ คนโดยเฉพาะบรรดาสาวๆ ซึ่งเรามีคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6 วิธีเพื่อสร้างผิวเปล่งปลั่งภายในเวลา 3 เดือน 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เผยผิวสวยเปล่งปลั่ง น้ำ เปรียบเสมือนโอสถชั้นยอดที่มอบความชุ่มชื้นให้กับทุกอวัยวะในร่างกาย รวมไปถึงผิวของเรา การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวเต่งตึง เปล่งปลั่ง และดูมีชีวิตชีวา เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อผิวสวย คือดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน จิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างวัน พกขวดน้ำติดตัวไปด้วยทุกที่ เลือกดื่มน้ำมากกว่าเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา หรือแอลกอฮอล์ 2. แน่ใจว่าคุณนอนหลับเพียงพอ การพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเป็นวิธีการรักษาริ้วรอยแห่งวัยที่คุ้มค่าที่สุดในการมีผิวที่เปล่งประกาย การผลิตคอลลาเจนจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณนอนหลับ ลดรอยคล้ำใต้ตา และทำให้ผิวรู้สึกนุ่มนวล 3. ทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อาหารที่ดีต่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมัน เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก และถั่ว ช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวให้คุณดูดีและรู้สึกดี สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและสิว อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ ผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า และผักเคล และชาเขียว 4. ทานวิตามินเสริม วิตามินอี ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระและการอักเสบ วิตามินซี ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น และกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว วิตามินเอ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและลดเลือนริ้วรอย วิตามินเหล่านี้ สามารถช่วยให้ผิวของคุณดูดีและรู้สึกดีขึ้น วิตามินอี: พบในถั่ว อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก วิตามินซี: พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว และกีวี ผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี่ และพริกหวาน วิตามินเอ: พบในผักใบเขียว แครอท ไข่แดง และตับ การทานวิตามินเสริม อาจเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มปริมาณวิตามินเหล่านี้ในร่างกายของคุณ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทานวิตามินเสริมใดๆ เพื่อป้องกันผลข้างเคียง 5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ ส่งผลเสียต่อผิวหลายประการ ประการแรก การสูบบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดฝอยบนชั้นผิวหนังหดตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังน้อยลง เลือดไหลเวียนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจน เมื่อขาดคอลลาเจน ผิวของคุณจะดูหมองคล้ำและซีด Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- วิธีแก้หน้าหมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใส (Radiant Skin) ปัญหากวนใจที่แก้ไม่ยาก! หน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ทำยังไงดี? ปัญหาผิวหน้าหมอง ผิวหน้าไม่สดใส หน้าคล้ำ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย สามารถเกิดได้ง่ายเพียงแค่รอบตัวเรา รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ในบทความนี้ จะพาไปหาสาเหตุต้นตอ ตัวการที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำบริเวณใบหน้า รวมไปถึงบอกวิธีการรักษา วิธีแก้ปัญหา และวิธีการป้องกันปัญหาหน้าหมองที่กวนใจ แก้ได้ไม่ยาก หน้าหมองคล้ำคืออะไร? หน้าหมองคล้ำ คือ ผิวหน้าที่หมองคล้ำขาดความกระจ่างใส ไม่ชุ่มชื้น สังเกตได้จากสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ, ดูหมอง, ไม่สดใส, ผิวแห้งกร้าน รวมถึงผิวไม่เรียบเนียน ผิวหน้าหมองคล้ำ เป็นบ่อเกิดของปัญหาผิวหน้าต่าง ๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะปัญหาสิว ปัญหาผิวแห้ง หรือปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า ดังนั้น จะพามาหาสาเหตุ และวิธีดูแลรักษาผิวให้กลับมาสดใส สุขภาพดีอีกครั้ง สรุปปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวหมองคล้ำ คือ ผิวหน้าที่ขาดความกระจ่างใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ ทั้งยังแห้งกร้านไม่ชุ่มชื้น จนอาจเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมาได้ ทั้งปัญหาสิว ผิวแห้ง และริ้วรอยบนใบหน้า ผิวหมองคล้ำมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต, สภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยมลภาวะ, การพักผ่อนไม่เพียงพอ และอายุ เป็นต้น วิธีดูแลผิวหมองคล้ำให้กลับมาสดใส ทำได้โดยการทำความสะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า, ผลัดเซลล์ผิว, รับประทานอาหารที่มีวิตามินและดื่มน้ำมาก ๆ, ทำหัตถการด้านความงาม รวมถึงปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง การป้องกันผิวหมองคล้ำสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ ทาครีมกันแดด, หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมนาน ๆ, งดบุหรี่, พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย 8 วิธีดูแลผิวหน้าหมองคล้ำให้กลับมาสดใส! 1. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการ ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว เพื่อรักษาระบบภายในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อผิว เพราะน้ำมีส่วนช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายปรับสมดุลได้ดี และยังมีส่วนช่วยเติมเต็มน้ำในผิวได้ด้วย ทำให้ผิวดูเด้ง ชุ่มชื้น กระจ่างใส 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในระหว่างที่เรานอนหลับช่วงระหว่าง 22. 00 – 02. 00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Melatonin ที่สร้างโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนี้ยังช่วยผลิตคอลลาเจน กล้ามเนื้อและมวลกระดูก ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรนอนหลับให้สนิทในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยให้ผิวหน้าได้ซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผิวหน้าดูไบร์ทสดใส 3. สกินแคร์เพื่อผิวใส เปล่งประกาย การให้ความสำคัญในขั้นตอนการบำรุงและการเลือกใช้ครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวของเราแข็งแรงสุขภาพดี ผิวกระจ่างใส ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำและช่วยให้เราดูอ่อนวัยอยู่เสมอ 4. การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน การล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำสะอาด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนและปลอดภัย เพราะการล้างหน้าจะช่วยลดสิ่งสกปรกอุดตันในรูขุมขน และช่วยลดความมันบนผิวหน้า และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย 5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผัก ผลไม้ ที่เป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญสำหรับผิวหน้า หรืออาหารที่มีโปรตีนที่ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อผิวหนังและคอลลาเจน รวมถึงการบริโภคอาหารที่มีไขมันที่ดีเช่น ปลา หรือ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น 6. การฉีดเมโสเทอราปี (Mesotherapy) การฉีดเมโสเทอราปีหรือเรียกอีกอย่างว่าการฉีดเมโสหน้าใส เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้เข็มเล็กๆ เจาะเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อฉีดวิตามิน กรดไฮยาลูโรนิค สารบำรุงผิวอื่น ๆ หรือสารสกัดจากพืชต่างๆ จุดประสงค์หลักของเมโสเทอราปีคือการบำรุงและดูแลผิวหนังในลักษณะต่างๆ เช่น ลดอาการหน้าหมองคล้ำ เติมความชุ่มชื่นให้ผิว ลดเลือนริ้วรอย หรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง เป็นต้น 7. การลอกหน้าด้วยเลเซอร์ (Laser Resurfacing) การลอกหน้าด้วยเลเซอร์ (Laser Resurfacing) เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้แสงเลเซอร์เพื่อลอกผิวหน้าและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อผิวใหม่ขึ้นมา กระบวนการนี้ทำให้เกิดการย่อตัวของเส้นใยคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงขึ้น ลดริ้วรอย จุดด่างดำ และลดการเกิดหน้าหมองคล้ำ ผิวหน้าจะดูสดใสและมีความเรียบเนียนมากขึ้น 8. มาส์กหน้าหรือพอกหน้า การพอกหรือมาส์กหน้าเป็นวิธีการดูแลผิวหน้าที่มีประโยชน์ และการมาส์กหน้าช่วยให้ผิวหน้าหมองคล้ำ กลับมาดูสดใส ชุ่มชื่น ลดอาการหน้าหมองคล้ำและอ่อนเยาว์มากขึ้น สามารถทำด้วยสูตรธรรมชาติที่ผสมจากวัตถุดิบที่พร้อมใช้งานในครัวเรือนได้ เช่น น้ำผึ้ง แตงกวา มะเขือเทศ หรือโยเกิร์ต ที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวหน้าได้ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มาส์กหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและบำรุงผิวหน้ากระจ่างใสก็ได้เช่นกัน --- วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียนใส ย้อนวัยไป 10 ปี ทำอย่างไรจึงจะดูอ่อนเยาว์ “วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียนใส” ว่ากันว่า ความสวย ยังไม่สำคัญเท่า ความสาว เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสาว ๆ หลายคนจึงเลือกที่จะเข้าคลินิกเสริมความงาม ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี และพักผ่อนเยอะ ๆ เพื่อคงความอ่อนเยาว์ให้แก่ใบหน้าเอาไว้นั่นเอง อย่างไรก็ดีค่ะ การดูแลผิวหน้าให้เนียนใส มีหลากหลายวิธีค่ะ ซึ่งจะมีอะไรบ้าง บทความนี้เราจะมาหาคำตอบกัน 1. ให้ความสำคัญกับการล้างหน้า สาว ๆ ควรจะให้ความสำคัญกับการล้างหน้าอย่างมาก เพราะการล้างหน้าให้สะอาด เสมือนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญของการเตรียมผิวเพื่อไปสู่การบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการล้างหน้าไม่สะอาด ไม่เพียงแต่เป็นการปล่อยให้ผิวหน้ามีสิ่งสกปรกตกค้างจนเกิดสิวเท่านั้น แต่ยังทำให้สกินแคร์ต่าง ๆ ที่ทาลงไปบนผิวหน้า ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน 2. ลดเลือนริ้วรอยด้วยเซรั่ม ริ้วรอยถือเป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนต่างมีอยู่บนผิวหน้า เพียงแต่อาจจะมีมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้สาวเกาหลีก็มีวิธีลดเลือนริ้วรอยด้วยการใช้เซรั่มหน้าใสหรือเซรั่มวิตามินซีเป็นประจำ เนื่องจากเซรั่มมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวหน้าอย่างเข้มข้น ช่วยกระชับรูขุมขน ยกกระชับผิวหน้า ลดรอยดำรอยแดงที่เกิดจากสิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส 3. ป้องกันผิวโดนทำร้ายด้วยครีมกันแดด แน่นอนว่าการป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำร้าย ย่อมมีความสำคัญไม่แพ้การบำรุง นอกจากสาวเกาหลีจะให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึกแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดทุกวันอีกด้วย เพราะแสงแดดคือตัวการทำร้ายผิว ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน และเกิดการเหี่ยวย่นได้ง่าย 4. ออกกำลังกายเป็นประจำ อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยกระตุ้นให้เลือดในร่างกายของเราหมุนเวียนได้ดีมากขึ้น นั่นก็คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะโยคะ แอโรบิค เดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ วันละ 30-40 นาที ยิ่งถ้าทำได้เป็นประจำทุกวันยิ่งทำให้ผิวพรรณของเราดูสุขภาพดี มีเลือดฝาด เพราะสารอาหารและออกซิเจนสามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายแต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ ไม่เชื่อก็ลองถามชาวเฮลธ์ตี้ดูได้เลย 5. ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ รู้หรือไม่ว่ากิจกรรมในชีวิตประจำวันนั้นทำลายผิวของเรามากกว่าที่คิด ทั้งมลพิษสิ่งสกปรกตามอากาศ ทั้งอาหารการกินที่ผิดหลักอนามัย รวมถึงสารเคมีจากเครื่องสำอางบนใบหน้า และสิ่งที่จะเยียวยาได้ดีที่สุดคือการเติมน้ำให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ ฝึกนิสัยจิบน้ำบ่อย ๆ ให้ถึง 1. 5 – 2 ลิตรต่อวัน และอย่าลืมนอนหลับให้ได้มากกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อให้สารธรรมชาติในร่างกายของเรา ช่วยทำงานฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนสึกหรอต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บทสรุป ท้ายที่สุด จากที่ได้กล่าวไว้ค่ะ ว่าการเผชิญกับปัญหาผิวหน้าของสาว ๆ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับกันอยู่เสมอ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็ย่อมมีวิธีการแก้ไขเพื่อให้ผิวหน้าดีขึ้นได้ สำคัญที่สุดสำหรับสาว ๆ คือ การให้ความสำคัญในการดูแลตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก เช่น Night routine, การเลือกใช้เครื่องสำอาง และการล้างหน้าทำความสะอาด เป็นต้น เพื่อให้ผิวหน้าพร้อมเปิดรับการบำรุงจาก Skin care ตัวอื่น ๆ ต่อไปค่ะ --- วิธีดูแลผิวให้เหมาะสมกับช่วงวัย 20-30-40-50 ปี ผิวสวยๆ เป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ต่างถวิลหา ผิวเต่งตึง เนียนละเอียด ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยที่มากวนใจให้อารมณ์ขุ่นมัว ทว่า ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกายก็เปลี่ยนไป คุณสาวๆ อย่าเพิ่งกลุ้มใจไป เพราะ ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก มีคำแนะนำดีๆ สำหรับสาวๆ ทุกคนให้ได้สวยใส ตลอดทุกช่วงวัยมาฝากกัน วัย 20 ปีขึ้นไป (อายุ 20 – 29 ปี) “กรี๊ด สิวขึ้น... ” นักศึกษาและน้องๆจบใหม่ไฟแรง ถึงจะเลยวัยทีนมาแล้ว แต่ผิวก็ยังคงมีการผลิตน้ำมัน (Sebum) อยู่ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือบ้าง เจอฝุ่นควันบ้าง ปัญหาสำคัญสำหรับสาวๆ ในวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “สิว” แม้ว่าผิวเราจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่พอเข้าสู่ช่วงวัยยี่สิบปลายๆ วัยทำงาน ความเครียดอาจถามหา ถ้าเครียดมากริ้วรอยเล็กๆ ก็ถามหาได้ มาดูวิธีดูแลผิวสำหรับช่วงวัยในเลข 2 กันดีกว่า วิธีดูแลผิววัย 20 ปีขึ้นไป จะไปมหาวิทยาลัย หรือไปทำงาน สาวๆ วัยนี้ก็เริ่มแต่งหน้าและใช้เครื่องสำอางกันบ้างแล้ว การทำความสะอาดผิวหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีเนื้อเป็นน้ำมันในการขจัดสิ่งสกปรก สำหรับสาวคนไหนที่เป็นสิวอักเสบบ่อยๆ ควรใช้เจลล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะคะ จะได้สะอาดแบบไร้เชื้อ แถมให้สำหรับการถนอมรักษาผิวพรรณบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวส่วนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า วัย 20 กว่าๆ ก็ต้องดูแลผิวรอบดวงตากันแล้วนะคะ ลองหาครีมทารอบดวงตาแบบที่มีเนื้อซิลิโคนเพื่อเคลือบผิวไว้เป็นเกราะป้องกันริ้วรอยไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ผิวเต่งตึง แม้ว่าผิวในวัย 20 กว่าๆ จะผลิตน้ำมันออกมามาก แต่การทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญ และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน สิ่งที่ผิวเราต้องเจอก็คือรังสียูวี แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้า และจุดด่างดำ วัย 30 ปีขึ้นไป (อายุ 30 – 39 ปี) “อ๊ายยยย ตีนกามาได้ไงเนี่ย... ยอมไม่ได้” ขึ้นเลข 3 แล้ว สาวๆ อาจจะตกใจถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบน่าใจหาย ผิวในช่วงวัยนี้จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวช้าลง จึงต้องมีตัวช่วยในการเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วยการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และป้องกันริ้วรอยที่เริ่มมาเยือนจากความเครียดในหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบที่มากขึ้น ยิ่งถ้าโดนแดด ฝ้าและจุดด่างดำก็มักจะออกมาแสดงตัวได้ง่ายๆ บางครั้ง เครียดหนัก หรือนอนน้อย “สิว” ก็ยังจะถามหาได้อีก แต่ดูแลผิวสำหรับวัยนี้ไม่ยาก มาดูกันเลย วิธีดูแลผิววัย 30 ปีขึ้นไป อย่างแรกคือเรื่องความสะอาด สาวๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นเนื้อครีมนะคะ เพราะผิววัยนี้ผลิตน้ำมันได้น้อยลงแล้ว และจากการผลัดผิวที่ช้าลง จะทำให้สาวๆ ต้องเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและเพิ่มความกระจ่างใส ด้วยการสครับเป็นประจำ อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ วัยนี้การใช้ Toner เริ่มเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโทนเนอร์จะช่วยปรับสภาพผิวให้ความชุ่มชื้น รวมทั้งมีวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เมื่อริ้วรอยเริ่มถามหา ก็ต้องรีบสยบทุกปัญหารอบดวงตาด้วยวิตามินจำพวกมัลติวิตามิน ที่มีคุณสมบัติ ดูแลครอบคลุมทั้งริ้วรอยและความหมองคล้ำรอบดวงตา และทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 เป็นประจำทุกวันด้วย วัย 40 ปีขึ้นไป (อายุ 40 – 49 ปี) “สวยๆ เริ่ดๆ ในแบบที่ฉันเป็นฉันเอง” ก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 แล้ว สาวๆ ทำความรู้จักกับผิวของตัวเองมานานพอดู แต่สิ่งที่ไม่รู้และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใน นั่นคือเรื่อง “ฮอร์โมน” การผลิตฮอร์โมนที่น้อยลงจะทำให้ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และแพ้ง่าย บางครั้งผิวอาจเกิดผื่นแดงจากการแพ้ เป็นเพราะร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ริ้วรอยเริ่มลึก มีจุดด่างดำ ทั้งสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ช้าลง วิธีดูแลผิววัย 40 ปีขึ้นไป ตื่นเช้ามา เริ่มต้นด้วยการล้างหน้า เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดและขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพนะคะ สำหรับตอนเย็น ก็ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น ลบเลือนริ้วรอย ขจัดความแห้งกร้าน และอาการแพ้ไวของผิว ด้วยครีมบำรุงผิวเนื้อครีมข้น และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด SPF 30 หรือมากกว่า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีน เปปไทด์ เพื่อกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน และเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ที่ช่วยขจัดและลดเลือนริ้วรอย รอยบวม ขอบตาคล้ำดำ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนท์ด้วย วัย 50 ปีขึ้นไป (อายุ 50 – 59 ปี) “งามสมวัย” ช่วงอายุนี้ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งร่องรอยของวัยไว้หลายจุด ขนาดของรูขุมขนจะขยายจนเห็นได้ และจุดด่างดำก็เกิดขึ้นได้ง่ายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าสู่ช่วงภาวะหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก วิธีดูแลผิวของสาว 50 ปีขึ้นไป เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันให้แก่ผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีเนื้อครีม และเติมความชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิวในคราวเดียวกัน เลือกบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมข้น และมีส่วนผสมของ วิตามินอี เพื่อปกป้องผิวและเพิ่มความนุ่มเนียน มีโพลีเปปไทด์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และมีเรตินอลเพื่อช่วยลบริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนั้นควรทำทรีตเมนต์ กระตุ้นการขจัดเซลล์ผิวเก่า และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัยให้ผิวแลดูเปล่งปลั่งสดใส บทสรุป แต่ละช่วงวัยมีความสวยในแบบเฉพาะของตนเอง ค้นหาให้เจอ เพื่อเปล่งประกายความงามจากภายในออกมาอวดกัน Content goes here Content goes here Content goes here Content goes here... --- หน้าเหนื่อย หน้าโทรม หน้าหมองคล้ำ นอนน้อย ขอบตาดำ แก้อย่างไรดี หน้าโทรม ปัญหาผิวที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่ก็เลี่ยงได้ยากทั้งสภาพแวดล้อมที่ต้องเจอในปัจจุบัน มลพิษ แสงแดด ไหนจะการใช้ชีวิตประจำวันที่ทำผิวมีสุขภาพที่แย่ลง นอนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น นำมาซึ่งปัญหาผิวหน้าโทรมหมองคล้ํา ขอบตาดำ ผิวแลดูไม่สดใส หน้าดูแก่ก่อนวัยอันควร แถมคุณภาพผิวที่แย่ลง ปราการผิวที่อ่อนแอลงนั้น ทำให้ผิวโดนปัจจัยกระตุ้นเพียงเล็กน้อย อาจจะนำไปสู่ปัญหาผิวอื่น ๆ อย่าง ปัญหารูขุมขนกว้าง สิวขึ้นได้อีกด้วย เช่นนั้น เราจะมาเสนอวิธีแก้หน้าโทรมแบบเร่งด่วน พร้อมวิธีทำให้หน้าเด็กมาฝากผู้อ่านกัน 12 วิธีแก้หน้าโทรม ขอบตาดำ หน้าหมองคล้ำ วิธีแก้หน้าโทรมนั้นก็สามารถทำได้หลากหลายวิธีตั้งแต่วิธีง่าย ๆ ทั่วไปที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง จนไปถึงการเข้ารับบริการทำหัตถการกับแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ แต่ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทันสมัยเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับผิวในยุคปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการรักษาสุขภาพให้ดีตั้งแต่ภายใน และคอยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนได้มาตรฐานนั้นเป็นการวางพื้นฐานความแข็งแรงให้กับผิวตั้งแต่เริ่มต้น 1. การมาส์กหน้าช่วยฟื้นฟูหน้าโทรม การมาส์กหน้าเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยบํารุงหน้าโทรมให้กับมาดีขึ้นได้ เพราะภายในแผ่นมาส์ก หรือในตัวมาส์กชนิดอื่น ๆ ทั้งชนิดครีม โคลน ต่างอุดมไปด้วยส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว หรือในบางสูตรก็จะมีสารสกัดพิเศษ ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย เช่น มาส์กสูตรเพิ่มความกระจ่างใส ในตัวมาส์กบรรจุส่วนผผสมอย่าง วิตามินซี (Vitamin C) กรด AHA หรือ กรด BHA ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวให้ขาวใส 2. นอนหลับให้เพียงพอ แก้ขอบตาดำคล้ำได้ แน่นอนว่าการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอสามารถแก้ปัญหาขอบตาดำได้ เพราะต้นสายปลายเหตุของอาการหน้าโทรมขอบตาดำนั้น มักมาจากการขยี้ตาซ้ำ ๆ จากการง่วงนอน ดังนั้นถ้าเราเข้านอนแต่หัวค่ำ หลับพักผ่อนให้ครบอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ระบบภายในร่างกายก็จะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น เมื่อเราตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า 3. ดื่มน้ำตามน้ำหนักตัว เพิ่มความสดใสให้หน้าไม่โทรม การดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียภายในร่างกายออกมาทางเหงื่อได้อย่างดี ทำให้ลดการอุดตันของผิว รวมทั้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอีกด้วย ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง การดื่มน้ำที่ถูกต้องนั้นควรดื่มน้ำเปล่าสะอาด ให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ โดยคิดตามสูตร นำเอาน้ำหนักตัวของเรา X 2. 2 X 30/2 = ปริมาณน้ำที่ควรดื่ม (มิลลิลิตร)/วัน เช่น ในกรณีน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม x 2. 2 x 30/2 = 1,815 มิลลิตร/วัน หากดื่มน้ำน้อยกว่านั้นจะส่งผลให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ไม่ดี 4. รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แครอท เป็นต้นซึ่งอาหารประเภทดังกล่าวจะช่วยลดสารอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำลายเซลล์ผิวให้ลดลงไปได้ ทำให้ช่วยแก้หน้าโทรม หน้าแก่ลงไปได้ 5. ทาครีมกันแดด ลดอาการหน้าโทรม อย่างที่ทราบกันดีว่าแสงแดดเป็นผู้ร้ายในการทำลายเซลล์ผิวให้หมองคล้ำ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรพลาดที่จะทาครีมกันแดด เพื่อให้ผิวหน้าของเรามีเกราะป้องกันผิวที่แข็งแกร่งจากแสงแดด รวมถึงมลภาวะต่าง ๆ ที่เข้ามาทำร้ายผิว เนื่องจากในครีมกันแดดเหมือนเป็นโล่อีกชั้น ทำให้ฝุ่น ควัน ไม่สามารถสัมผัสกับผิวได้โดยตรง 6. ทามอยเจอร์ไรเซอร์ เพิ่มความชุ่มชื้น หนึ่งในวิธีเบื้องต้นที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ในการแก้หน้าโทรม ก็คือการบำรุงผิว ให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะความชุ่มชื้นเปรียบดังหัวใจหลักของการดูแลผิว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่สร้างความระคายเคืองให้กับผิว และไม่มีเนื้อหนักจนเกินไป จนกลายเป็นการเพิ่มการอุดตันในรูขุมขนแทน 7. เลเซอร์หน้าใส ลดความหมองคล้ำ การเลเซอร์หน้าใส สามารถช่วยลดความหมองคล้ำให้ใบหน้าได้ เพราะคลื่นเลเซอร์จะถูกยิงลงไปที่ผิว ทำให้เซลล์ผิวเกิดแผลขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นการเร่งให้ร่างกายเกิดกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เสริมปริมาณคอลลาเจน ทำให้ผิวแลดูขาวกระจ่างใสขึ้น 8. ประคบตา ลดอาการขอบตาดำคล้ำ การประคบดวงตาด้วยน้ำอุ่น จะช่วยลดอาการบวมช้ำรอบดวงตาได้ดี โดยนำผ้าขนหนูเนื้อนิ่ม มาชุบน้ำร้อนประคบดวงตาทิ้งเอาไว้ 5 นาที แล้วจึงล้างน้ำเปล่าเย็นอีกครั้ง จะช่วยทำให้ผิวได้รับการปลอบประโลม กล้ามเนื้อรอบดวงตาผ่อนคลายขึ้น 9. ฉีดฟิลเลอร์ เติมเต็มริ้วรอยต่างๆ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เป็นการเติมสารที่บรรจุสารไฮยาลูรอน (Hyaluronic acid) ที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวสาร ทำให้เมื่อฉีดสารเหล่านี้เข้าไปนอกจากจะช่วยเพิ่มให้ใบหน้าดูอิ่มฟู เติมร่องรอยบนใบหน้าให้ดูเต็มอิ่มขึ้นแล้ว การฉีดฟิลเลอร์ทำให้มีชั้นระหว่างเส้นเลือดกับผิวใต้ดวงตามากขึ้น ทำให้รอยเส้นเลือดสีเข้มใต้ตาแลดูจางลง 10. Hifu ยกกระชับหน้าแก้หน้าโทรม Hifu (High Intensity Focus Ultrasound) คือการยิงคลื่นอัลตราซาวน์ความเข้มข้นสูง (Ultrasound) ยิงเข้าไปในชั้นผิว คลื่นดังกล่าวจะไปสร้างบาดแผล ทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิว ทำให้ผิวเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เร่งซ่อมแซมผิวด้วยการสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวหน้ากระชับเต่งตึงมากขึ้น 11. ใช้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตา เพราะบริเวณรอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีผิวหนังบอบบาง ทำให้การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ หรือ Eyes Cream จะตอบโจทย์ปัญหาผิวได้มากกว่า ด้วยเนื้อของผลิตภัณฑ์ และส่วนประกอบในเนื้อครีมมีความเข้มข้นมากกว่า จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวบริเวณนี้ได้มากกว่านั่นเอง 12. ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและการศัลยกรรม สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความงามอื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้ หรืออาจจะเข้ารับการทำหัตถการกับแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญก็ได้เช่นกัน การใช้ผลิตภัณฑ์สครับผิว เพื่อขัดลอกเซลล์เก่าที่ตายไปแล้วให้หลุดลอกออก ไม่ให้เซลล์ผิวเก่าหมักหมมอุดตันในรูขุมขน พร้อมทั้งเป็นการช่วยเร่งให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่เกิดได้เร็วมากขึ้น การใช้สารเคมีในการผลัดเซลล์ผิว กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) กรดแลคติก (Lactic acid) ซึ่งมีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิว กำจัดเซลล์ผิวเก่า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การกรอผิวด้วนเครื่องมือแพทย์ เป็นหัตถการที่ทำด้วยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เครื่องมือกรอผิวชั้นหนังกำพร้าออกไป เป็นอีกหนึ่งวิธีในการกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ --- 8 วิธีทำให้ผิวขาวสวยสดใส (Super white) เห็นผลเร็ว แบบธรรมชาติและปลอดภัยที่สุด อยากผิวขาวและกระจ่างใส นั้นเป็นสิ่งที่สาวๆ และหนุ่มๆทุกคนต่างต้องการ แต่การที่จะมีผิวสวยไร้ที่ติก็ต้องผ่านการดูแลตัวเอง แม้จะมีวิธีทำให้ผิวขาวและเนียนใสขึ้นได้ แต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้ผิวขาวขึ้น มี 7 วิธีที่ตอบโจทย์ ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ผิวขาวแบบเป็นธรรมชาติ 1. ขัดผิวให้ขาวด้วยมะขามเปียก ปัญหาผิวเสียที่เกิดขึ้นจากการทำความสะอาดผิวได้ไม่สะอาดเพียงพอ ขาดการผลัดเซลล์ผิว ทำให้สะสมจนกลายเป็นความหมองคล้ำ สามารถแก้ได้ด้วยการขัดผิวหรือสครับเพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าทิ้งไป กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งมะขามเปียกเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะมีวิตามินซีและกรด AHA ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวกระจ่างใส ขาวขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดูเปล่งประกาย ทำง่าย ปรับ DIY ได้หลายสูตรตามความต้องการ ควรระวังการระคายเคืองผิวหากขัดนานเกินไป เนื่องจากมะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรด การใช้มะขามเปียกสดๆ เหมาะกับขัดผิวกายเท่านั้น เพราะมีเนื้อสัมผัสหยาบ ไม่เหมาะกับผิวหน้า ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวกระจ่างใสขึ้นทันทีในครั้งแรกที่ขัด ได้ความชุ่มชื้นด้วยในตัว ทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น สามารถขจัดขี้ไคลที่เกิดจากการหมักหมมของเหงื่อและสิ่งสกปรกให้หลุดออกไปได้ดี 2. ดื่มน้ำให้ผิวสวย การดื่มน้ำเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส เนื่องจากร่างกายใช้น้ำในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงผิวหนัง โดยปกติการดื่มน้ำให้เพียงพอควรอยู่ที่ 8 – 10 แก้วต่อวัน อีกทั้งยังช่วยขับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายของเรา เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น พร้อมสุขภาพที่ดีอีกด้วย และยังช่วยลดความแห้งกร้านเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวกาย ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ผิวดูกระจ่างใส มีสุขภาพดียิ่งขึ้น ทำได้ยากในผู้ที่ต้องทำงานนอกสถานที่หรือไม่สะดวกพกน้ำระหว่างวัน เห็นผลได้ช้า ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างชัดเจน แต่ช่วยให้ดูสุขภาพดี ผลลัพธ์ที่ได้ : ร่างกายสดชื่นขึ้น สุขภาพดีทั้งกายใจ ส่งผลให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น กระจ่างใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ผิวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ดูสดใส 3. กินวิตามินซีบำรุงผิว วิตามินซีที่มาในรูปแบบอาหารเสริมไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ดหรือแบบผงชงกับน้ำดื่ม เป็นวิธีการช่วยเพิ่มความขาวกระจ่างใสให้กับผิวที่ได้รับความนิยม มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลายราคาและตอบโจทย์ความต้องการ รวมทั้งทำได้ง่ายเมื่อเทียบกับการกินผักผลไม้สด ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ขาวขึ้นได้ไว สะดวก กินให้ครบตามปริมาณที่ร่างกายต้องการได้ง่ายกว่าผักหรือผลไม้ ห้ามลืมกิน เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ลดลงได้ ควรเลือกวิตามินซีที่ผ่านมาตรฐานอย. ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาสุขภาพและคนที่อยู่ระหว่างการกินยาบางชนิด ผลลัพธ์ที่ได้ : ลดความหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น มีความโกลว์สวยจากภายใน ทำให้บุคลิกภาพดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจได้เป็นอย่างดี 4. ทาครีมบำรุงผิว ปัจจุบันมีครีมบำรุงผิวที่เน้นผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผิวหมองคล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินซีและไวท์เทนนิ่ง การเลือกใช้ครีมในการบำรุงอย่างสม่ำเสมอก็สามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้เช่นกัน ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดูสุขภาพดี ผิวดูขาว กระจ่างใสขึ้นด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล ครีมบำรุงที่เห็นผลเรื่องผิวขาวได้ดีและไวอาจมีราคาที่สูง ครีมแต่ละตัวอาจเห็นผลลัพธ์ได้เฉพาะบุคคล ต้องลองหลายๆ ตัวเพื่อให้เจอครีมที่เหมาะกับผิว ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวชุ่มชื้นขึ้น มีความแข็งแรงมากขึ้น ทนต่อสภาพอากาศและมลภาวะได้ดี ขาวกระจ่างใสขึ้น ทำให้ผิวนุ่มและยืดอายุความอ่อนเยาว์ของผิวได้ 5. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวเมื่อต้องเจอแดด สาเหตุความหมองคล้ำอันดับต้นๆ ของผิวมาจากการโดนแสงแดดทำร้าย วิธีที่จะช่วยป้องกันผิวคล้ำได้ดีที่สุดจึงเป็นการทาครีมกันแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไป ในปริมาณเหมาะสม แม้ไม่ได้เน้นช่วยเพิ่มความขาวแต่ก็เป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ปกป้องผิวจากการโดนแสง UV ทำร้าย ลดโอกาสเกิดความหมองคล้ำ ป้องกันฝ้า กระ และจุดด่างดำ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพและทาในปริมาณเหมาะสม ควรทาเพิ่มระหว่างวัน เพราะครีมกันแดดสามารถหมดประสิทธิภาพได้เมื่อผ่านเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวแข็งแรง ทนต่อแสง UV ได้ดียิ่งขึ้น ลดปัญหาความหมองคล้ำที่เกิดจากการโดนแสงอาทิตย์ เห็นผลได้ดีโดยเฉพาะกับคนที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ 6. กินผลไม้บำรุงผิวพรรณ วิตามินซีเป็นแร่ธาตุและสารอาหารสำคัญที่ช่วยซ่อมแซมร่างกาย มีคุณสมบัติที่ช่วยเรื่องเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวได้ดี โดยพบได้ในผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว คะน้า บร็อคโคลี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี ซึ่งร่างกายควรได้รับในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งผิวที่กระจ่างใส ดูมีชีวิตชีวา กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานดีขึ้น ไม่ส่งผลให้ผิวดูหมองคล้ำ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ผิว สามารถทนต่อมลภาวะได้ดียิ่งขึ้น อาศัยเวลานานในการเห็นผลลัพธ์ ต้องกินปริมาณมากต่อวันซึ่งทำได้ค่อนข้างยาก ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ลดความหมองคล้ำที่เกิดจากมลภาวะอย่างแสงแดดและฝุ่นควัน ดูมีออร่าเปล่งประกาย พร้อมเสริมภูมิต้านทานให้กับผิวดียิ่งขึ้น 7. ปรับผิวให้ขาวใสด้วยมะนาว มะนาวถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่อุดมได้ด้วยวิตามินซี และสารไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนช่วยในการปรับผิวให้มีความกระจ่างใสด้วยการบีบน้ำมะนาว 1 ซีกผสมกับโลชั่นทาตัวและนำไปทาผิว หรือใช้น้ำมะนาวไปผสมกับน้ำผึ้งโยเกิร์ตแล้วไปพอกที่ผิวทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ มีราคาค่าใช้จ่ายที่ถูก สามารถทำได้เองที่บ้าน ตัวสารต้านอนุมูลอิสระในมะนาวจะช่วยปรับผิวให้มีความกระจ่างใสขึ้น ช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ รอยดำ รอยแผลต่างๆ ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล ในระหว่างทำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากกรดในมะนาวอาจกัดผิวจนเกิดอาการแสบ คันได้ ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ออกมาชี้ชัดว่าวิธีนี้สามารถทำแล้วเห็นผลจริง ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวมีความเนียนกระจ่างใสขึ้นมากยิ่งขึ้น พวกรอยดำ รอยแผลเป็น รวมไปถึงปัญหาข้อศอกดำด้านค่อยๆ จางหายไป 8. ฉีดวิตามินผิวขาวใส การฉีดอาหารผิวอย่างวิตามินเข้าไปในร่างกายเพื่อให้สารสกัดตรงเข้าสู่เซลล์ผิวโดยตรงและเห็นผลได้ไวยิ่งขึ้น สามารถฟื้นฟู ซ่อมแซมผิวคล้ำให้กลับมากระจ่างใสเปล่งประกาย โดยวิตามินผิวที่นิยมฉีดและได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้ เห็นผลได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลานาน ทำให้ผิวดูขาวอมชมพูแบบเป็นธรรมชาติ ลดจุดด่างดำ พร้อมกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ปลอดภัย เพราะเป็นสารสกัดจากวิตามินซีเข้มข้น หากอยากให้ผลลัพธ์คงอยู่ต่อเนื่อง ควรฉีดวิตามินผิวเป็นประจำ ควรฉีดโดยคลินิกที่น่าเชื่อถือโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้ : ผิวกระจ่างใสขึ้นแบบมีออร่าแต่ดูเป็นธรรมชาติ ขาวอมชมพูสไตล์สาวเกาหลี คงผลลัพธ์นาน ฉีดครั้งเดียวสามารถเห็นผลได้หลายสัปดาห์ บทสรุป การดูแลผิวให้ขาวกระจ่างใสสามารถทำได้ถึง 7 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด การเลือกฉีดวิตามินผิวก็ตอบโจทย์ สามารถฉีดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นอันตราย และจะคุ้มค่าที่สุดเมื่อเลือกฉีดกับคลินิกที่บริการดี มีวิตามินให้เลือกหลายสูตรในราคาย่อมเยาว์ --- เตรียมพร้อมดูแลผิวก่อนวัย 30+ ควบคุมผิวสวยสดใสให้เสถียรและคงอยู่ สำหรับผู้หญิงปัญหาผิวอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยบนใบหน้า รอยสิวที่ทำให้ไม่มั่นใจ และปัญหาผิว ฝ้า กระ จากกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อมจากแสงแดด มลภาวะต่างๆที่ทำร้ายผิวให้อ่อนแอลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไปคอลลาเจนใต้ชั้นผิวจะน้อยลง ผิวระคายเคืองได้ง่ายมีวิธีเตรียมพร้อมอย่างไรมาดูกัน อายุผิววัย 20 ปีตอนปลาย 5 วิธีเคล็ดลับง่ายๆดูแลตัวเอง นอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ควรนอนดึกเกิน 21. 00 – 22. 00 น. เพราะช่วงเวลาระหว่าง 22. 00 – 02. 00น. เป็นช่วงที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน เพื่อทำให้ร่างกายได้ฟื้นฟูระบบต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และทำให้เราตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น ผิวสดใสไม่โทรม ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ นอกจากให้ร่างกายได้ขับของเสียออกแล้วยังช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นอีกด้วย ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ควรออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยให้เลือดไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดี ทาครีมกันแดด เพื่อชะลอการเกิดริ้วรอย และความหมองคล้ำของผิว งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะทำให้เส้นเลือดตีบตันและไปทำลายคอลลาเจน จึงเพิ่มความหมองคล้ำและริ้วรอย ซึ่งจะพบมากในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่หนักเกินไป ในช่วงที่เป็นวัยรุ่นบางคนอาจมีปัญหาสิวที่มากวนใจ พอสิวหายกลับทิ้งปัญหารอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิวฮอร์โมน การอุดตันของรูขุมขน การล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าที่ไม่สะอาดเพียงพอ ผิวหน้าคล้ำจากการรบกวนหรือระคายเคืองผิวโดยใช้ยาทาสิว และบางคนจะเริ่มมีริ้วรอย รูขุมขนที่กว้างขึ้น อาจจะต้องเน้นการบำรุงที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นเป็นพิเศษเพราะความยืดหยุ่นของผิวและความแข็งแรงของโครงสร้างผิวจะเริ่มลดลง อายุผิววัย 30 ปี สำหรับช่วงวัยนี้ปัญหาเรื่องสิวจะน้อยลง แต่ปัญหาริ้วรอยจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งความเครียดจากการทำงาน หรือปัญหาต่างๆ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้ผิวถูกทำลาย และผิวแห้งหยาบกร้านมากกว่าเดิม การผลัดเซลล์ผิวหรือการสร้างเซลล์ผิวใหม่ลดลง ส่งผลทำให้ใบหน้าเกิดความหมองคล้ำ ฝ้า กระ เริ่มจะเห็นชัดมากยิ่งขึ้น อายุผิววัย 40 ปี ช่วงวัยนี้จะเริ่มเข้าสู่วัยทอง เป็นวัยที่การผลิตฮอร์โมนเพศลดลงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ช่วงวัยหมดประจำเดือน การไหลเวียนของโลหิตที่น้อยลงยังทำให้ผิวไม่กระจ่างใส ดูหมองคล้ำผิวหนังเหี่ยวแห้ง ความชุ่มชื้นของผิวสูญเสียความแข็งแรง และความยืดหยุ่นทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นอย่างเห็นได้ชัด อายุผิววัย 50 ปีขึ้นไป เกราะป้องกันผิวลดลงทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่าย ความยืดหยุ่นผิวลดลงจนทำให้เกิดความหย่อนคล้อยไม่กระชับ ริ้วรอยร่องลึกปรากฏให้เห็นมากยิ่งขึ้น มีภาวะขาดน้ำเกิดจากการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวลดลง ผิวแห้งกร้านไวต่อแสงแดด และผลิตเม็ดสีผิวที่มากเกินไป เกิดจุดด่างดำบริเวณใบหน้าและลำคอ สูตรลัดดูแลผิวด้วยวิธีทางการแพทย์ การให้วิตามินผิว (IV DRIP) เป็นวิธีที่ได้รับวิตามินเข้าสู่ร่างกายสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ 90% เพื่อฟื้นฟูร่างกายช่วยเสริมสร้างสุขภาพ และผิวให้ดียิ่งขึ้น เลเซอร์ (Laser) เทคโนโลยีที่มีความยาวคลื่นแสงที่จับกับรอยโรค ช่วยแก้ไขปัญหาผิว ฝ้า กระ หรือปรับหน้าขาวสว่าง กระจ่างใส ทรีตเมนต์หน้า (Treatment) เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่กล้าทำเลเซอร์ หรือกลัวเข็ม ซึ่งทรีตเมนต์จะช่วยบำรุงผิวหน้า อีกทั้งยังมีหลากหลายสูตรให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่ามีปัญหาด้านไหนหรือแม้แต่ผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิวก็สามารถทำได้ แต่ถ้าจะให้เห็นผลลัพท์ที่ดีขึ้นควรทำควบคู่กับ LED Therapy ส่วนข้อดีคือไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหลังทำอีกด้วย การใช้สารฉีดเข้าใบหน้า เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยดูแลการลดริ้วรอย ยกกระชับใบหน้า หรือการเติมความชุ่มชื่นให้แก่ผิว เช่น Botox, Filler, Rejuran, Skin Booster เป็นต้น บทสรุป ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากการดูแลผิวที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ผิวถูกทำลาย ควรดูแลตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อผิวที่อ่อนเยาว์จะอยู่กับเราไปได้อย่างยาวนานหรือผู้ที่มีปัญหาผิวควรปรึกษาแพทย์ให้ช่วยดูแล --- การแยกชนิด สิวเปรอะ สิวประปราย เกิดจากอะไร? จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า ที่จริงแล้วเป็นสิวอักเสบ จะทำให้เกิดแผลใต้สิว ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา สิวอักเสบทำให้เกิดแผลที่บริเวณท่อต่อมไขมันในลักษณะต่างๆ ตามความรุนแรงของสิว โดยเริ่มจากเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้ สิวอักเสบไทป์ต่างๆ 1. สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือ สิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว (Close Comedone) และสิวหัวดำ (open comedone) การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนเป็นแผลผิวแห้งแตก (Cracked skin) อยู่ใต้สิว และสามารถคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) 2. สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือ สิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์ 1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่วที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก (Abrasion Wound) อยู่ใต้สิว ซึ่งมีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และคงอยู่ไม่นานโดยมากมักไม่เกิน 2–3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย แต่ถ้าหากไม่ยุบเองสิวชนิดนี้ก็จะกลายไปเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) 3. สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือ สิวอักเสบ ลักษณะจะมีสีแดงและบางครั้งเป็นหัวหนอง มักจะมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น การอักเสบทำให้ส่วนบนของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผล เปรียบได้เหมือนแผลมีดบาดตื้นๆ (Superficial Cut Wound) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และจะคงอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (Wound Healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดงไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง 4. สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือ สิวอักเสบเม็ดใหญ่ เป็นสิวชนิดเม็ดใหญ่และลึก ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร มักเกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น และทำให้ส่วนกลางหรือส่วนล่างของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลใหญ่ เปรียบเหมือนเป็นแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep Open Wound) อยู่ใต้สิว ทำให้เกิดการอักเสบจากแผลที่รุนแรงเพิ่มร่วมกับกระบวนการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (Wound Healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งมักจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง หากรักษาไม่ดีพอจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar) ได้ง่าย หยุดสิวอักเสบชั้นต่างๆ สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3 ไทป์ 4 บนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ซึ่งจำนวนสิวที่มากนี้นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียความสวย ผิวดูไม่ดีแล้ว ยังสร้างความบอบช้ำของแผลใต้สิวได้มากเช่นกัน สิวเปรอะหากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งอักเสบลุกลาม การรักษาสิวเปรอะจะยิ่งกินเวลานาน เกิดข้อแทรกซ้อน มีรอยแดง รอยดำ แผลเป็นนูน หรือแผลหลุมสิว ตามมาได้มาก สิวประปราย (Localized acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันน้อยกว่า 10 เม็ด ลักษณะของสิวประปราย มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 บนใบหน้าไม่เกิน 10 เม็ด สิวประปรายแต่หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสเกิดรอยแดง รอยดำ และอักเสบลุกลามมากขึ้นได้ บทสรุป เพราะอะไรสิวเปรอะจึงรักษายากกว่า จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า แท้จริงแล้วการเกิดสิวทุกชนิดจะมีแผลใต้สิวร่วมด้วย ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา โดยเริ่มจากอักเสบเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้ ลักษณะแผลใต้สิว Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวประปราย (Localized acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันน้อยกว่า 10 เม็ด ลักษณะของสิวประปราย มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 บนใบหน้าไม่เกิน 10 เม็ด สิวประปรายแต่หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสเกิดรอยแดง รอยดำ และอักเสบลุกลามมากขึ้นได้ สิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 เป้าหมายในการรักษาสิวเปรอะ ต้องเร่งลดความรุนแรงและจำนวนของสิวให้น้อยลงให้ได้มากที่สุด ในกรณีที่รักษาได้ไม่หมดภายใน 8-12 สัปดาห์ ก็จะต้องลดจำนวนให้เหลือเป็นสิวประปราย (Locallized) เพื่อลดความเสียหายต่อผิว เนื่องจากจำนวนสิวที่มาก การอักเสบก็จะมากตามไปด้วย ต้องทำให้ยุบเร็วเพื่อลดจำนวนให้มากที่สุด การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดการอักเสบได้ทั้งตัวสิวเองและสมานแผลใต้สิวควบคู่กันไปจึงจะได้ผลดี ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้มีใน ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Absolute Anti Negative 4 ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ มีผลทำให้สิวอักเสบยุบราบใน 7 วัน ได้ผลมากถึง 95% หรือยุบราบลง 9 ใน 10 เม็ด ในขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวเพียงอย่างเดียวได้ผลเพียง 75% หรือยุบราบลง 7 ใน 10 เม็ด ดังจะเห็นว่าได้ผลแตกต่างกันมากถึง 20% นอกจากนี้การรักษาควรจะต้องทำการกดสิวอุดตันออกอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วยทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมและลดปริมาณลง ทั้งยังป้องกันการอักเสบไม่ให้ลุกลามจะเป็นการเร่งให้สิวหายภายในระยะเวลาที่กำหนด เป้าหมายในการรักษาสิวประปราย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาให้สิวอักเสบยุบราบใน 3 วัน และยุบเรียบใน 7 วัน เพื่อลดโอกาสเกิด รอยแดง รอยดำ และแผลใต้สิว รวมถึงควบคุมไม่ให้สิวลุกลามและกลับมาเป็นซ้ำ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3 ไทป์ 4 บนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ซึ่งจำนวนสิวที่มากนี้นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียความสวย ผิวดูไม่ดีแล้ว ยังสร้างความบอบช้ำของแผลใต้สิวได้มากเช่นกัน สิวเปรอะหากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งอักเสบลุกลาม การรักษาสิวเปรอะจะยิ่งกินเวลานาน เกิดข้อแทรกซ้อน มีรอยแดง รอยดำ แผลเป็นนูน หรือแผลหลุมสิว ตามมาได้มาก สิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 เป้าหมายในการรักษาสิวเปรอะ ต้องเร่งลดความรุนแรงและจำนวนของสิวให้น้อยลงให้ได้มากที่สุด ในกรณีที่รักษาได้ไม่หมดภายใน 8-12 สัปดาห์ ก็จะต้องลดจำนวนให้เหลือเป็นสิวประปราย (Locallized) เพื่อลดความเสียหายต่อผิว เนื่องจากจำนวนสิวที่มาก การอักเสบก็จะมากตามไปด้วย ต้องทำให้ยุบเร็วเพื่อลดจำนวนให้มากที่สุด การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดการอักเสบได้ทั้งตัวสิวเองและสมานแผลใต้สิวควบคู่กันไปจึงจะได้ผลดี ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้มีใน ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Absolute Anti Negative 4 ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ มีผลทำให้สิวอักเสบยุบราบใน 7 วัน ได้ผลมากถึง 95% หรือยุบราบลง 9 ใน 10 เม็ด ในขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวเพียงอย่างเดียวได้ผลเพียง 75% หรือยุบราบลง 7 ใน 10 เม็ด ดังจะเห็นว่าได้ผลแตกต่างกันมากถึง 20% นอกจากนี้การรักษาควรจะต้องทำการกดสิวอุดตันออกอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วยทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมและลดปริมาณลง ทั้งยังป้องกันการอักเสบไม่ให้ลุกลามจะเป็นการเร่งให้สิวหายภายในระยะเวลาที่กำหนด เป้าหมายในการรักษาสิวประปราย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาให้สิวอักเสบยุบราบใน 3 วัน และยุบเรียบใน 7 วัน เพื่อลดโอกาสเกิด รอยแดง รอยดำ และแผลใต้สิว รวมถึงควบคุมไม่ให้สิวลุกลามและกลับมาเป็นซ้ำ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/สิวประปราย สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3 ไทป์ 4 บนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ซึ่งจำนวนสิวที่มากนี้นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียความสวย ผิวดูไม่ดีแล้ว ยังสร้างความบอบช้ำของแผลใต้สิวได้มากเช่นกัน สิวเปรอะหากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งอักเสบลุกลาม การรักษาสิวเปรอะจะยิ่งกินเวลานาน เกิดข้อแทรกซ้อน มีรอยแดง รอยดำ แผลเป็นนูน หรือแผลหลุมสิว ตามมาได้มาก สิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 เป้าหมายในการรักษาสิวเปรอะ ต้องเร่งลดความรุนแรงและจำนวนของสิวให้น้อยลงให้ได้มากที่สุด ในกรณีที่รักษาได้ไม่หมดภายใน 8-12 สัปดาห์ ก็จะต้องลดจำนวนให้เหลือเป็นสิวประปราย (Locallized) เพื่อลดความเสียหายต่อผิว เนื่องจากจำนวนสิวที่มาก การอักเสบก็จะมากตามไปด้วย ต้องทำให้ยุบเร็วเพื่อลดจำนวนให้มากที่สุด การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดการอักเสบได้ทั้งตัวสิวเองและสมานแผลใต้สิวควบคู่กันไปจึงจะได้ผลดี ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้มีใน ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Absolute Anti Negative 4 ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ มีผลทำให้สิวอักเสบยุบราบใน 7 วัน ได้ผลมากถึง 95% หรือยุบราบลง 9 ใน 10 เม็ด ในขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวเพียงอย่างเดียวได้ผลเพียง 75% หรือยุบราบลง 7 ใน 10 เม็ด ดังจะเห็นว่าได้ผลแตกต่างกันมากถึง 20% นอกจากนี้การรักษาควรจะต้องทำการกดสิวอุดตันออกอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วยทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมและลดปริมาณลง ทั้งยังป้องกันการอักเสบไม่ให้ลุกลามจะเป็นการเร่งให้สิวหายภายในระยะเวลาที่กำหนด เป้าหมายในการรักษาสิวประปราย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาให้สิวอักเสบยุบราบใน 3 วัน และยุบเรียบใน 7 วัน เพื่อลดโอกาสเกิด รอยแดง รอยดำ และแผลใต้สิว รวมถึงควบคุมไม่ให้สิวลุกลามและกลับมาเป็นซ้ำ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- ฝ้าเลือดคืออะไร? พร้อมแนะนำการรักษา ให้ฝ้าแดดจางลง อย่างถูกวิธี แสงแดดและอากาศร้อนในเมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อผิวหนังได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่มากับแสงแดดเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหน้าอันบอบบางของเราเป็นฝ้าได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฝ้าลึก ฝ้าตื้น หรือฝ้าเลือด ซึ่งฝ้าเลือดเป็นชนิดที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าอยากให้ผิวหน้าของเราใสไร้ฝ้าเลือดจะรักษาอย่างไรให้ได้ผล ฝ้าเลือดคืออะไร ฝ้าเลือดเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนใบหน้าเนื่องจากผิวหนังรับรังสีอัลตราไวโอเล็ตจากแสงแดดเป็นเวลานาน เส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นหรือเสื่อมสภาพ ทำให้เห็นเส้นเลือดฝอยแตกแขนงเป็นกระจุกบนผิวหน้า เกิดเป็นรอยสีชมพู สีน้ำตาลแดง ไปจนถึงสีคล้ำ เรียกว่า “ฝ้าเลือด” ฝ้าเลือด ทางการแพทย์เรียกว่า Vascular Melasma หรือ Telangiectatic Melasma สาเหตุของการเกิดฝ้าเลือด เมื่อผิวได้รับแสงแดดสะสมเป็นระยะเวลานานจะทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ ชั้นผิวบางลง ร่วมกับ แสงแดดจะกระตุ้นเส้นเลือดฝอยเพิ่มจำนวนขึ้นจนเป็นฝ้าเลือด บริเวณที่พบฝ้าเลือดได้มากที่สุดคือบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ฝ้าเลือดจะคล้ำขึ้นจากฝ้าด้วยกันเอง เพราะเมื่อเป็นฝ้า เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังจะเพิ่มปริมาณมากกว่าปกติ เส้นเลือดฝอยเหล่านี้จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นเซลล์เม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสี (Melanin pigment) มากขึ้น ดังนั้นจึงต้องใช้เลเซอร์ที่ทําลายเส้นเลือดฝอยเหล่านี้ (E-Lase Program) เพื่อลดการสร้างเม็ดสีทำให้ฝ้าเลือดจางลง คนไทยมักใช้ผลิตภัณฑ์เร่งผิวขาวตามท้องตลาด เช่น ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ผิวบาง และก่อให้เกิดฝ้าถาวรได้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางประเภทมีสารอันตราย เช่น ปรอท สเตียรอยด์ เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารที่ห้ามนํามาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสําอาง หากใช้สารเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังจะขยายตัวมากขึ้นจนเกิดเป็นฝ้าเลือด เส้นเลือดฝอยแตกแขนงบนผิวหน้า เรียกว่า “ฝ้าเลือด” การรักษาฝ้าเลือด หลีกเลี่ยงแสงแดด ควรทาครีมกันแดด ทั้งที่อยู่ในร่มและออกกลางแจ้งและต้องมีอุปกรณ์เสริม เช่น ร่ม หมวก อาหารบำรุงผิว หยุดปัจจัยที่อาจทำให้เกิดฝ้า เช่น เลิกทาครีมที่มีส่วนผสมซึ่งอาจทำให้ผิวบางลง หรือเลือกใช้ครีมจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ ปัจจุบันมีนวัตกรรมเลเซอร์รักษาฝ้าเลือดที่เห็นผลเร็วและมีประสิทธิภาพ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- ฝ้าแดดคืออะไร? พร้อมแนะนำการรักษา ให้ฝ้าแดดจางลง อย่างถูกวิธี “แสงแดด” นับเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นปัญหา “ฝ้าแดด” ปัญหาผิวหน้าที่รักษาได้ยาก และใช้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน อีกทั้งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็อาจทำให้ฝ้ามีสีเข้มขึ้นและขยายเป็นวงกว้างด้วย ในบทความนี้รมย์รวินท์จะพาคุณมารู้จักกับฝ้าแดดให้มากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีรักษาฝ้าแดดอย่างเหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ฝ้าดูจางลงได้ค่ะ ฝ้าแดดคืออะไร ? ฝ้าแดด คือ ฝ้าชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุหลักมาจากรังสียูวี (Ultraviolet) จากแสงแดด และแสงสีฟ้า HEVIS (High Energy Visible Light) ซึ่งเป็นแสงที่มาจากหลอดไฟ คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ โดยสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังทำงานผิดปกติ จึงสร้างเม็ดสีออกมามากเกินไป ส่งผลให้สีผิวเข้มขึ้นจนเกิดเป็นฝ้าแดดตามมาในที่สุด ลักษณะของผิวที่เป็นฝ้า มีการผลิตเมลานิลเยอะเกินไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าแดด มีอะไรบ้าง ? ฝ้าแดดเกิดจากอะไร? ฝ้าแดดสามารถเกิดขึ้นได้จากการกระตุ้นของหลายปัจจัย ดังนี้ แสงแดด ไม่ว่าจะเป็นรังสี UVA หรือ UVB จากแสงแดด รวมถึงแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอและหลอดไฟ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินมากกว่าปกติ จนเกิดฝ้าแดดขึ้นมาได้นั่นเอง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ร่างกายสร้างเม็ดสีออกมามากขึ้น จึงกระตุ้นให้เกิดฝ้าแดดบนผิวหน้าได้ โดยมักเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์, เป็นประจำเดือน, การรับประทานยาคุมกำเนิด รวมถึงช่วงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนด้วย พันธุกรรม ฝ้าแดด รวมถึงฝ้าทุกประเภท สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้มากถึง 50% ดังนั้นหากสมาชิกในครอบครัวเป็นฝ้าแดด ผู้ที่เป็นบุตรหลานก็อาจเกิดฝ้าแดดได้ง่ายเช่นเดียวกัน เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดสีเมลานิน ซึ่งปกติแล้วจะใช้รักษาปัญหาฝ้า แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อผิวหน้า โดยอาจทำให้ผิวหน้าเกิดเป็นด่างขาวหรือเกิดเป็นฝ้าแดดถาวรได้ การขาดสารอาหาร หากร่างกายได้รับสารอาหารในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจทำให้ตับทำงานผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดรอยปื้นคล้ายกับฝ้าแดดได้ นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี 12 ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดฝ้าแดดได้เช่นเดียวกัน รังสี UVA หรือ UVB จากแสงแดด ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าแดด รักษาฝ้าแดดให้จางลงอย่างถูกวิธี ต้องทำอย่างไร ? ฝ้าแดดรักษายังไง? ปัญหาฝ้าแดดนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดแบบถาวรได้ค่ะ การใช้วิธีรักษาไม่ถูกต้องอาจทำให้อาการฝ้าแย่ลงกว่าเดิม นอกจากนี้ หากหยุดรักษาไปก็มีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าได้อีกครั้ง ดังนั้นการรักษาฝ้าแดดจึงต้องใช้วิธีที่เหมาะสมและทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบรรเทาให้ฝ้าจางลง โดยคุณสามารถใช้วิธีดังต่อไปนี้ในการรักษาฝ้าแดดได้ ใช้ยาทารักษาฝ้าแดด ใช้ยาสำหรับรักษาฝ้าโดยเฉพาะ ยาประเภทรักษาฝ้าแม้มีหลายกลุ่มก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยารักษาฝ้าโดยเฉพาะมักมีค่ากรดที่สูง ส่งผลให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวซึ่งอาจทำให้ผิวแสบเคือง ผิวลอก หรือส่งผลกระทบต่อผิวอย่างรุนแรง หากใช้ยารักษาฝ้าในปริมาณที่พอดีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จะเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่เห็นผลได้ตั้งแต่การรักษา 1-2 เดือนแรก และชัดเจนมากขึ้นหลังการใช้ 6 เดือน ตัวยาทารักษาฝ้าแดดมีหลายตัวยา เช่น กลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ (Topical Retinoids/Retinoic Acid), กรดอะซีลาอิก(Azelaic Acid), กรดโควิก(Kojic Acid), คอร์ติโคสเตียรอยด์(Corticosteroids), กรดไกลโคลิก(Glycolic Acid) ทำเลเซอร์แก้ฝ้าแดด การทำเลเซอร์ การใช้เลเซอร์หรือการรักษาด้วยแสงมีความแม่นยำและถูกจุดที่สุด แม้จะมีราคาสูงแต่ก็เป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้เป็นการรักษาเสริม เพราะการเลเซอร์เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สามารถช่วยกำจัดเม็ดสีส่วนเกินได้แต่ภายใต้ชั้นผิวก็ยังมีการผลิตเม็ดสีเพิ่มอยู่ อีกทั้งวิธีนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายผิว ทำให้ผิวมีความไวต่อแสงมากกว่าปกติ หากการดูแลผิวหลังเลเซอร์ไม่ดีพออาจทำเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดฝ้าที่เข้มและเยอะกว่าเดิม หรือเกิดแผลจากการรักษาได้ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยรักษาฝ้าแดด ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงที่มีสารช่วยรักษาฝ้า เป็นวิธีที่อาจเห็นผลช้ากว่าการใช้ยาสำหรับรักษาฝ้าโดยเฉพาะ แต่ช่วยถนอมผิวได้มากกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้ยารักษาฝ้า หรือผู้ที่มีผิวบอบบางและต้องการการบำรุงผิวไปในเวลาเดียวกัน หรืออาจจะใช้วิธีรักษาฝ้าแดดแบบธรรมชาติ โดยใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณช่วยลดฝ้ากระจุดด่างดำ เช่น ว่านหางจระเข้ หอมแดง มะขามเปียก เป็นต้น แต่ทั้งนี้การใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเหล่านี้อาจจะก่อความระคายเคียงให้กับผิวได้ การลอกผิวเพื่อรักษาฝ้า การลอกผิวเพื่อรักษาฝ้า วิธีนี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเนื่องจากต้องใช้ความละเอียดอ่อนและแม่นยำเป็นพิเศษ การลอกชั้นผิวด้วยกรดหรือสารเคมีช่วยให้ฝ้าจางลงได้ แต่ถ้าหากลึกลงไปในชั้นผิวมากเกินไปอาจเกิดแผลเป็นถาวร และยังมีผลข้างเคียงทำให้ผิวบอบบาง แห้ง ไวต่อแสงแดดอีกด้วย ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยปกป้องแสงแดด Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- เคล็ดลับ 7 วิธี ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) ช่วยให้ผิวออร่า การมีผิวสวย ผิวออร่านั้นไม่เพียงแต่มีสีผิวที่ดูกระจ่างใสโดดเด่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีความเรียบเนียนและชุ่มชื้นด้วย จึงจะดูเปล่งประกายเหมือนมีออร่าที่ผิว ซึ่งไม่ยากเลยด้วย 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้ผิวกระจ่างใส ดูมีออร่า สามารถทำตามได้ในบทความนี้เลย 7 วิธีเคล็ดลับ ผิวสวยเนียนกระจ่างใสมีออร่า 1. การชำระล้างกายให้สะอาด การทำความสะอาดผิวกายให้สะอาด ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่จะช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดี และดูกระจ่างใสขึ้น เพราะมลภาวะต่าง ๆ เช่น แสงแดด ฝุ่นควัน เหงื่อไคล และแบคทีเรีย ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ จึงควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น ควรหลีกเลี่ยงอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนจัด เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน ก่อให้เกิดผิวระคายเคืองง่าย จึงควรอาบน้ำในอุณหภูมิปกติจะช่วยให้ผิวสวยใส สุขภาพดี เปล่งปลั่ง ถือเป็นการดีทอกซ์ของเสียออกจากร่างกาย 2. สครับผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์ การสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถือเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวไปในตัว เพราะหนังกำพร้าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วหากไม่มีการขัดออกออก สามารถรวมกันทำให้ผิวดูแห้งหยาบกร้าน เกิดรอยย่นจนทำให้ผิวหมองคล้ำ เพราะฉะนั้นการสครับเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ไวขึ้นเพื่อพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป 3. หมั่นทาครีมที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง การทาครีมที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งถือเป็นการฟื้นฟูปัญหาผิวหมอง ช่วยบำรุงให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นด้วยการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ใต้ผิวหนังที่ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผิวดูคล้ำเสีย เมื่อใช้ติดต่อกัน 2-4 สัปดาห์ จะช่วยให้ผิวดูเนียบใสขึ้น โดยไวท์เทนนิ่งส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในท้องตลาดมีดังนี้ กรดผลไม้ AHA, อาร์บูติน (Arbutin), โคจิก แอซิด (Kojic acid) และไทอามิดอล (THIAMIDOL) 4. ทานวิตามิน อาหารเสริมบำรุงผิว เมื่อบำรุงผิวจากภายนอกแล้ว อย่าลืมดูแลผิวจากภายในด้วยเช่นกัน อย่างการเลือกทานวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวดูกระจ่างใส เช่น วิตามินซี (Vitamin C) สารสะกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed) ที่ช่วยให้ผิวแลดูใสขึ้น ทั้งยังช่วยฟื้นฟูส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ปกป้องเซลล์จากการทำร้ายโดยอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ที่จะส่งผลให้ผิวดูหมองคล้ำได้ 5. ทาครีมกันแดดเป็นประจำ รังสีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ถือเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผิวดูหมองคล้ำและทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นจึงควรหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันก่อนออกไปเผชิญกับมลภาวะนอกบ้าน โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA และ SPF 30 ขึ้นไป หรือเลือกค่า SPF ตามกิจกกรรมที่ต้องออกไปเผชิญ 6. ดื่มน้ำบำรุงผิวสวยใส การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูกระจ่างใส เพราะร่างกายใช้น้ำในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงผิวหนัง จึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 – 10 แก้ว/วัน หรือ 1,500-2,000 มิลลิลิตร/วัน ถือว่าเป็นวิธีที่เรียบง่ายไม่ว่าใครก็ทำได้ เพียงดื่มน้ำวันละนิดก็สามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้นดูเปล่งปลั่งได้ 7. ผลไม้บำรุงผิวพรรณ เลือกทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพราะนอกจากจะช่วยทำให้ผิวดูมีชีวิตชีว กระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน และยังช่วยสร้างภูมิกันอีกด้วย เช่น ส้ม ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ กีวี มะละกอสุก มะขามป้อม และ ส้มโอ เป็นต้น บทสรุป การดูแลผิวให้ดูสวยสุขภาพดีนั้นไม่ยากเลย เพียงหมั่นทำตามขั้นตอนดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอก หากทำเป็นประจำทุกวันผิวจะดูมีออร่าขึ้นในไม่ช้าแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- เช็คด่วน 4 คุณสมบัติ ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) คุณมีครบแล้วหรือยัง? ส่องกระจกทุกเช้า-ค่ำ อยากรู้ไหมคะว่า ผิวสวยๆใสๆของคุณที่เห็นอยู่นั้น ครบคุณสมบัติผิวสวยไร้ที่ติแล้วหรือยัง? หากมองกันด้วยตาเปล่า ทุกคนอาจเห็นพ้องต้องกันว่า ผิวสวยคือผิวที่ดูกระจ่างใส เนียน ดูมีออร่า แท้จริงแล้ว ‘ผิวสวยใส’ ในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง จะดูแบบลึกซึ้ง และละเอียดไปกว่านั้น คุณหมอมองว่าผิวสวยสุขภาพดี ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ไปดูกัน ผิวสวย ไม่ใช่ดูแค่ภายนอก! การบอกว่าผิวสวย ผิวใสแล้วหรือไม่ คุณหมอจะประเมิณจากผิวชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นบนสุดของเราค่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่มองด้วยตาเปล่านะคะ เพราะชั้นหนังกำพร้านั้น ยังแยกย่อยออกเป็น 3 ชั้นกันเลยทีเดียว คุณหมอจึงมีกระบวนการตรวจวิเคราะห์ที่มีชื่อว่า Tripple S Test (Smooth and Soft Skin Test) มาช่วยให้เห็นปัญหาของผิวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ Tripple S Test เป็นวิธีตรวจภาวะความสมบูรณ์ของผิว ที่สามารถช่วยระบุการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มได้เลย ซึ่งบางทีลักษณะภายนอกอาจจะไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไร แลดูปกติมาก แต่ความจริงอาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว ซึ่งผลจากการตรวจ Tripple S Test นี้ สามารถบอกได้เลยว่าผิวของคุณมีความสมบูรณ์ ทำงานได้ปรกติอยู่หรือเปล่า และมีการเปลี่ยนแปลง หรือผิดปรกติในส่วนใดบ้าง ช่วยให้คุณหมอ และเราเองสามารถดูแลแก้ไขอย่างกันเหมาะสม และตรงจุดของปัญหา 4 คุณสมบัติ ผิวสวยเนียนกระจ่างใส (Radiant Skin) 1. ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น (Soft and Moist) ถ้าผิวมีความสมดุล ผิวจะสุขภาพดีจากภายใน ดูชุ่มฉ่ำแบบธรรมชาติเลยค่ะ แต่ถ้าผิวชั้นหนังกำพร้าของคุณไม่สมบูรณ์ ก็จะทำผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ดีเท่าที่ควร ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น สัมผัสหยาบ แห้งเป็นขุย 2. เรียบเนียนลื่น (Smooth and Silky) ผิวเนียน เรียบลื่น เกิดจากโครงสร้างผิวที่แข็งแรง สัมผัสได้ถึงความเรียบลื่น รูขุมขนเนียนกระชับ ผิวไม่หยาบกร้าน ไม่แห้งขรุขระ 3. ผ่อง สว่างใส (Luminous , Glowing and Shining ) วงจรการผลัดผิวที่ผิดปรกติ หรือไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุให้ผิวแลดูหมอง โทรม ไม่สดใส แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีสุขภาพผิวดี ผิวดูโกลว์ ผ่อง ส่องประกายอย่างเป็นธรรมชาติ 4. เปล่งปลั่งมีประกาย (Translucent and Radiant) ผิวเด้งเปล่งประกาย เมื่อเซลล์ผิวสมบูรณ์ดี มีการผลัดผิวตามวงจรสม่ำเสมอ และได้รับการบำรุงดูแลที่ดี ก็จะเกิดการสะท้อนแสงจากเซลล์ผิวให้เกิดออร่าแบบธรรมชาติ บทสรุป ถ้าคุณดูแลผิวดี พร้อมได้รับคำแนะนำที่ดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รับรองว่าคุณมีครบคุณสมบัติผิวใสทั้ง 4 ข้อนี้ แบบไม่ต้องพึ่งเมคอัพกันเลย Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 5 ประเภทอาหารเพื่อผิวคุณหนุ่มๆ อาหารธรรมชาติ ได้ทั้งสุขภาพและผิวพรรณครบ ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมลภาวะมากขึ้น ไม่แปลกที่หนุ่มสมัยนี้จะหันมาดูแลใส่ใจในเรื่องของผิวพรรณบ้างก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่แค่การดูแลเพียงนอกก็คงจะไม่พอ วันนี้ขอแนะนำ 5 ประเภทอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณมาฝากให้คุณหนุ่มๆได้ทราบ 1. น้ำสะอาด น้ำผัก น้ำผลไม้ ผิวพรรณของคนเราต้องการน้ำหล่อเลี้ยงผิวเพื่อให้ผิวคงความสมดุล หากผิวขาดน้ำผิวพรรณก็จะดูไม่เปล่งปลั่งการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะน้ำจะไปหล่อเลี้ยงให้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายทำงานได้ดี ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น โลหิตไหลเวียน ทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน 2. ผลไม้ตระกูลเบอรี่ทั้งหลาย เป็นที่ทราบกันดีว่าผลไม้ตระกูลนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่ช่วยยับยั้งตัวอนุมูลอิสระที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ผิวเช่นผิวแก่ก่อนวัย ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสรเท่านั้น แต่ยังช่วยซ่อมแซมความเสียหายให้กับผิวเยื่อหุ้มเซลล์ อีกด้วย 3. มะเขือเทศสด การรับประทานมะเขือเทศช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น รวมไปถึงการผลิตคอลลาเจนและความแข็งแรงของเซลล์ผิวของคุณ จะช่วยต่อต้านหรือลดเลือนริ้วรอยให้กับคุณได้ 4. ถั่ว ถั่วเป็นอาหารผิวอีกอย่างที่นอกจากนี้จะเต็มไปด้วยเส้นใยแล้ว เจ้าถั่วยังมาพร้อมกับซีลีเนียมและวิตามินอี ที่คอยทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้ผิวคุณอีกด้วย โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่มีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิง จีงช่วยชะลอการเหี่ยวของผิวและทำให้ผิวเปล่งปลั่ง 5. โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวมีแบคทีเรียที่ดีกับร่างกาย ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลของลำไส้ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ ดังนั้นถ้าระบบขับถ่ายเราดี สุขภาพก็จะดี ผิวพรรณก็จะผ่องใสนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มเอนไซน์และน้ำมันให้ผิว ซึ้งเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ธรรมชาติทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสุขภาพดี บทสรุป เรื่องการดูแลสุขภาพและผิวพรรณ ใช่ว่าจะต้องมีแต่ในสุภาพสตรีเท่านั้นที่จะห่วงเรื่องของผิวพรรณ เป็นผู้ชายก็ต้องห่วงเช่นกัน กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวแล้วก็อย่าลืมออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพผิว Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 7 พฤติกรรมทำลายผมสวย ถ้าไม่อยากผมร่วงหมดหัว! แม้ว่าผู้หญิงเราจะมีผลิตภัณฑ์บำรุงผมตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ซะมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังมีสาว ๆ อีกหลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม แต่ไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้นแม้แต่น้อย ซึ่งก็มักจะโทษว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดีกันทั้งนั้น แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปหรอกค่ะ เพราะในชีวิตประจำวันมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำลายเส้นผมเยอะแยะมากมาย จนอาจจะไปทำลายเส้นผมไปพร้อม ๆ กับการใช้ผลิตภัณฑ์ไปโดยไม่รู้ตัว ว่าแต่ พฤติกรรมทำลายเส้นผมมันมีอะไรกันบ้างนะ เอ้า สาว ๆ ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ 1. สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นการทำลายผมโดยไม่รู้ตัว ทั้งผมร่วง ผมแห้ง อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังทำให้กลิ่นบุหรี่ติดผมอีกด้วย 2. นอนหลับขณะผมเปียก การนอนโดยที่ผมยังเปียกหรือชื้นอยู่ จะทำให้หนังศีรษะเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราเอาได้ง่าย ๆ และยังส่งผลต่อผม ให้ผมแห้งและแตกปลายได้อีกด้วย 3. เกาศีรษะอย่างแรงขณะสระผม การสระผมควรใช้นิ้วนวดหนังศีรษะ และเลี่ยงการใช้เล็บขูดเกาหนังศีรษะ เพราะอาจจะทำให้ผมขาดร่วงได้ง่าย โดยเฉพาะขณะสระผมที่ผมอ่อนแอที่สุด ดังนั้นสาว ๆ ควรนวดกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพียงเบา ๆ เท่านั้น 4. ใช้ผลิตภัณฑ์หลายชิ้นจนเกินไป แม้ว่าแต่ละตัวจะระบุคุณสมบัติไว้มากมาย แต่อย่าลืมว่าการใช้สารเคมีหรือสารบำรุงผมมาก ๆ ก็อาจจะส่งผลร้ายต่อผมได้เหมือนกัน ทางที่ดีสาว ๆ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เกิน 4 ตัวนะคะ 5. ใช้ออยล์ที่มีความมันมากๆ สาว ๆ หลาย ๆ คนชอบที่จะให้ผมตัวเองมันเงาเป็นประกาย แต่การใช้ออยล์หรือผลิตภัณฑ์แบบลีฟออนที่มีความมันมาก ๆ จะทำให้ฝุ่นละอองเกาะติดเส้นผมได้ง่ายขึ้น และนั่นเป็นสาเหตุให้ผมแห้งเสียได้ง่ายด้วยค่ะ 6. รัดผมแน่นเกินไป โดยเฉพาะเวลานอน สาว ๆ หลายคนมักจะรัดผมตึงแน่นเพื่อไม่ให้สร้างความรำคาญขณะหลับ แต่การรัดผมตึงแน่นนั้นจะทำให้เส้นผมอ่อนแอ หลุดร่วงได้ง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว 7. ใช้หวีซี่ถี่หวีผม หวีที่เหมาะกับทุกสภาพเส้นผมคือหวีซี่ห่าง เพราะมันจะไม่เสียดสีกับเส้นผมมากเกินไป จนอาจจะทำให้ผมพันกันได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้ผมขาดได้ง่ายอีกด้วย บทสรุป และนี่ก็คือ 7 พฤติกรรมประจำวันที่ทำลายเส้นผมของสาว ๆ โดยไม่รู้ตัว ที่ควรหลีกเลี่ยงเสียแต่บัดนี้ และนอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมข้างต้นนี้ สาว ๆ ก็ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เยอะ ๆ ในแต่ละวันด้วยนะคะ เพื่อการบำรุงเส้นผมที่ให้ผลดียาวนานค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- ผิวลาย หรือ รอยแตก ต้องรักษาอย่างไรให้ผิวเนียน แค่ได้ยินคำว่า ผิวลาย หรือ รอยแตกลาย สาว ๆ หลายคนคงร้องยี้แล้วเบือนหน้าหนี ก็จะมีใครบ้างละคะ ที่อยากจะให้ริ้วรอยพวกนี้ปรากฏขึ้นบนเรือนร่างไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ๆ ก็ตาม แต่เคราะห์ร้ายของสาว ๆ มักอยู่ที่ว่า กว่าที่เราจะคิดถึงมัน เจ้าผิวแตกลายพวกนี้ก็มาปรากฎให้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้น เรามาหาวิธีดูแลผิวพรรณเพื่อป้องกันอาการแตกลายนี้กันดีกว่าค่ะ แต่ว่าก่อนอื่น เราไปรู้จักกันก่อนดีกว่า ว่าอาการ "ผิวลาย" ที่ว่านี้ความจริงแล้วคืออะไร และเกิดมาจากสาเหตุใดกันค่ะ "ผิวลาย" คืออะไร ผิวลาย คือ อาการที่คอลลาเจนซึ่งคอยให้ความยืดหยุ่นแก่ผิวหนังถูกทำลาย จากการยืดขยายที่มากเกินไป เมื่อคอลลาเจนไม่สามารถรับแรงขยายนั้นได้ จึงเกิดริ้วรอยขึ้น อันเป็นที่มาของรอยแตกลายหรือผิวลายนั่นเอง "ผิวลาย" เกิดจากสาเหตุใดบ้าง สำหรับบุคคลที่มีโอกาสเกิดผิวลายได้ง่ายที่เรารู้กันดีก็คือหญิงมีครรภ์ เนื่องจากขนาดครรภ์ที่ขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังที่หน้าท้องรองรับการขยายนั้นไม่ทันจึงเกิดริ้วรอยแตกลายขึ้นดังกล่าว นอกจากนี้กลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มก็คือคนที่มีรูปร่างตุ้ยนุ้ย อันเกิดจากเหตุผลประการเดียวกัน ส่วนคนที่น้ำหนักเพิ่มหรือลดอย่างกระทันหันก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการเกิดผิวแตกลายด้วย เนื่องจากผิวหนังมีการยืดหดเร็วเกินไปนั่นเอง นอกจากนี้คนที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อย่างเช่น ใช้ยาทาไฮโดรคอติซอนนานติดต่อกันหลายสัปดาห์ หรือทานยาคอติโคสเตียรอยด์ติดต่อกันหลายเดือน ก็จะทำให้เกิดอาการผิวลายได้เช่นเดียวกันค่ะ "ผิวลาย" มักเกิดขึ้นบริเวณไหน และมีลักษณะอย่างไร บริเวณที่มักเกิดผิวลายได้ง่ายอยู่ที่ ทรวงอก, ต้นขา, สะโพก และบั้นท้าย ในขั้นแรกมักปรากฏให้เห็นเป็นริ้วจาง ๆ สีออกม่วงหรือแดง และจะลึกขึ้นจนมีลักษณะเป็นริ้วสีขาว เมื่อลูบดูจะรู้สึกขรุขระเป็นคลื่น ป้องกันผิวจากการแตกลายได้อย่างไร หัวใจสำคัญที่สุดของการป้องกันผิวแตกลาย ก็คือการดูแลรักษา และบำรุงผิวของเรานั่นเอง ถ้าอย่างนั้นไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง 1. ทานอาหารที่มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว แร่สังกะสี, วิตามินเอ, ซี, ดี และโปรตีน เป็นสารอาหารชั้นเลิศสำหรับการดูแลผิวของเรา นอกจากนี้กาารดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ซึ่งช่วยป้องกันอาการแตกลายได้ และหากเป็นไปได้ควรลดหรืองดเครื่องดื่มจำพวก ชา, กาแฟ และโซดาค่ะ 2. ขัดผิว การขัดหรือสครับผิว เป็นการขัดเอาผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วออก กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และผิวหนังรับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้นอีกด้วย 3. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ครีมบำรุงผิวหรือมอยเจอไรเซอร์เป็นตัวช่วยที่ดีอีกตัวในการป้องกันผิวจากริ้วรอยแตกลาย โดยเฉพาะในคุณแม่ที่กำลังมีน้อง การเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเพียงพอจะเสริมความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนอีลาสตินที่ผิวหนัง ทำให้เจ้าตัวคอลลาเจนรองรับแรงยืดขยายได้ ไม่เกิดอาการฉีกขาดซึ่งเป็นสาเหตุของผิวลาย ทั้งนี้ตรวจเช็คดูด้วยนะคะว่าครีมบำรุงผิวหรือโลชั่นที่คุณเลือก ใช้ มีส่วนประกอบอย่างวิตามินซี, วิตามินอี, โกโก้บัตเตอร์, น้ำมันจากนกอีมู, น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี, น้ำมันสกัดจากเมล็ดอัลมอนด์ และขี้ผึ้งลาโนลินอันได้จากขนแกะหรือไม่ เพราะสารเหล่านี้ล้วนแต่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวพรรณทั้งนั้นเลยค่ะ บำรุงผิวบริเวณที่เสี่ยงต่อการแตกลายวันละสองครั้ง จะช่วยป้องกันอาการผิวลายได้ค่ะ บทสรุป รอยแตกลายนี้หากเกิดขึ้นแล้วจะไม่หายไป แม้ผิวหนังจะหดกลับเข้าสู่สภาพเดิมแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เกิดผิวแตกลายที่บริเวณใด ๆ บนเรือนร่างคือการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอค่ะ สาว ๆ คนไหนที่ไม่ค่อยจะทาครีมบำรุงผิว ก็อย่าลืมหันใส่ใจสักนิดนะคะ เพื่อจะได้มีผิวสวยอยู่กับเราไปนาน ๆ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- โยเกริ์ต... กับฟัน นักวิจัยมหาวิทยาลัยชาวอาทิตย์อุทัย แนะนำว่า ให้กินนมเปรี้ยวและอาหาร ที่มีกรดน้ำนมไว้ประจำ จะช่วยรักษาอนามัยปาก ป้องกันไม่ให้เป็นรำมะนาด อันเป็นสาเหตุใหญ่ทำให้ฟันหลุดร่วง ดร. โยชิโร ชิมาซากิ กับคณะร่วมกันศึกษาพบว่า การกินนมเปรี้ยวและกรดน้ำนม จะช่วยให้สุขภาพของปากดีเหนือกว่า ผิดกับการกินนมเนยที่ทำให้เกิดตรงกันข้าม เขากล่าวในรายงานผลการศึกษาไว้ในวารสารทางวิชาการ “ปริทันต์วิทยา” ว่า ผู้ที่เป็นโรครำมะนาด จะทำให้เหงือกร่น และฟันหลุดร่วง นอกจากการหมั่นแปรงฟัน และรักษาความสะอาดซอกฟัน ก็ยังไม่มีวิธีอื่นใดที่จะทำให้โรคบรรเทาลงได้ อาจารย์โยชิโรกับคณะ ศึกษาด้วยการประเมินความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยชายหญิง 942 ราย ที่มีอายุระหว่าง 40-79 ปี พบว่า ผู้ที่เป็นมากเกือบทั่วปาก เป็นคนที่นิยมกินอาหารที่มีกรดน้ำนมน้อยกว่าผู้ที่เป็นน้อย Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- เคล็ด (ไม่) ลับ ปรนนิบัติผิวตามวัย เพื่อผิวสวย สดใส สมวัย การดูแลผิวพรรณเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะไม่ว่าผู้หญิงเราจะอยู่ในวัยไหนก็ตามย่อมต้องการให้ผิวพรรณคงความสวยเนียนใส เปล่งปลั่ง และแข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้หญิงเราจึงใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลปรนนิบัติผิวเป็นพิเศษ แต่เราจะมีวิธีการดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง เพราะนอกจากแต่ละคนจะมีลักษณะผิวที่ต่างกันแล้ว ผู้หญิงในแต่ละวัยก็ยังมีสภาพผิวที่ต่างกัน นั่นหมายถึงวิธีการดูแลผิวย่อมไม่เหมือนกันด้วย เราลองมาดูกันนะคะว่าคุณควรดูแลผิวอย่างไรให้เหมาะกับผิวในแต่ละวัย วัย 15 - 20 ปี เริ่มสู่วัยหนุ่มสาว สิวเป็นปัญหาผิวที่มาพร้อมกับวัยนี้เสมอ เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังมีตัวการอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดสิวอีกหลายอย่าง เช่น การรบกวนผิว เครื่องสำอางบางชนิด ความเครียด รวมทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอด้วยค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสิวมักจะหายไปเองตามธรรมชาติเมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นนี้ไป ถึงอย่างไรก็ตาม การรักษาและป้องกันการเกิดสิวนั้นยังคงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรละเลย ขอแนะนำว่าควรใช้ยาทาประเภทลดการอุดตันเป็นประจำด้วย เพื่อป้องกันการเกิดสิวใหม่ ซึ่งน่าจะดีกว่าการปล่อยให้เป็นสิว แต่หากปัญหาสิวเป็นมากขึ้นหรือมีการอักเสบ และปัญหาที่มักพบตามมาภายหลังเมื่อมีปัญหาสิว ก็คือ แผลเป็นหลุมหรือรอยดำ คงต้องเพิ่มการดูแลผิว เสริมการรักษา ทั้งนี้ การปรึกษาแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นมากนะคะ และควรปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการทาครีมกันแดดเสมอนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าหมองคล้ำ แลดูไม่สดใส และปัญหาผิวอื่นๆ ที่อาจเกิดจากแสงแดดในระยะยาวเอาไว้ก่อนค่ะ วัย 20 ปี วัยนี้เป็นช่วงที่ผิวกำลังเปล่งปลั่งเต็มที่และสวยงามที่สุด เพราะปัญหาเรื่องสิวที่เป็นอุปสรรคในช่วงวัยรุ่นจะลดน้อยลง ยกเว้นเพียงบางคนที่มีผิวมันหรือมีฮอร์โมนเพศสูงก็ยังอาจทำให้มีสิวขึ้นมากวนใจอยู่เรื่อยๆ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เราเคยใช้ได้ดีตอนที่เป็นวัยรุ่นนั้น อาจจะไม่เหมาะสมกับวัยนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะผิวจะไม่ค่อยมันมากนัก จึงไม่จำเป็นจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยขจัดความมันบนใบหน้าอีกต่อไป ผิวหน้าอาจแลดูหมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ AHA เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน กระจ่างใสมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ ควรทาครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอทั้งตอนเช้าและก่อนนอน และที่สำคัญ อย่าลืมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพราะแสงแดดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัยได้นะคะ วัย 30 ปี ผิวหน้าของช่วงวัยนี้ จะเริ่มมีปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา โดยเฉพาะเวลาที่เรายิ้มจะเห็นริ้วรอยได้ชัดเจนขึ้น ผิวที่เคยเปล่งปลั่ง สดใส ก็จะดูแห้งกร้านขึ้น ความชุ่มชื้นบนใบหน้าก็ลดลง รวมถึงการผลัดเซลล์ผิวก็ช้าลง และสำหรับบางคนอาจเป็นฝ้า กระ มีปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวไม่กระชับ และไม่เรียบเนียนเหมือนเมื่อก่อนค่ะ เพราะฉะนั้น ในวัยนี้จึงต้องการการดูแลผิวมากขึ้นค่ะ การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์และครีมกันแดดก็เป็นสิ่งจำเป็นมากต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ซึ่งควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เนื่องจาก ผิวจะเริ่มแห้งมากขึ้น นอกจากนี้ สามารถเสริมด้วยการ Mask หน้า หรือทำ Treatment เพื่อช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วขึ้น และ Treatment เติมความชุ่มชื้นแก่ผิวให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม สดใส และมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนปัญหาผิวรอบดวงตานั้น แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์จำพวก Eye Gel หรือ Eye Cream ทาเป็นประจำก็จะช่วยลดริ้วรอย และทำให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้น กระชับเต่งตึงขึ้นค่ะ วัย 40 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่ผิวมีความยืดหยุ่นน้อยลง Elastin เริ่มเสื่อม ทำให้ความกระชับของผิวลดลง และขาดน้ำหล่อเลี้ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการสร้าง Collagen ลดลง ผิวแห้งกร้านและมีริ้วรอยมากขึ้นกว่าเดิม พบปัญหาร่องแก้ม หน้าผาก และรอยตีนกามาเยือน ดังนั้น ในวัยนี้ การบำรุงผิวเพื่อชะลอความเสื่อมของผิวจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากยิ่งขึ้น และต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพราะความแข็งแรงของผิวลดลง นอกจากนี้ บางคนยังมีปัญหาฝ้า กระอีกด้วย เนื่องจาก ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงเพราะเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ขอแนะนำให้ลองปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจดูสภาพผิวค่ะ เพราะอาจจะต้องได้รับการดูแลผิวอย่างเอาใจใส่เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจาก ปัญหาของผิวที่เริ่มปรากฏมากขึ้นนั่นเอง โดยอาจมีการเสริมการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น การทำ Treatment ที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อช่วยเติมสารอาหารและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งสามารถลดการเกิดปัญหาริ้วรอยจากความแห้งได้ค่ะ , การทำ Treatment ประเภทยกกระชับ (Lifting) ที่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ทำให้ผิวกระชับ เต่งตึง หรือการทำ Laser เพื่อกระตุ้นการสร้าง Collagen ช่วยให้ผิวกระชับและลดริ้วรอยค่ะ ส่วนการดูแลบำรุงผิวพรรณก็ต้องเอาใจใส่ทั้งภายนอกและภายในด้วย นอกจากการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ครีมกันแดด และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารประเภทผักสดและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินสำหรับบำรุงผิวพรรณ และการดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็ทำให้ผิวพรรณสดใส มีน้ำมีนวล หรืออาจรับประทานอาหารเสริมบำรุงผิว เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวจากภายในค่ะ บทสรุป การดูแลผิวหน้าไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดกัน แค่คุณรู้จักวิธีการดูแลบำรุงผิวอย่างถูกต้องและใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ เพียงแค่นี้คุณก็เป็นสาวที่มีผิวสดใส เปล่งปลั่ง เนียนนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์แล้วค่ะ และหากคุณเริ่มดูแลผิวอย่างดีมาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยยืดอายุผิวของเราให้คงความงามได้นานที่สุดนะคะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- แนะนำเคล็ดลับดูแลผิวสวย หลังแว็กช์ขน เพื่อผิวสวยไร้ขนมากวนใจ เรื่องแว็กซ์ขนกับความสวยความงามของผู้หญิง ดูเหมือนจะกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว เพราะสาว ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ยอมให้เส้นขนเล็ก ๆ บาง ๆ หรือเส้นขนดก ๆ ดำ ๆ หนา ๆ มาบดบังความสวยงามของตัวเองอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแว็กซ์ขนรักแร้ แว็กซ์ขนหน้าแข้ง แว็กซ์ขนแขน รวมไปถึงการแว็กซ์ขนตามจุดต่าง ๆ ในร่างกาย ล้วนเป็นที่นิยมของสาว ๆ รักสวยรักงามด้วยกันทั้งสิ้น แต่... เราจะดูแลผิวสวยของตัวเองอย่างไร ให้คงความนุ่ม ชุ่มชื่น และสวยงามเหมือนเดิมหลังจากการแว็กซ์ขน วันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับดี ๆ มาบอกค่ะ หลังจากการแว็กซ์ขน คุณควรลดอาการเจ็บปวดแสบร้อน ด้วยการใช้ก้อนน้ำแข็งคลึงบริเวณที่แว็กซ์ จะช่วยลดอาการแสบร้อนได้ดี อาจใช้เจลที่ลดอาการแสบร้อนทาร่วมด้วย หรือใช้ว่านหางจระเข้ทาบาง ๆ ก็ช่วยได้ไม่น้อยค่ะ แถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวของคุณอีกด้วย ทาครีมแก้แพ้ คุณสามารถขจัดรอยแดง และอาการคันบริเวณที่แว็กซ์ขน ด้วยการทาครีมแก้แพ้ ซึ่งสามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ด้วยค่ะ ใช้ผลิตภัณฑ์เหมาะกับสภาพผิว หากพบว่า คุณมักมีผื่นแดงขึ้นหลังการแว็กซ์ขนอยู่เรื่อย ๆ ควรบอกให้ช่างแว็กซ์ขนทราบ และเปลี่ยนใช้ผลิตภัณฑ์แว็กซ์ขนสูตรอื่นแทน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ทาครีมบำรุงผิว หลังการแว็กซ์ขน และอาการปวดแสบปวดร้อนหายแล้ว คุณควรทาครีมบำรุงผิวบริเวณที่แว็กซ์ขนเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณนั้นมีความชุ่มชื่น นุ่ม และไม่ทำให้เป็นรอยด้านด่างดำ ไปพบแพทย์ หากเกิดอาการแพ้รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ ง่าย ๆ แค่นี้ คุณก็สามารถมีผิวเนียนนุ่มหลังการแว็กซ์ขนได้แล้วล่ะค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- ผดผื่นหน้าร้อนรักษาอย่างไรดี ? รู้จักไว้ก็ป้องกันได้ เย้! ในที่สุดก็ถึงหน้าร้อนสักที สาว ๆ หลายคนคงรอคอยซัมเมอร์นี้กันอยู่ใช่ ไหมคะ ก็แหม. . แดดสวย ทะเลใส ในหน้าร้อนอย่างนี้ เหมาะแก่การอวดหุ่นสวย ๆ ในชุดบิกินี่เป็นที่สุดเลย ... นอกจากหุ่นสวย ๆ ที่เพิ่มความมั่นใจให้กับสาว ๆแล้ว ผิวอันเนียนนุ่มก็สำคัญเช่นกัน ค่ะ ไม่ว่าสาว ๆ จะมีผิวสีอะไร ก็สามารถเผยผิวสวยได้แน่นอน แต่ก็มีสาว ๆ บางคนที่ไม่กล้าเผยผิวในหน้าร้อนเท่าไร นั่นก็เป็นเพราะเจ้าผดผื่นหน้าร้อนนี่ล่ะ ที่เป็นอุปสรรคในการเผยผิวสวยของสาว ๆ สาว ๆ เคยเป็นไหมค่ะ เวลาอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลา นาน มักจะเกิด ตุ่มแดง ๆ เม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตามหน้าผาก คาง และส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า หรือบริเวณลำตัว ในส่วนที่โดนแดด เช่น บริเวณหัวไหล่ ข้อพับ ฯลฯ และเคยสงสัยกันบ้างไหมค่ะว่า เจ้าตุ่มแดง ๆ นี้ เป็นสิวหรือผดผื่น วันนี้เรามีคำตอบมาฝากค่ะ สาเหตุผดผื่นหน้าร้อน ตุ่มแดง ๆ ที่ดูคล้ายเหมือนสิวเม็ดเล็ก ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่สิวหรอกค่ะ แต่เป็นผดผื่นที่เกิดจากการเผชิญหน้า ต่อแสงแดดแรง ๆ เป็นเวลานาน อีกทั้งเจอมลภาวะทางสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน ทั้งนี้ การได้รับแสงแดดในปริมาณมาก ๆ จะทำให้ผิวมัน และเกิดความร้อนชื้นบนผิวสูง สิ่งสกปรกพวกนี้ ก็จะเกาะติดผิวของสาว ๆ ได้ง่าย เป็นเพราะเหงื่อถูกผลิตออกมามากไปจะไปทำลายเซลล์ที่ชั้นผิว และเมื่อมีฝุ่นละออง หรือควันมาเกาะอยู่บนผิว ก็จะทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายออกได้ จึงส่งผลให้ผิวของสาว ๆ เกิดผดผื่นได้ค่ะ วิธีแก้ไขผดผื่นหน้าร้อน วิธีแก้ไข ผดผื่นที่ดีที่สุดนั่นก็คือ การล้างหน้าให้สะอาด และ ชำระล้างร่างกาย ทันทีที่ถึงบ้าน หรือบางคนอาจจะทาครีมรักษาสิวจำพวก Benzoyl Peroxide หรือ Salicylic Acid บาง ๆ ในบริเวณที่เกิดผดผื่นดังกล่าว ก็จะช่วยกระชับผิวและกำจัดน้ำมันส่วน เกินออกไป แต่อย่าทาในปริมาณที่เยอะเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งได้ ไม่เช่นนั้น แทนที่ผดผื่นจะหาย กลับกลายได้สิวมาแทนที่ซะนี่ หรืออาจจะใช้ สมุนไพรช่วยรักษา ก็ได้ เพราะสรรพคุณของสมุนไพรบ้านเรา มีหลากหลายชนิดที่ช่วยลดผดผื่น ไม่ว่าจะเป็น ผลมะระ, ผลมะคำดีควาย ,เหง้าขมิ้น, พลู, ฟ้าทะลาย, ขมิ้นชัน อาจจะทำเองโดยการบดให้ละเอียดแล้วคั้นน้ำออก แล้วทาผิวหลังอาบน้ำเช้าเย็น หรืออาจจะซื้อเป็นผงสมุนไพรรักษาผดผื่นสำเร็จรูปก็ได้ค่ะ เอ้า... หวังว่าเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้จะช่วยให้สาว ๆ มีความมั่นใจกล้าเผยผิวในหน้าร้อนกันนะจ๊ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 8 สิ่งง่ายๆ ที่ควรมีไว้ในฤดูร้อน ร้อน ร้อน ร้อนนน เข้าสู่เดือนเมษายน ก็ต้องทนร้อนกันหน่อยแต่อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ ถึงจะร้อนแค่ไหนสาวๆ อย่างเราก็สวยเฟี้ยวและเปรี้ยวได้เช่นเดิม รีบไปเปิดสต็อกในกรุสมบัติที่บ้านดูว่ามีอะไรที่ยังเหลือ อะไรที่ขาด และต้องเตรียมอะไรไว้ในฤดูร้อนนี้่กันน๊า... 1. หมวก สิ่งจำเป็นในการเพิ่มสีสัน และลูกเล่นให้กับลุคการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี ทำให้วันสดใสกลางแดดของคุณเพลินๆ ได้ไม่มียั้ง 2. ผ้าผูกผม อันนี้ต้องมีไว้ค่ะเพราะนอกจากจะเป็นผ้าผูกผมได้แล้ว ยังสามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์อีกด้วย เช่น คลุมไหล่ รองนั่ง ผูกเอวให้ดูเก๋ไก๋ก็ยังได้นะคะ 3. ครีมกันแดด รับรองได้ว่าจำเป็นที่สุดสำหรับฤดูร้อนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพกติดตัวกันไว้เลย เพราะไม่ว่าสาวๆ จะออกแดดก็จะใช้ทาได้ ซ้ำๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ผิวขาวของคุณจะได้ไม่ต้องดำคล้ำเสียไงค่ะ 4. บิกินี่ เป็นอีกชิ้นยอดฮิตสำหรับสาวๆ เลยค่ะ เพราะสมัยนี้ใครที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวอินเทรนด์ต้องมีไว้ เผื่อวันไหนนึกอยากไปว่ายน้ำ หรืออาบแดดที่ทะเลขึ้นมา ก็ไม่ต้องเสียเวลา รีบคว้าเจ้าบิกินี่ตัวโปรดออกมาใส่ได้เลย 5. ขาสั้น ร้อนแบบนี้จะให้ใส่ขายาวรุงรังก็คงไม่ไหว แถมยังต้องตกเทรนด์ไปอีกต่างหาก สาวๆ ทั้งหลายควรมีไว้ในหน้าร้อนเช่นกันค่ะ 6. แว่นกันแดด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ใครๆ ก็ต้องพกพาเพราะนอกจากจะเป็นอาวุธที่ช่วยในการอำพรางหน้าตาได้เป็นอย่างดีแล้วเจ้าแว่นตาก็่ถือเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในการแต่งตัวด้วย ถ้าออกจากบ้านแล้วพกแว่นตามาด้วยทุกครั้งก็มั่นใจในวันแดดจ้าได้เลย 7. รองเท้าแตะ ผ่อนคลายให้กล้ามเนื้อส่วนเท้าด้วยการใส่รองเท้าแตะบ้างในฤดูร้อน เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดูแมตซ์กับสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายของคุณได้เป็นอย่างดี แค่นี้ก็เดินช๊อบปิ้ง วิ่งเล่นน้ำทะเลกันแบบชิลล์ๆ ได้แล้ว 8. น้ำหอม เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของสาวๆ ที่จะขาดไม่ได้ เพราะความหอมของคุณนี่แหละ ทำให้ใครๆ มักจะหลงใหลได้ง่ายๆ เพียงฉีดนิดพรมหน่อยก็ออกไปหอมหวานได้ตลอดทั้งวันแล้วค่ะ เอาเป็นว่าไม่ว่าจะแต่งตัวแบบไหนหรือสวยอย่างไร ก็แล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน แต่อย่าลืมดูกาลเทศะของสถานที่ที่จะไปว่าเหมาะสมหรือไม่ด้วยนะคะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 10 ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ มีอะไรบ้าง ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร? หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า "อนุมูลอิสระ" กันมาบ้างแล้ว ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายต่างๆ ทั้งทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ การอักเสบ เนื้อเยื่อต่างๆ ถูกทำลาย การเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการเกิดอนุมูลอิสระนั้นก็มาจากมลพิษในอากาศ จากควันบุหรี่ แสงแดด ฯลฯ อีกทั้งยังเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของออกซิเจนภายในเซลล์ หรือเกิดจากการย่อยทำลายเชื้อแบคทีเรียของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ในการกินนั้น ก็มีสิ่งที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ซึ่งก็มีสารอาหารอยู่ 3 สิ่งด้วยกันคือ วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ สำหรับ "วิตามินซี" นั้น จะทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันการถูกอนุมูลอิสระทำลาย อาหารที่มีวิตามินซีอยู่มากก็มักจะเป็นอาหารประเภทผลไม้ต่างๆ ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ ผลไม้ในประเทศไทยเราซึ่งมีวิตามินซีมากที่สุด 10 อันดับแรก ก็ได้แก่ 1. ฝรั่งกลมสาลี่ 187 มิลลิกรัม 2. ฝรั่งไร้เมล็ด 151 มิลลิกรัม 3. มะขามป้อม 111 มิลลิกรัม 4. มะขามเทศ 97 มิลลิกรัม 5. เงาะโรงเรียน 76 มิลลิกรัม 6. ลูกพลับ 73 มิลลิกรัม 7. สตรอเบอร์รี่ 66 มิลลิกรัม 8. มะละกอแขกดำสุก 55 มิลลิกรัม 9. พุทราแอปเปิ้ล 47 มิลลิกรัม 10. ส้มโอขาวแตงกวา 48 มิลลิกรัม Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 4 วิธีแก้หน้าหมองคล้ำ ให้กลับมากระจ่างใส ผิวหมองคล้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา เวลาที่ผิวโดนแดดนาน ๆ จะสังเกตว่าหลายคนจึงมีผิวคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลานานหลายวัน หรือบางครั้งเป็นสัปดาห์ กว่าจะกลับมามีสีผิวเหมือนเดิมอีกครั้ง สาเหตุหลักๆ มีทั้งภายใน เช่น พันธุกรรม ภายนอกอย่างแสงแดด รังสียูวี และ มลภาวะ ก็เป็นตัวการเร่งอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ แสงแดดสามารถทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำได้มากถึง 90% สีผิวจึงแลดูไม่สม่ำเสมอ และหมองคล้ำ จะป้องกันอย่างไรดี 1. หลีกเลี่ยงแสงแดด รังสี UV จากแสงแดดที่มาของการเกิดปัญหา เช่น สิว ริ้วรอย ผิวไหม้หรือแม้แต่มะเร็งผิวหนัง และผิวที่มีจุดด่างดำหมองคล้ำก็มีสาเหตุมาจากรังสี UV ด้วยเช่นเดียวกัน หลังได้รับรังสี UV ติดต่อกันไม่กี่วัน ผิวจะเริ่มผลิตเม็ดสีเมลานินออกมา ดูดซับ และกระจายรังสีออก ไม่ให้เข้ามาทำร้ายนิวเคลียสของเซลล์ ผิวไม่เพียงจะคล้ำขึ้น เซลล์ผิวชั้นบนก็จะหนาขึ้น หยาบ รูขุมขนดูกว้างขึ้น สามารถกลายเป็นปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ ในอนาคตได้ 2. หลีกเลี่ยงความร้อน การถูกความร้อนอยู่เป็นประจำ มีส่วนกระตุ้นให้สีผิวคล้ำขึ้นได้ โดยเฉพาะในผิวที่ไวต่อการเป็นฝ้า 3. เลี่ยงการรบกวนผิว การกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างสารก่อการอักเสบ เมื่อผิวเกิดภาวะอักเสบ จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีออกมามากผิดปกติได้ 4. เลี่ยงการใช้ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย บางภาวะ จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี เช่น ในขณะตั้งครรภ์ วัยทอง เพราะรับประทานยาบางประเภท ที่ทำให้ไปกระตุ้นเซลสร้างเม็ดสีให้ผลิตเม็ดสีมากจนเกินไป บางคนในช่วงมีประจำเดือนจะสังเกตเห็นว่า กระและฝ้าสีเข้มขึ้น หรือหลังตั้งครรภ์ได้ 4-5 เดือน เกิดภาวะผิวหมอง และเป็นฝ้า หรือการได้รับยาคุมกำเนิดที่ทำให้ไปกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีออก มามาก บทสรุป ถ้าเกิดผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำไปแล้ว เราสามารถจัดการกับความหมองคล้ำได้หลายระดับ เริ่มตั้งแต่ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส ทายาในกลุ่ม whitening ต่างๆ อย่างต่อเนื่องร่วมกับการทำ treatment เช่น treatment ผลัดเซลผิว , treatment เพื่อผิวกระจ่างใส อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกๆ 1 สัปดาห์ หากต้องการตัวช่วยที่รวดเร็ว การใช้เครื่องมือแพทย์ เช่น IPL ก็ให้ผลที่ทันใจ และที่สำคัญหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะแสงแดดค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- ครบทุกความต้องการกับสารพัดวิธีกำจัดขน เรื่อง ขน ขน อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จริงๆแล้วไม่เล็กเลย ขนก็สร้างปัญหาให้เราได้เช่นกัน เพราะเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ก็เป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร 1. การโกน เป็นวิธีที่รวดเร็ว และไม่ยุ่งยาก โดยใช้ใบมีดสะอาดก็โกนขนส่วนเกินออกได้อย่างง่ายดาย ข้อเสียคือต้องทำบ่อย เพราะจะเกิดขนสั้น ๆ ขึ้นเร็วมาก และแข็ง 2. การแว็กซ์ขน จะใช้ขี้ผึ้งไปจับเส้นขนให้ติดออกมา ซึ่งเป็นการกำจัดขนแบบถึงราก ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มไร้ขน ได้นานประมาณ 1 เดือน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบร้อนแบบเย็น 3. กำจัดขนด้วยกระแสไฟฟ้า ทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องมือส่งกระแสไฟฟ้า ที่มีลักษณะเป็นเข็มเข้าไปจี้ทำลายต่อมขน ไม่ให้ขนสามารถขึ้นมาได้อีก แต่ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เรียกว่าเป็นการชะลอการงอกของเส้นขนนั่นเอง 4. การกำจัดขนโดยเลเซอร์ เป็นวิธีที่นำมาใช้ในปัจจุบันเป็นวิธีกำจัดขนที่สามารถหยุดการงอกของเส้นขนได้ในระยะยาว กำจัดเส้นขนได้ครั้งละมาก ๆ และสามารถกำจัดได้เกือบ80 % เแพทย์จะยิงเลเซอร์ตามบริเวณที่ต้องการกำจัดขน แสงเลเซอร์จะช่วยทำลายรากขน เพื่อไม่ให้ขนเกิดขึ้นมาได้ใหม่ ชอบแบบไหนสะดวกแบบไหนก็ลองนำไปใช้กันให้เหมาะสมกับตัวคุณก็แล้วกันนะคะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- วิธีดูแลผิวหน้า หล่อ-สวย แบบใสใสหน้าไม่มัน หน้ามัน เป็นภาวะที่พบได้ทั้งชายและหญิง เนื่องจากมีอิทธิพลของฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้นไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมาก ขึ้น และสิ่งแวดล้อมก็มีส่วน การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ที่มีหน้ามัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามสภาพผิว ซึ่งการดูแลผิวขั้นพื้นฐานนั้นสำคัญที่สุด 1. หนุ่มๆควรล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งต่อวัน แต่ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะถ้ามากเกินไปก็จะทำให้ผิวหน้าแห้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีคุณสมบัติควบคุมความมัน (Oil Control หรือ Oil Free) เพราะจะควบคุมความมันบนใบหน้าได้ดีกว่าการใช้โฟมทั่วไปหรือสบู่อาบน้ำที่ทำ ให้ผิวแห้งเกินไปอีก 2. ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้น ควรเลือกชนิดปราศจากน้ำมัน (Oil-free) และไม่อุดตันรูขุมขน (Non-Comidogenic) และควรมีสารป้องกันแสง UV ที่จะมาทำลายผิวด้วย 3. ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อเปิดรูขุมขนให้สามารถขจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึก จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็นในน้ำสุดท้ายเพื่อกระชับรูขุมขน 4. ใช้โลชั่นเช็ดหน้า (Toner) เพื่อกระชับผิวหน้า ควรเลือกใช้โลชั่นเช็ดหน้าที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่น้อยที่สุด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหน้าแห้ง ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากปัจจัยที่ผิวหน้ามันเพราะต่อมไขมันทำงานมาก ถือว่ามีความแตกต่างจากการที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นจากการสูญเสียน้ำ 5. พกกระดาษซับมัน เพื่อลดอาการหน้ามันเยิ้มที่ทำให้ดูโทรม บทสรุป การดูแลง่ายๆ เพียงเท่านี้ผิวของเราก็สุขภาพดีห่างไกลความมันแล้วค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- อยากรักแร้ขาวยกแขนขึ้น รวม 7 วิธีทำให้รักแร้ขาว เชื่อว่าคุณผู้หญิงทุกท่านคงอยากจะมีรักแร้ที่ขาวเนียนเรียบอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้สวมใส่เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว หรือเสื้อเกะอกกันได้อย่างมั่นใจ หรือยกแขนได้อย่ามั่นใจ 1. ระวังการแพ้เครื่องสำอาง เช่น หลีกเลี่ยง โรลออน หรือ น้ำหอม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ผิวใต้วงแขนดำ 2. ใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง ทาบริเวณใต้วงแขน สีผิวที่คล้ำจะค่อย ๆ จางลง 3. หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรงๆ เพราะบริเวณผิวใต้วงแขนเป็นผิวที่บอบบาง 4. การทำเลเซอร์ ในการกำจัดเส้นขน และช่วยให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเรียบเนียนและขาวขึ้น และที่สำคัญควรรักษาความสะอาด หากผิวหนังของเราไม่สะอาด ไม่เพียงแต่รักแร้ดำเท่านั้นยังอาจส่งกลิ่นมาด้วย Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- โชว์แผ่นหลังไร้สิว ได้ไม่อายใคร ไม่ใช่เพียงแค่บนใบหน้าที่เป็นปัญหากวนใจเท่านั้นเจ้าสิวพากันผุดขึ้นที่หลังจนทำให้หลังเนียนเต็มไปด้วยตุ้มแดง ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลังหลักๆแล้วมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ 1. เกิดจากชีวิตประจำวันของเราเอง 2. เกิดจากฮอร์โมนของเรา วิธีจัดการกับสิวบนหลัง วันนี้มีวิธีจัดการกับสิวบนหลังมาฝากสาวๆๆ สิวที่หลังมักขึ้นมาจากเหงื่อออกและแห้งไปกับตัว ควรอาบน้ำทันทีหลังเหงื่อออกแล้วเช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อที่แห้งสะอาด จะช่วย แนะนำให้มาใช้สบู่ก้อนที่มีคุณสมบัติที่ลดแบคทีเรีย 24 ชั่วโมง หรือสบู่ที่ใช้ในการรักษาสิวโดยเฉพาะ ก่อนนอนทายาป้องกันเชื่อแบตทีเรีย หรือยาลดการอักเสบของสิว ทาบริเวณหลังที่เกิดสิวก่อนนอนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการทาโลชั่นหรือออยล์บริเวณหลัง หลังจากอาบน้ำ สาว ๆ หลายคนมักจะใช้เบบี้ออยล์ทาทั่วตัว ขณะตัวเปียก ก่อนจะเช็ดตัว ซึ่งออยล์จะไปเพิ่มน้ำมันบนผิว ให้เกิดสิวได้โดยง่าย ลองนำไปใช้กันดูค่ะ จะได้อวดแผ่นหลังกันได้อย่างไม่ต้องอายใครกันอีก Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- รู้ไหม ดื่มนมดีต่อสุขภาพนะ หากบริโภคอย่างถูกวิธี นมเป็นอาหารที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ นม 1 แก้ว (250 มล. ) มีสารอาหารที่จำเป็น และเป็นประโยชน์กับร่างกายคนเรา ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญที่สุดในการสร้างกระดูก ฟัน และน้ำนม ดังนั้นเด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และหญิงที่มีลูกอ่อนควรดื่มนมเป็นประจำ วิตามิน วิตามินเอ มีหน้าที่สำคัญต่อระบบสายตา , วิตามินบี B1 ช่วยในการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และระบบขับถ่าย , B2 ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และผิวหนัง , B6 ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็ก , B12 สร้างเซลล์ในโพรงกระดูก และเม็ดเลือดแดง วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง สร้างภูมิป้องกันต้านทานโรค และทำลายสารพิษต่าง ๆ วิตามินดี ก่อให้เกิดการป้องกันความผิดปกติของกล้ามเนื้อ และลดไขมันในเส้นเลือด โปรตีน ซึ่งจะช่วยสร้างและบำรุงกล้ามเนื้อในร่างกาย ส่วนโปรตีนคุณภาพสูงที่ได้จากนมนี้จะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อโครงสร้างของโปรตีนในร่างกาย คาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตของนม คือ น้ำตาลของแลคโตส (Lactose)แลคโตสเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์พวกนี้จะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของมนุษย์ ช่วยสร้างวิตามิน บี และ ควบคุมจุลินทรีย์อื่นๆ บทสรุป เมื่อรู้ถึงคุณประโยชน์ของนมว่ามีมากมายขนาดนี้แล้ว มาดื่มนมกันอย่างน้อยวันละ 1 แก้วเพื่อร่างกายที่แข็งแรง Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- "กระ" ป้องกันให้ตรงจุด เผยผิวใสอย่างมั่นใจ หนึ่งปัญหาที่ทำให้สีผิวไม่กระจ่างใส ที่รบกวนใจหลายๆคนไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาจุดสีน้ำตาลที่เรียกว่า “กระ” กระ (Freckle) คือ อะไร กระ คือ ความผิดปกติของสีผิว มีลักษณะเป็นจุด (Macule) สีน้ำตาล มักเกิดกระจายอยู่ทั่วใบหน้าพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายกระ อาจจะนูนหรือไม่นูนก็ได้ขึ้นกับชนิดของกระ ประเภทของกระ แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. กระตื้น ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0. 5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดสีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลงได้เอง 2. กระลึก ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง 3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ จะเป็นก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระก็ได้ บางครั้งดูคล้ายหูด มักพบบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัวก็ได้ 4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุหรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน สาเหตุของการเกิดกระ 1. พันธุกรรม 2. แสงแดด การป้องกันและรักษา 1. หลีกเลี่ยงแสงแดด ให้มากเท่าที่จะมากได้ แต่ถ้าหลีกเหลี่ยงใม่ได้ควรจะสวมหมวกหรือเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด 2. ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเผชิญแสงแดดน้อยหรือมากก็ตาม เพราะแสงแดดจะเป็นตัวกระตุ้นให้สีเข้มขึ้น 3. สามารถรักษาโดยใช้เลเซอร์ ควรดูแลบริเวณที่ทำการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เลเซอร์ บทสรุป ปัญหาผิวต่างๆเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุและที่มา การป้องกันจึงเป็นแนวทางการดูแลผิวพรรณที่ดีที่สุด ควรดูแลเรื่องครีมบำรุงและครีมกันแดดให้มากขึ้น เพราะถ้าหากละเลยแล้วอาจจะทำให้กระกลับมาขึ้นเหมือนเดิม Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- แอปเปิ้ล ประโยชน์ล้นเหลือ ผลไม้มหัศจรรย์ แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดนิยม ที่หลายๆคนมักเรียกหาและหยิบมารับประทานอยู่บ่อย ๆไม่ได้มีดีแค่รสชาดเท่านั้น ยังมีประโยชน์มากมายที่ซ่อนอยู่ในแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลช่วยควบคุมน้ำหนัก การกินแอปเปิ้ลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิ้ลมี คาร์โบไฮเดรต ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ดีต่อสุขภาพผิว ชะลอความแก่ และมีคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น มีเส้นใยอาหาร ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ อยากมีหุ่นสวย สุขภาพผิวที่ดี อย่าลืมที่จะมีแอปเปิ้ลไว้ทานที่บ้านน่ะค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 4 วิธีลดรูขุมขนกว้าง หน้าใสแบบไร้ปัญหา รูขุมขนกว้าง ปัญหาที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองเพราะผิวหน้าที่รูขุมขนกว้างนอกจากจะทำให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียน ผิวหน้าดูหยาบกร้าน ลองวิธีง่ายๆกันดีกว่า 1. รักษาความสะอาด โดยทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดวันละสองครั้งขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขนออกไปและเมื่อไม่มีสิ่งอุดตันใด ๆ ในรูขุมขนแล้ว ผิวก็จะใสไร้รูขุมขนไร้สิวอีกด้วย 2. การทำทรีทเม้นท์หรือการมาส์กหน้า เพื่อช่วยให้ผิวกระชับขึ้น โดยทรีทเม้นท์นั้นก็ช่วยบำรุงผิวและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่พร้อมช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้นอีกด้วย 3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลง ปัจจุบันนี้มีครีมสำหรับกระชับรูขุมขนให้เลือกใช้มากมายลองเลือกใช้แบบที่เหมาะกับผิวหน้าของคุณ 4. ปกป้องผิว อย่าลืมปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด เพราะแสงแดดและความร้อนจะทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเสียความชุ่มชื้น บทสรุป ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนหากคุณรู้จักดูแลรักษาผิวหน้าของตัวคุณเอง พยายามดูแลเรื่องความมันบนใบหน้า เพราะความมันนี่แหละเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้รูขุมขนกว้างนั่นเอง แค่นี้คุณก็สามารถมีผิวหน้าที่สวยเรียบเนียนได้ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- เคล็ดไม่ลับ หุ่นสวยเป๊ะ น้ำหนักไม่ขึ้น แม้วันหยุดยาว ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่อยากมีหุ่นสวย โดยเฉพาะคุณสาวๆที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ่นสวยๆแม้ว่าจะเป็นวิธีที่อันตรายก็ตาม แต่วันนี้มีวิธีที่ทำให้คุณสาวๆๆหุ่นกระชับสวยเป๊ะและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 1. เตรียมใจและตั้งเป้าหมาย ให้กับตัวเองในการที่จะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เช่น กำหนดว่าเดือนนี้ต้องลดให้ได้ 1 -2 กิโลกรัม 2. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ และงดอาหารที่มีไขมันสูง 3. ออกกำลังกายบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ทั้งนี้ เพราะการออกกำลังกายทำให้ร่างกายได้ขับของเสียออกมา ทำให้ไต ตับ ทำงานน้อยลง 4. การพักผ่อนให้เพียงพอควรพักผ่อนวันละ 6-8 ชม. ต่อวัน เพื่อให้กระบวนการในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะการนอนผิดเวลาทำให้การทำงานของระบบในร่างกายรวน ทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคอื่นๆตามมาในภายหลัง 5. การดื่มน้ำช่วยได้ ควรรับประทานน้ำให้ได้ถึงวันละ 8-10 แก้ว เพราะว่าน้ำจะไปทำความสะอาดอวัยวะต่างๆของร่างกาย อีกทั้งการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกด้วย ความพยามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้นลองพยามกันรับลองได้ว่าได้ทั้งหุ่นสวยและสุขภาพดีแน่นอน Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 4 สูตร หมดปัญหากังวลใจเรื่องกลิ่นเท้า ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน กลิ่นเท้า ปัญหาอันดับแรกที่ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมักเป็นกังวลใจเลยทำให้หลายๆท่านขาดความมั่นใจ วิธีง่ายๆ ดับกลิ่นเท้ามาฝากให้ทุกคนได้หายกังวลใจ 1. ล้างเท้าให้สะอาด ควรล้างอย่างพิถีพิถัน ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดโดยเฉพาะ หรือนำถุงน้ำชาที่ชงแล้วสัก 4-5 ถุงมาแช่ใส่อ่างผสมน้ำอุ่นนำเท้าแช่ลงไปประมาณ 5 นาที ทำอย่างนี้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เท้าจะไม่มีกลิ่น เพราะถุงชาจะเปลี่ยนความเป็นกรดด่างและหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย 2. ปลดปล่อยเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าที่คับจนเกินไปเพื่อให้เท้าได้หายใจ ระบายเหงื่อและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างปลอดโปร่ง ส่วนถุงเท้าควรเป็นผ้าฝ้ายจะได้ถ่ายเทอากาศได้ดีและควรถอดรองเท้าและถุงเท้าออก หัดเดินเท้าเปล่าบ้าง 3. สวมรองเท้าคู่อื่นบ้าง ใช้รองเท้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ความสะอาดรองเท้า ถ้ารองเท้าอับชื้น นำไปผึ่งแดด เพื่อให้รองเท้ามีโอกาสแห้ง เก็บรองเท้าที่ไม่ใช้ไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้ดีและเมื่อสวมใส่ควรเช็ดเท้าให้แห้งก่อนหรือฉีดสเปรย์ระงับกลิ่น 4. พยายามทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยอาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยที่เท้า นอกจากนั้นก็อาจใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็ได้ บทสรุป ไม่ยากเลยใช่ไหมละ แค่นี้เราก็เรียกความมั่นใจกลับมาได้แล้ว อย่าลืมไปลองทำกันดูรับลองกลิ่นเท้าก็จะค่อยๆ หายไปเอง Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- รังสียูวีภัยร้ายทำลายผิว ส่งผลเสียต่อสุขภาพ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี มันคือคุณและโทษของแสงแดดถ้าต้องเจอมากเกินผิวก็หมองคล้ำ ดำ กระ หลากปัญหา แต่ถ้าไม่ได้รับเลยก็ขาดประโยชน์ ขาดวิตามินดี เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน แสงแดดประกอบด้วยรังสียูวี รังสี UV เป็นตัวที่เกี่ยวข้องกับพวกเรามากที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะมันสามารถทะลวงผ่านชั้นผิวหนังของเราได้ เป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ตามมาที่ไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้ผิวหมองคล้ำ เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาฝ้า กระ แก่ก่อนวัย ริ้วรอย หากตากแดดเป็นเวลานาน ๆ อาจเกิดการระคายเคือง ไหม้ อักเสบ คัน และที่น่าเป็นห่วงคือ การตากแดดเป็นระยะเวลานาน ๆ หลายปี อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ รังสีอัลตร้าไวโอเลตนอกจากจะมีผลกับผิวหนังของเราแล้วยังทำให้เกิดปฏิกริยาเป็นอันตรายต่อส่วนต่างๆ ของดวงตา ในแสงแดดมีรังสีอยู่หลายชนิดที่รู้จักกันดีก็คือ อุลตราไวโอเลต (UV) รังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) เอ (UVA) ทำให้เกิดภาวะแก่จากแสงแดด(Photoaging) นอกจากนี้ยังทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีแทน ก่อให้เกิดกระแดด และฝ้าริ้วรอย, หมองคล้ำ รังสียูวีเอสามารถทะลุผ่านกระจกใสได้ดังนั้นถึงนั่งอยู่ในตึกที่กั้นด้วย กระจกใสแสงยูวีเอก็ยังทะลุผ่านมา รังสีอัลตราไวโอเลต ยูวีบี (UVB) ทำให้เกิดผิวไหม้ หรือ Sunburn ผิวไหม้, แดง, ผิวหมองคล้ำ, มะเร็ง ผิวหนัง, ฝ้า, กระรังสีอัลตราไวโอเลต ยูวีซี (UVC) โชคดีที่ยูวีซีไม่ค่อยมาที่ผิวโลก เพราะมีชั้นโอโซนกั้นอยู่ วิธีป้องกันรังสียูวี หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาที่มีรังสียูวีมาก คือ ตั้งแต่เวลา 10. 00-16. 00 น. การหลบแดดเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด สวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ เช่น กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง กางร่มกันยูวี เสื้อที่ทอเนื้อแน่นกว่าสามารถป้องกันยูวีได้มากกว่าผ้าเนื้อบางทาครีมกันแดดทุกวัน โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า การป้องกันให้เหมาะสม เพราะครีมกันแดดนั้นมีค่าการปกป้องต่างกันเพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องรังสียูวี วิธีเลือกครีมกันแดด สำหรับวิธีง่าย ๆ ในการเลือกใช้ครีมกันแดด คือ ดูเรื่องของประสิทธิภาพ ป้องกันทั้งยูวีเอและบี ส่วนค่าเอสพีเอฟ (Sun Protection Factor) สูงไว้ก่อน (ค่าสำหรับ UVB protection) สำหรับคนผิวมัน ถ้าพบปัญหาหลังทาครีมกันแดดแล้วหน้ายิ่งดูมันเยิ้ม สามารถทาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Shine Control (เช่น Pan Dermacare Clarifying Shine Control) ก่อนทาครีมกันแดดตามปกติ และเลือกครีมกันแดดที่มีปริมาณน้ำมันน้อย ถ้าเป็นคนผิวแห้งควรเลือกใช้แบบครีม เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้น ติดผิวนานดี ถ้าเป็นสุภาพบุรุษหรือว่าคนที่ผิวมันควรเลือกใช้ที่เป็นเจล โลชั่น หรือน้ำ เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะ ประเภทของครีมกันแดด 1. Chemical Sunscreen เป็นกันแดดชนิดดูดซับแสง เปลี่ยนรังสี UV เป็นความร้อนแล้วสลายไป ควรทา 30 นาทีก่อนออกแดด 2. Physical Sunscreen สะท้อนแสงออกจากผิว เป็นสารทึบแสง ออกฤทธิ์โดยการสะท้อนแสง (Reflect)ทาแล้วออกแดดได้เลย 3. Mixed Sunscreen เป็นครีมกันแดดที่ออกฤทธิ์ได้ทั้งดูดซับแสงและสะท้อนแสง บทสรุป แต่ถ้าเลี่ยงแสงแดดไม่ได้จริงๆ ควรรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ อาจพิจารณาให้รับประทานอาหารเสริมที่ป้องกันการคล้ำของผิว เช่น กลูตาไธโอน (เช่น Gluta Radiant,Collagen Gluta Plus) หรือรับประทานวิตามินที่มีฤทธิ์ anitioxidant เช่น วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน วิตามินดี แคลเซียม เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายเราให้ทนต่อแสงแดดได้มากขึ้น Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 6 ข้อ เทคนิคกู้ผิวให้กลับมาสวยสดใสหลังคืนปาร์ตี้ สาวๆ เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าคะ หลังจากจบงานปาร์ตี้มาเมื่อไหร่ หน้าจะโทรม ผิวจะคล้ำตาจะดำเป็นหมีแพนด้า โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบอาบน้ำไม่ชอบล้างหน้าก่อนนอน ทั้งๆ ที่แต่งหน้าจัดเต็มมาทั้งคืน ปัญหานี้คือตัวการหลักทำร้ายผิวสวยๆ ของคุณ และนอกจากนี้สาวๆ นักดื่มทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ทำลายผิวคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะออกไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยงแค่ไหน กลับมาถึงบ้านแล้วต้องปรนนิบัติพัดวีผิวของตัวเองด้วย เพราะถ้าขืนยังเอาแต่ปาร์ตี้โดยไม่ดูแลผิวเลย งานต่อไปมีหวังได้เอาหน้าโทรมๆ ไปอวดเพื่อนแน่นอน 1. อัพหน้าโทรมให้สวยใสเหมือนเดิมเติมน้ำให้ผิว ใครที่ดื่มมาแอลกอฮอล์ในงานปาร์ตี้มาหนัก ก็ควรดื่มน้ำเปล่าให้เยอะๆ เพื่อชดเฉยน้ำที่สูญเสียไป และช่วยให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกมาได้เร็วมากขึ้น เพราะว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดและในกล้ามเนื้อ พวกสารแปลกปลอมที่เราบริโภคเข้าไปมักมีความเข้มข้นมากกว่าเลือดของเรา น้ำ ที่อยู่ในชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อจึงต้องออสโมซิสเข้าไปในเลือด เพื่อที่จะทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถคงความเป็นปกติของระบบการไหลเวียนของระบบโลหิตไว้ได้ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผิวของเรามักแห้ง กร้านเหมอืนขาดน้ำหลังจากการดื่มแอลกอฮอลล์ โดยเฉพาะในบริเวณผิวหน้านอกจากนี้การดื่มน้ำผลไม้ หรือ รับประทานวิตามินเสริม ก็สามารถช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากปาร์ตี้ได้ดีเช่นกัน เพราะวิตามินในผลไม้จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย คนที่เน้นดื่มมากกว่ารับประทานอาหารจึงอาจมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดร่วมขึ้นได้จึงต้องดื่มน้ำหวาน หรือ น้ำผสมผงเกลือแร่เพิ่มด้วย 2. แก้ไขรอยจ้ำแดง บางคนไม่รู้ตัวว่าทำไมผิวอยู่ดีๆ ก็เป็นรอยแดงเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะสาเหตุจากการที่แอลกอฮอล์ในร่างกายไปขัดขวางทางเดินของเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัวจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก หรือ เกิดจากปัญหาอื่นๆเช่น แพ้แอลกอฮอล์ แพ้แมลงกลางคืน แพ้ควันบุหรี่ เป็นต้น วิธีการแก้ไขสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการพอกหน้าด้วยมาส์คที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อช่วยลดการบวมแดง หรือ ใช้ครีมที่ช่วยซ่อมแซมและฟื้นบำรุงผิวชนิดเข้มข้น รับรองว่าเช้ามาหน้าสาวๆ จะเนียนใสรอยจ้ำแดงหายไปชัวร์ 3. ให้อาหารดวงตา (หมีแพนด้า) คงเป็นเรื่องโชคร้ายแน่ๆ ถ้านอนตื่นขึ้นมาแล้วต้องพบกับปัญหาที่ทำให้สาวๆ ไม่สวยนั่นก็คือ ตาบวม หรือ ใต้ตาคล้ำอันเนื่องมาจากการอดนอนนอนน้อยหลังจากค่ำคืนแห่งการปาร์ตี้ ทั้งนี้เนื่องจากแอลกอฮอลมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอยู่แล้ว ทำให้น้ำที่อยู่ในร่างกายเหลือน้อยลงขึ้นไปอีก การไหลเวียนของโลหิตไม่ดีพอ หรือ การสูบฉีดไม่ทั่วถึงนั่นเอง ทำให้โลหิตคั่งตรงใต้ตาไม่กระจายไปที่อื่น พอนานเข้าใต้ตาจะทำให้เป็นสีเข้ม และยิ่งผิวบริเวณใต้ตาบอบบางมากทำให้มองเห็นเป็นสีดำเข้มกว่าส่วนอื่นๆ วิธีแก้ไขปัญหานี้ คือ หาถุงชากลิ่นหอมๆ ที่ทิ้งไว้จนอุ่นแล้วมาวางลงบนเปลือกตาเพื่อช่วยลดอาการบวม หรือจะใช้วิธีง่ายๆ อย่างแตงกวาแช่เย็นฝานบางๆ วางทับบนเปลือกตาก็ได้ แค่นี้ดวงตาก็จะสดใสผิวที่บอบบางรอบดวงตาจะกักเก็บน้ำไว้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ควรหาครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีสารอาหารจากธรรมชาติที่จำเป็นต่อผิว เพื่อช่วยสร้างไขมันรอบดวงตา และช่วยลดอาการตาบวม แล้วนอนหนุนศีรษะให้สูง 4. อย่าล้มตัวนอน ก่อนทำความสะอาด เนื่องจากคืนนั้นมีการแต่งหน้าแบบจัดเต็มเป็นเวลานาน แถมยังต้องผจญภัยกับเหงื่อ ฝุ่น และควันบุหรี่มาทั้งคืน จึงแนะนำว่าถึงจะเหนื่อยหรือดึกแค่ไหน ถ้าคุณไม่อยากให้สิวมาโผล่อยู่บนหน้าแล้วล่ะก็ ก็อย่าเพิ่งขี้เกียจล้มตัวนอนโดยที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดผิว เมื่อกลับถึงบ้านคุณควร รีบล้างหน้าให้สะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มอบความชุ่มชื่นให้กับผิวพร้อมๆ กับขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างล้ำลึก ตามด้วยการทาครีมมอยเจอร์ไรเซอร์เริ่ดๆ ที่ช่วยซ่อมแซมผิว สร้างคอลลาเจน และอีลาสตินเพื่อให้ผิวกระชับเต่งตึง เปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวล ไม่แห้งร่อนเป็นขุย ที่สำคัญในวันต่อมาควรลดการแต่งหน้าที่หนาจนเกินจำเป็น เพื่อให้ผิวหน้าได้พักผ่อน นอกจากนี้การมีผมที่สกปรกก็เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เช่นกันเพราะนอกจากผมจะสัมผัสฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และสิ่งสกปรกอื่นๆ มาทั้งวันแล้ว ผลิตภัณฑ์แต่งผมก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วยโดยเฉพาะคนที่นอนดิ้น เวลานอนผมจะสัมผัสกับหน้าโดยตรง เส้นผมที่เคลือบไปด้วยแวกซ์ใส่ผมและฝุ่นละอองคงโดนผิวหน้าไปเต็มๆ และอย่าเพิ่งไว้ใจไปหากใครไม่ทำความสะอาดผมแล้วนอน แถมบอกว่าไม่เกิดสิว เพราะขอบอกว่าในกรณีนี้สิวจะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มักจะเกิดหลังจากวันเกิดเหตุไปแล้ว ประมาณ 5-10 วัน 5. ตื่นแล้วให้รีบดื่ม ในงานปาร์ตี้ที่มากด้วยอาหารที่ล่อตาล่อใจ หลายคนคงทนไม่ไหวถ้าเห็น เพื่อนๆ ได้กินแล้วเราไม่ได้กินด้วย และเมื่อกินเราอาหารในมื้อดึกบวกกับการมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแล้วล่ะก็ จะเป็นตัวการที่เพิ่มหน้าท้องให้แก่คุณสาวๆ ได้ดีนักแล ถ้าตอนนี้รอบเอวคุณดูมีเป็นห่วงยางน้อยๆ ขึ้นตอนเช้าก็ให้รีบแก้ไขได้โดยผสมน้ำกับโยเกิร์ตและมะนาวเข้าด้วยกัน แล้วดื่มทันทีที่ตื่น เพราะสามอย่างนี้เมื่อนำ มาผสมกันแล้วจะช่วยในเรื่องระบายได้ดีหน้าท้องคุณจะแบนราบขึ้น แถมวิธีนี้ยังเป็นการดีท็อกซ์ร่างกายภายในได้อีกด้วย หรือ หากใครที่ชอบดื่มกาแฟในตอนเช้าก็ควรหาผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีสารสกัดจากธรรมชาติที่ปราศจากผลข้างเคียงดื่มก็ได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายในท่าบริหารหน้าท้อง ก็จะเป็นการช่วยให้หน้าท้องคุณแบนราบได้เร็วขึ้น 6. พึ่งเทคโนโลยี หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการแดนซ์การยืนมาแล้วยิ่งไปกว่านั้นสาวๆ ที่ใส่ส้นสูงคงต้องบ่นว่าเมื่อยเท้าแน่นอน ดังนั้นการไปนวดผ่อนคลาย หรือ สปา ก็เป็นทางเลือกที่สามารถช่วยให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ และหากรู้สึกว่าไม่สบายผิว อาจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อพึ่งเทคโนโลยีในการกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังกลับมาแข็งแรงหรือ ทำทรีทเม้นท์ ก็จะเป็นการช่วยให้ผิวคุณได้พักผ่อนแถมยังมีที่ดูดีขึ้น ได้รวดเร็วอีกด้วย บทสรุป เห็นมั้ยว่าแม้จะปาร์ตี้หนักแค่ไหน คุณสาวๆ ก็มีวิธีกลับมาสวยใสมั่นใจได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ทั้งนี้การดูแลสุขภาพนั้นต้องดูแลทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และถูกหลักโภชนาการ เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายแต่สิ่งที่สำคัญหากหลีกเลี่ยงการนอนดึก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดการสูบบุหรี่ให้ได้ ร่างกายคุณก็จะฟิตแอนด์เฟิร์มไปได้อีกนาน Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- 5 วิธีดูแลผิว ร้อนแค่ไหนก็ดูดีได้ ไม่ให้หน้าพังเพราะแดดร้อน อากาศก็ร้อน แดดก็แรง หน้าร้อนแบบนี้สุขภาพผิวแย่แน่ๆถ้าไม่ดูแล แต่ถ้าไม่อยากให้ผิวสวยกลายเป็นผิวเสียละก็ มีเคล็ดลับมาฝากกัน 1. ป้องกันแดด ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสียไม่ขาวกระจ่างใส หมองคล้ำ นั้นก็คือแสงแดด ไม่ว่าจะแดดน้อยแดดมาก ยิ่งในช่วงนี้ฤดูร้อนอย่างนี้แดดแรงก็ยิ่งต้องดูแล หากต้องเผชิญกับแดดวิธีง่ายๆก็คือ การป้องกันแสงแดด เช่น ทาครีมกันแดด สวมหมวก กางร่ม เวลาที่ต้องออกแดด 2. สวยจากภายในสู่ภายนอก ดื่มน้ำให้มากๆ และเพิ่มวิตามินซีในร่างกาย เพราะวิตามินซีจะช่วยในการสร้างเซลล์ผิวและเนื้อเยื้อ ให้เซลล์ผิวแข็งแรง ทนต่อมลภาวะนอกจากนี้ การรับประทานผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ๆ อย่าง แตงกวา แตงโม หรืออื่น ๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วย 3. เลือกครีมบำรุง จริงอยู่ที่ว่าในหน้าร้อนนี้ทำให้หลายคนไม่อยากทาครีมเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการเหนียวเหนอะ แนะนำให้เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์หรือโลชั่นที่เหมาะกับหน้าร้อน อาจเลือกที่ชนิดเนื้อเซรั่ม บางเบา และซึมซาบเร็ว และทาทันทีหลังอาบน้ำน่าจะช่วยได้ เพื่อผิวที่สวยใสตลอดช่วงหน้าร้อน 4. เมคอัพเบาเบา อากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าวของฤดูร้อนนี้ไหนจะเหงื่อ ไหนจะหน้ามัน ย่อมทำให้สาว ๆ รู้สึกหงุดหงิด อากาศร้อนแบบนี้ควรเลือกเครื่องสำอางเนื้อครีมแทนแบบฝุ่นจะดีกว่าเพราะจะช่วยให้ไม่เป็นคราบ และซีดได้ง่ายเวลาเหงื่อออก และอย่าใช้รองพื้นที่หนาเกินไป เพราะเมื่อต้องเผชิญแสงแดดหน้าจะมันเยิ้มอาจจะได้สิวมาเป็นของแถมเนื่องจากเกิดการอุดตัน และที่สำคัญอย่าลืมพกกระดาษซับมันติดตัวไว้ด้วยก็จะดีมันก็ซับ 5. กลิ่นหอมเพิ่มเสน่ห์ หน้าร้อนอย่างนี้บางคนจะมีเหงื่อออกเยอะทำให้บางครั้งอาจจะส่งกลิ่นรบกวนคนข้างๆได้ วิธีง่ายๆคือดูแลตัวเองให้สะอาด เพื่อมิให้เกิดการหมักหมมของเหงื่อไคลจนเกิดกลิ่นนอกจากนี้อย่าลืมเติมเต็มความสดชื่นด้วยการฉีดน้ำหอมเวลาใครอยู่ใกล้แล้วจะได้หอมๆมัดใจคนรอบข้าง ดังนั้นการใส่ใจเรื่องผิวหนังกับแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงเมื่อทราบวิธีดูแลผิวกันแล้ว ก็พร้อมลุยกับแสงแดดในฤดูร้อนได้ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- เซลลูไลท์เป็นปัญหาที่ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนกังวลและหาทางที่จะกำจัด วิธีกำจัดเซลลูไลท์ ปัญหาสภาพผิวเป็นคลื่นลอนคล้ายเปลือกส้ม บริเวณ ต้นขา ต้นแขน รอบเข่า สะโพก ที่ขจัดได้ยาก แม้จะลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่เป็นผล ดังนั้นจึงมักพบเห็นสุภาพ สตรีเป็นจำนวนมากที่ไม่มีปัญหาด้านน้ำหนัก หากแต่ผิวกายขาดความกระชับเต่งตึง สาเหตุการเกิดเซลลูไลท์นั้น นอกเหนือจากการขาดการออกกำลังกาย ภาวะโภชนาการที่ ขาดคุณค่า ดื่มน้ำน้อย การรับประทานยาคุมกำเนิด และสาเหตุของวัยที่ก่อให้เกิดการรวมตัว ของกรดไขมันอิ่มตัวจากอาหารที่รับประทานเข้าไป และน้ำตาลก่อตัวสะสมเป็นเซลล์ไขมันส่วน เกิน เซลล์ไขมันสะสมดังกล่าวนี้จะแปรสภาพเป็นเซลลูไลต์ได้ เซลล์ไขมันส่วนเกิน รวมตัวกันและแปรสภาพเป็นวุ้นที่มีความเหนียว ยืดหยุ่นตัวมากกว่า ไขมันปกติซึ่งจะแทรกตัวเบียดอยู่ระหว่างช่องว่างของเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวด้านบนแลดูเป็นคลื่น ลอนคล้ายเปลือกส้ม และกดทับเส้นประสาทต่างๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บหรือเป็นจ้ำง่าย เมื่อกดผิว การแก้ไขปัญหา จะต้องกระทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ซึ่งในปัจจุบัน พบว่าคุณค่าของเปลือกถั่วเหลืองที่ทำงานกับน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่และลาเวนเดอร์ ในการนำพาส่วน ผสมเข้าบำรุงลึกถึงชั้นใน นอกจากนี้คุณค่าของชาเขียว เรดไวน์ ก็ช่วยในการปรับสภาพผิวเรียบ และน้ำมันสกัดจากจมูกข้าว ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มนวล อย่างไรก็ตาม หากคิดจะขจัดเซลลูไลท์ให้ ได้ผลดียิ่งขึ้นควรหมั่นออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พร้อมดื่มน้ำให้ มากๆ หรือพบแพทย์ที่คลินกหากต้องการกำจัดเซลลูไลท์ด้วยวิธีทางการแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์ รวดเร็ว และปลอดภัยค่ะ Tags: Herpes simplex, Herpes zoster, Shingles, งูสวัด, ปรับสภาพผิว, วัคซีนงูสวัด, อาการแสบร้อน, อีซี่ EAZI, เริม, โรคงูสวัด --- --- ## Products Eazi Zoria Cream อิซี่ โซเรียร์ ครีม 15 มล. ดูแลปัญหาสะเก็ดเงินราบลงอย่างปลอดภัย สูตรอ่อนโยนไม่ระคายเคือง ทาได้บ่อยครั้ง ✅ 1 หลอด 199.- (จาก 235.- ลด 36.-) ✅ 2 หลอด 359.- (จาก 470.- ลด 111.-) ✅ 3 หลอด 539.- (จาก 705.- ลด 166.-) ✅ 4 หลอด 679.- (จาก 940.- ลด 261.- เฉลี่ยหลอดละ 169.-) Eazi Zoria Cream อิซี่ โซเรียร์ ครีม 15 มล. ดูแลปัญหาสะเก็ดเงินราบลงอย่างปลอดภัย สูตรอ่อนโยนไม่ระคายเคือง ทาได้บ่อยครั้ง บล็อคสัญญาณของอาการ ทำให้สะเก็ดยุบราบ ปลอดภัย ไม่มีเตียรอยด์ ไม่เกิดอาการดื้อ สามารถประเมินผลในการรักษา ตามมาตรฐานสากล โกลด์ สแตนดาร์ด (Gold Standard) วิธีใช้ ทาบริเวณที่ต้องการดูแล วันละ 2 ครั้ง หลังทำความสะอาดผิว คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า Eazi Zoria Cream อิซี่ โซเรียร์ ครีม เลขที่ใบจดแจ้ง 11-1-6300043918 ปริมาณ / อายุสินค้า 15 มล. / 24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 15 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Aqua, Isohexadecane, Macadamia TernifoliaSeed Oil, Zinc Gluconate, CetylAlcohol, Dimethicone, Steareth-2, Steareth-21, Butylene Glycol, Glycerin, BehenylAlcohol, Terminalia FerdinandianaFruit Extract, Arginine, Xanthan Gum, Glycolic Acid, Sodium Metabisulfite, Lactic Acid, Sodium Magnesium Silicate, Citric Acid, Alcohol Denat. , Camellia SinensisLeaf Extract, Lecithin, GlycyrrhizaGlabraRoot Extract, Melaleuca Alternifolia Leaf Oil, Phenoxyethanol, OrmenisMulticaulisOil, Ethylhexylglycerin, Guaiazulene, BHA, BHT, ThujaOccidentalisLeaf Oil, Citronellol FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) เกี่ยวกับอาการสะเก็ดเงิน 1. อาหารที่ห้ามรับประทาน? • การรับประทานอาหารบางชนิดอาจทำให้อาการสะเก็ดเงินเป็นมากขึ้น ได้แก่ อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว น้ำตาล เนื้อแดง แอลกอฮอล์ • และควรดูแลตามโรคประจำตัว เช่น ผู้ที่แพ้อาหารใดๆ ที่ทำให้คัน ระคายเคืองทำให้มีโอกาสเกิดอาการสะเก็ดเงินได้มากกว่าเดิม 2. เป็นที่ศีรษะใช้ได้ไหม? • ทายาที่หนังศีรษะได้ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าหลังใช้สเตียรอยด์แล้วมาใช้ครีมซอเรียโดยเฉพาะที่ศีรษะจะไม่เห็นผลเท่าที่ควร จึงไม่แนะนำให้ทาที่ศีรษะ • แนะนำให้ใช้ครีมซอเรียที่ตามตัวก่อนว่าตอบสนองต่อการรักษาดีหรือไม่ 3. มีขุยที่หน้าทาซอเรียครีมได้ไหม? • ทาซอเรียครีมที่หน้าได้ แต่งดทาบริเวรณที่เป็นแผลเปิด เช่น แผลถลอก แผลโดนมีดบาด และควรหาสาเหตุของขุยเพื่อรักษาให้ตรงต้นเหตุ 4. นอนห้องแอร์ได้ไหม? • สามารถนอนห้องแอร์ แต่ความเย็นทำให้เกิดความแห้งจึงควรทาครีมบำรุงร่วมด้วยเพื่อป้องกันอาการคัน 5. เป็นสมุนไพรหรือเปล่า? • ซอเรียครีมผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น น้ำมันจากเมล็ดแมคคาดาเมีย, สารสกัดจากผลคาคาดูพลัม, สารสกัดจากชาเขียว, สารสกัดจากรากชะเอมเทศ และอื่นๆ • ไม่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ 6. สรรพคุณที่เกิดผลมีอะไร? • ซอเรียครีมผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิดที่มีกลไกการทำงานครอบคลุมสาเหตุของสะเก็ดเงินโดยมุ่งเป้าที่ต้นตอที่ทำให้เกิดตัวกระตุ้น โดยลดการสร้างแอนติเจน (antigen) และมุ่งเป้าที่ตัวเริ่มต้นของการอักเสบ โดยต้านตัวรับสัญญาณทอลไลค์ (toll-like receptor) ช่วยยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (interleukin) 7. เป็นทั้งตัวขอให้แนะนำเรื่องการฉีดยา ฉายแสง ยากินมีรายละเอียดอย่างไร? • การให้การรักษาด้วยวิธีใดขึ้นอยู่สถานบริการนั้นๆ และขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรง โดยมุ่งที่การอักเสบ กดภูมิต้านทานและลดการแบ่งตัวของเซลล์ ได้แก่ การฉีดยา การทายาสเตียรอยด์ (Steroid), น้ำมันดิน (Tar), วิตามินดี, ยารับประทานเม็ทโธเทร็กเซต (Methotrexate) ซึ่งสามารถควบคุมได้ผลดี แต่มีผลต่อการทำงานของตับ และ การฉายแสงยูวีบี • ทั้งนี้ขอให้ท่านไปปรึกษาแพทย์ในสถานบริการที่ท่านสะดวก 8. เป็นทั้งตัวให้ไปโรงพยาบาลอย่างเดียวใช่ไหม? • กรณีที่ท่านไม่สามารถทาซอเรียครีมได้ทั่วร่างกาย ขอแนะนำให้ท่านไปปรึกษาแพทย์ในสถานบริการที่ท่านสะดวก 9. การบล็อกสัญญาณของอาการคืออะไรคะ? • การบล็อกสัญญาณคือการหยุดยั้งสัญญาณที่กระตุ้นให้เกิดอาการสะเก็ดเงิน 10. ทำไมสะเก็ดเงินจึงเป็นได้เฉพาะที่และเป็นแล้วเป็นอีก? • สะเก็ดเงินมักชอบเกิดบางตำแหน่ง แต่ที่จริงแล้วเกิดได้ทุกที่ของร่างกาย เป็นแล้วเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกตลอดชีวิตที่ใดก็ได้ • ผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินจะมีผิวสะเก็ดเงิน โดยมีบางตำแหน่งมีโอกาสถูกกระตุ้นให้เซลล์มีการแบ่งตัวสูงขึ้นมากกว่า จึงเกิดขึ้นบ่อย ณ ตำแหน่งนั้น 11. เป็นโรคติดต่อหรือไม่? • สะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง • ไม่ใช่โรคติดต่อ 12. ต้องดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นสะเก็ดเงิน เช่น อาหาร การพักผ่อน อาบน้ำอุ่น ฯลฯ • ดูแลตามปัจจัยกระตุ้นการกำเริบ • พยายามอย่าเครียด ทำใจให้สบาย •... --- EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยน สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเสตียรอยด์ พร้อมฟื้นฟูผิวบอบบาง ให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ✅ 1 หลอด 199.- (จาก 235.- ลด 36.-) ✅ 2 หลอด 359.- (จาก 470.- ลด 111.-) ✅ 3 หลอด 539.- (จาก 705.- ลด 166.-) ✅ 4 หลอด 679.- (จาก 940.- ลด 261.- เฉลี่ยหลอดละ 169.-) EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล 30 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อเจล สูตรอ่อนโยนพิเศษ ช่วยลดอาการระคายเคือง mพร้อมฟื้นฟูผิวบอบบางให้กลับมาชุ่มชื้น ผิวแลดูสุขภาพดี ผลิตจากสารสกัด จากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และไม่มีเสตียรอยด์ วิธีใช้ หลังทำความสะอาดผิว ใช้ทาบางๆ บริเวณผิวหน้าหรือผิวกาย บริเวณที่ต้องการดูแล วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน สามารถทาซ้ำได้ระหว่างวัน คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า EAZI Soothing Gel อิซี่ ซุทติ้ง เจล เลขที่ใบจดแจ้ง 10-1-6100051092 ปริมาณ / อายุสินค้า 30 กรัม /24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 30 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Aqua, Acetamidoethoxyethanol, 1,2-Hexanediol, Alcohol Denat. , Panthenyl Triacetate, Lecithin, Carbomer, Sodium Citrate, Potassium Hydroxide, Citric Acid, Climbazole,Naringenin, Tetrasodium EDTA, BHA, BHT FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : Eazi Soothing gel ช่วยในเรื่องของอะไรได้บ้าง? A ตอบ : เจลปลอบประโลมผิว ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวที่ แห้ง แดง คัน ลอก หรือระคายเคือง อย่างอ่อนโยนและตรงจุด ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผิว ฟื้นสภาพผิวที่แห้งเสียให้กลับมาสมดุล Q ถาม : สามารถทาบริเวรขาหนีบไกล้อวัยวะ สามารถทาได้มั้ย คือเราใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ตลอดเวลา? A ตอบ : Eazi Soothing Gel ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้กับ ผิวบอบบางและบริเวณที่อับชื้น ปราศจากสเตียรอยด์ / น้ำหอม / แอลกอฮอล์ หรือพาราเบน ใช้สารสกัดธรรมชาติเพื่อปลอบประโลมผิว Naringenin:มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการแพ้และรอยแดง Panthenyl Triacetateมีคุณสมบัติในการกักเก็บน้ำและช่วยลดการสูญเสียน้ำของผิว Lecithin ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มขึ้น, เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น Q ถาม : สามารถได้กับเด็กตั้งแต่อายุเท่าใหร่? A ตอบ : สามารถใช้ได้กับเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดขึ้นไปเพราะสูตรของเราออกแบบให้ อ่อนโยนเป็นพิเศษ ปราศจากสเตียรอยด์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ใช้สารสกัดธรรมชาติระดับเวชสำอาง ปลอดภัยต่อผิวเด็ก ⭐ Customer Reviews (ความเห็นจากลูกค้า) “ผิวแพ้ง่าย ใช้ครีมทั่วไปทีไรแสบตลอด แต่ตัวนี้ไม่แสบเลย ซึมไว ผิวรู้สึกนุ่มและชุ่มชื้นขึ้นหลังใช้แค่ไม่กี่วันค่ะ” — แพร, 28 ปี “โดนแดดจัดมาหลายวัน ผิวหน้าแดงและร้อน ใช้ EAZI Soothing Gel ทาตอนเย็นแล้วรู้สึกผิวเย็นลงทันที เหมือนช่วยปลอบประโลมผิวจริง ๆ” — มิ้ง, 34 ปี “ช่วงที่ผิวลอกจากการใช้ยารักษาสิว ใช้ตัวนี้ช่วยฟื้นฟูได้ดีมาก ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสเตียรอยด์ ใช้แล้วรู้สึกปลอดภัย” — พีท, 22 ปี “ชอบเนื้อเจลมาก ไม่เหนียวเลย ให้ความชุ่มชื้นแบบบางเบา ใช้ต่อเนื่องแล้วผิวไม่แห้ง ไม่ลอก เหมือนช่วยปรับสมดุลให้ผิวแข็งแรงขึ้นครับ” — เอ็ม, 37 ปี “ลูกสาวผิวบอบบาง เป็นผื่นง่าย ใช้ EAZI Soothing Gel เป็นประจำหลังอาบน้ำ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ผดหาย ไม่คันแล้วค่ะ” — เจน, 40 ปี --- EAZI Astrinz Gel อิซี่ แอสทรีน เจล 10 กรัม สมานผิวด้วยสารสกัดที่อ่อนโยน เริม งูสวัด แผลเบาหวาน แผลน้ำร้อนลวก ผสานสารสกัดจากธรรมชาติปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนขณะทา ✅ 1 หลอด 199.- (จาก 235.- ลด 36.-) ✅ 2 หลอด 359.- (จาก 470.- ลด 111.-) ✅ 3 หลอด 539.- (จาก 705.- ลด 166.-) ✅ 4 หลอด 679.- (จาก 940.- ลด 261.- เฉลี่ยหลอดละ 169.-) 📨ช่องทางการสั่งซื้อ inbox page m.me/eaziskin EAZI Astrinz Gel อิซี่ แอสทรีน เจล 10 กรัม เจลสมานผิว ลดอาการแผลถลอก ผิวพุพอง แสบร้อน จากสาเหตุต่างๆ เช่น เริม งูสวัด แผลเบาหวาน แผลน้ำร้อนลวก ด้ายสารสกัดที่อ่อนโยน ผสานสารสกัดจากธรรมชาติ ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนขณะทา วิธีใช้ ทาวันละ 2 ครั้ง หรือทุกครั้ง ที่รู้สีกว่าแผลยังมีอาการอยู่ บ่อยเท่าใดก็ได้ ไม่ทำให้ผิวแห้ง จนกว่าอาการของแผลจะมีผิวใหม่มาปิดแล้ว คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า EAZI Astrinz Gel อิซี่ แอสทรีน เจล เลขที่ใบจดแจ้ง 11-1-6300043032 ปริมาณ / อายุสินค้า 10 กรัม /24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 15 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Aqua, Alcohol, Magnesium Sulfate, Butylene Glycol, Lecithin, 1,2-Hexanediol, Zinc Gluconate, Xanthan gum, Panthenyl Triacetate, Hectorite, Arginine, Camellia Sinensis Leaf Extract, Naringenin, Niacinamide, Zingiber Officinale Root Extract, Aloe Barbadensis Leaf Juice, Maltodextrin, BHA, Rosmarinus Officinalis Extract, BHT, Tocopherol, Potassium Sorbate, Sodium Benzoate FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : Eazi Astrinz Gel ช่วยในเรื่องของอะไร? A ตอบ : เป็นเจลสมานผิว ช่วยดูแลผิวที่มีอาการ แสบ แดง พอง คัน หรือระคายเคืองเฉียบพลัน ได้อย่างอ่อนโยนและเห็นผลเร็วผิวแสบหลังโดนแดด /น้ำร้อนลวก /ผิวไหม้ พอง ระดับตื้น แผลเริม งูสวัด แผลถลอก Q ถาม : เป็นนแผลที่มุมปากสามารถใช้ได้มั้ย? A ตอบ : Eazi Astringent Gel ได้ในบางกรณี ที่ไม่ใช่แผลเปิดลึกหรือมีเลือดซึม ใช้ได้ เฉพาะผิวภายนอก (ไม่ควรทาบนริมฝีปากด้านใน) Q ถาม : ถ้า Eazi Astringent เข้าปากจะเกิดอันตรายอะไรมั้ย? A ตอบ : ถ้าเผลอเข้าปากในปริมาณเล็กน้อยจากการทาบริเวณใกล้ริมฝีปาก เช่น มุมปากหรือรอบปาก ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ / น้ำหอม / แอลกอฮอล์ และใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัยสูง ⭐ Customer Reviews (ความเห็นจากลูกค้า) “คุณพ่อเป็นแผลเบาหวานตรงขา ใช้ EAZI Astrinz Gel แล้วแผลดูแห้งเร็วขึ้น แถมไม่แสบเวลาทาเลยค่ะ รู้สึกอ่อนโยนมาก” — แหม่ม, 42 ปี “เคยเป็นเริมที่ริมฝีปาก ใช้ตัวนี้แต้มวันละ 2 ครั้ง อาการลดลงไว ไม่รู้สึกแสบร้อนเลย ประทับใจมากครับ” — โอม, 31 ปี “ลูกชายโดนน้ำร้อนลวกเบา ๆ รีบทาเจลตัวนี้ รู้สึกว่าอาการสงบลงไวมาก ไม่เป็นตุ่มน้ำพองใหญ่เหมือนก่อน” — เจี๊ยบ, 37 ปี “เคยแพ้ครีมรักษางูสวัดหลายตัว แต่ตัวนี้ไม่แสบ ไม่แห้งตึง ทาแล้วรู้สึกสบายผิว เหมือนช่วยให้แผลสมานได้ดีขึ้น” — ดล, 35 ปี “เป็นคนผิวบาง แพ้ง่าย เจอเจลตัวนี้เข้าไปประทับใจมาก ใช้กับแผลเล็ก ๆ ได้ทุกจุด ไม่แสบ ซึมไว ไม่เหนอะหนะเลยค่ะ” — แพรว, 29 ปี --- EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง 10 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อบาล์ม ผสานสารสกัดธรรมชาติ ใช้เมื่อแมลงกัดต่อย การระคายเคือง ความร้อน มลพิษ และผดผื่น รู้สึกดีได้ทันทีในสัมผัสแรกที่ใช้ ✅ 1 หลอด 59.- (จาก 65.- ลด 6.-) ✅ 2 หลอด 114.- (จาก 130.- ลด 16.-) ✅ 3 หลอด 174.- (จาก 195.- ลด 21.-) ✅ 4 หลอด 228.- (จาก 260.- ลด 32.- เฉลี่ยหลอดละ 57.-) EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง 10 กรัม ผลิตภัณฑ์เนื้อบาล์ม ผสานสารสกัดธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการคัน ที่เกิดจากแมลงกัดต่อย การระคายเคือง ความร้อน มลพิษ และผดผื่น รู้สึกดีได้ทันทีในสัมผัสแรกที่ใช้ และไม่มีเสตียรอยด วิธีใช้ หลังจากทำความสะอาดผิว ทาบางๆ บริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อลดอาการคัน ระคายเคือง ด้วยสูตรอ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย จึงสามารถทาซ้ำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน และควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณแผลที่ยังไม่แห้งสนิท คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า EAZI Easing อิซี่ อีสซิ่ง เลขที่ใบจดแจ้ง 10-1-6200014278 ปริมาณ / อายุสินค้า 10 กรัม / 24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 10 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Paraffinum Liquidum, Petrolatum, Behenyl Alcohol, Beeswax, Eucalyptus Globulus Leaf Oil, Olea Europaea Fruit Oil, Panthenyl Triacetate, Camphor, Pentylene Glycol, Climbazole, Thymus Vulgaris Oil, Naringenin, Tocopheryl Acetate, Hypericum Perforatum Flower/Leaf/Stem Extract, CI 77288, BHA, BHT, Tocopherol FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : EAZI Easing เด็กกี่ขวบใช้ได้? A ตอบ : EAZI Easing เป็นเจลสูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้บรรเทาอาการ คัน ระคายเคือง แสบผิว จากแมลงกัด ร้อน แพ้ฝุ่น หรือมลภาวะ สามารถใช้ได้กับเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป โดยควรใช้ในปริมาณน้อย และเฉพาะบริเวณที่มีปัญหา EAZI Easing ไม่มีสเตียรอยด์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ สารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยน Q ถาม : EAZI Easing ต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างไร? A ตอบ : ไม่มี สเตียรอยด์ ส่วนผสมธรรมชาติ ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป เจลใส ซึมไว ไม่เหนียว ไม่แสบผิว ดูแล + ฟื้นฟูผิว ลดคัน + สมานผิวอย่างอ่อนโยน Q ถาม : EAZI Easing ต้องทานานแค่ไหนกว่าตุ่มแดง คันจากยุงและแมลงกัดจะหาย? A ตอบ :โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเห็นผลในการบรรเทาอาการคันและการอักเสบภายใน ไม่กี่นาที หลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์. ภายใน 1–2 วัน ตุ่มแดงเริ่มยุบ รอยแดงจางลง ลดโอกาสเกิดรอยดำหรือรอยแผลหลังเกา ⭐ Customer Reviews (ความเห็นจากลูกค้า) “โดนยุงกัดแล้วคันมาก ลองแต้ม EAZI Easing ปุ๊บ รู้สึกเย็นสบายทันที แถมไม่เป็นรอยดำหลังหายด้วยค่ะ พกติดกระเป๋าตลอด! ” — แนน, 30 ปี “ชอบมากตรงที่กลิ่นหอมธรรมชาติ ไม่ฉุนเหมือนยาทาแก้คันทั่วไป ใช้แล้วไม่เหนียว ตัวบาล์มซึมไวดีครับ” — แม็กซ์, 35 ปี “ลูกชายเป็นผื่นแดงตามข้อพับ ใช้ตัวนี้แต้มเช้า–เย็น ผิวดูดีขึ้น ไม่ร้องคันหรือแสบเลย แม่ปลื้มมาก” — พลอย, 33 ปี “หลังวิ่งกลางแจ้งแล้วเป็นผื่นที่ขา ใช้ EAZI Easing ทาบาง ๆ อาการดีขึ้นไวมาก เหมือนปลอบประโลมผิวได้ดีเลยครับ” — เติ้ล, 28 ปี “แพ้ฝุ่นง่าย ชอบมีผื่นเล็ก ๆ ตามลำตัว ทาบาล์มตัวนี้ช่วยให้ผิวสงบไว ไม่แดง ไม่ลอก ผิวไม่แห้งลอกเหมือนก่อนค่ะ” — มายด์, 26 ปี --- EAZI Body Acne Solution อิซี่ บอดี้ แอคเน่ โซลูชั่น 30 มล. ปรับสภาพผิวที่หลัง และลำตัวให้เรียบเนียนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาสิวและป้องกันการกลับมาของสิว ✅ 1 หลอด 199.- (จาก 235.- ลด 36.-) ✅ 2 หลอด 359.- (จาก 470.- ลด 111.-) ✅ 3 หลอด 539.- (จาก 705.- ลด 166.-) ✅ 4 หลอด 679.- (จาก 940.- ลด 261.- เฉลี่ยหลอดละ 170.-) EAZI Body Acne Solution อิซี่ บอดี้ แอคเน่ โซลูชั่น 30 มล. ลดและป้องกันการเกิดสิวที่หลัง และลำตัวอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงบรรเทาผดผื่นคันบริเวณ ลำตัว (Trunk Acne) โดยไม่ต้องรักษาโดยรับประทาน หรือทา Antibiotic ด้วยสารสกัด Catechin จาก ชา ที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ Camellia Sinensis ค้นพบโดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดการระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ Cathechin สกัดจากชาเขียว มีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการลดอาการระคายเคือง ทำให้เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ EAZI เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของสิวที่แผ่นหลัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพผสานแร่ธาตุ Magnesium Sulfate ช่วยสยบความมันและลดการคันบนแผ่นหลังและหน้าอก เพิ่มด้วย Zinc Sulfate และ Niacinamide ซึ่งผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้วว่าสามารถลดอาการคันได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีใช้ ใช้พ่นบนลำตัว และ หลัง และบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อลดปัญหาสิวและป้องกันการกลับมาของสิว คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า EAZI Body Acne Solution อิซี่ บอดี้ แอคเน่ โซลูชั่น เลขที่ใบจดแจ้ง 11-1-6300042435 ปริมาณ / อายุสินค้า 30 มล. / 24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 30 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Camelia Sinensis Leaf Extract สารสกัด Catechin จาก ชา ที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ Camellia Sinensis ค้นพบโดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดการระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ Cathechin สกัดจากชาเขียว มีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการลดอาการระคายเคือง ทำให้เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ EAZI เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของสิวที่แผ่นหลัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Magnesium Sulfate ช่วยสยบความมัน และลดการคันบนแผ่นหลังและหน้าอก Zinc Sulfate และ Niacinamide ซึ่งผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว ว่าสามารถลดอาการคันได้อย่างมีประสิทธิภาพ FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : EAZI Body Acne Solution ช่วยในเรื่องของอะไรได้บ้าง? A ตอบ : เป็นสเปรย์ดูแลปัญหาสิวบนเรือนร่าง ที่ออกแบบมาเพื่อผิวกายโดยเฉพาะ เนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ ฉีดแล้วซึมเร็ว ไม่ต้องล้างออก ลดการอักเสบของสิวบนร่างกาย เช่น บริเวณ:หลัง ต้นแขน หน้าอก สะโพก / ก้น ควบคุมความมันและแบคทีเรีย ต้นเหตุของการเกิดสิวใหม่ Q ถาม : EAZI Body Acne Solution ฉีดที่หน้าได้มั้ย แล้วจะแพ้มั้ย? A ตอบ : ไม่แนะนำให้ฉีดตรงบนใบหน้าโดยตรงเนื่องจากส่วนผสม เช่น Salicylic Acid และ Zinc PCA มีความเข้มข้นที่เหมาะกับผิวกาย อาจ ทำให้ผิวหน้าแห้งหรือระคายเคืองได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายใช้ลดสิวที่หลัง แขน หรือก้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องการใช้ใกล้ใบหน้า — ควรใช้วิธีแต้ม และทดสอบการแพ้ก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย Q ถาม : EAZI Body Acne Solution เห็นผลในกี่วันและอายุของสินค้าเท่าใหร่? A ตอบ : สำหรับสิวอักเสบ สิวผด หรือสิวที่เกิดจากความอับชื้น เริ่มลดการอักเสบและอาการคันได้ใน 3–5 วันแรกของการใช้ หากใช้ต่อเนื่องวันละ 1–2 ครั้ง (เช้า-เย็น)ผิวบริเวณที่เป็นสิวจะเริ่มเรียบเนียน รอยแดงจางลงภายใน 7–14 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสภาพผิวของแต่ละคน ⭐ Customer Reviews (ความเห็นจากลูกค้า) “แต่ก่อนใส่เสื้อโชว์หลังไม่มั่นใจเลย เพราะสิวขึ้นเรื่อย ๆ พอลองใช้ตัวนี้ สิวลดลงชัดเจนใน 2 สัปดาห์ ตอนนี้ผิวเรียบเนียนขึ้น กล้าถ่ายรูปมากขึ้นแล้วค่ะ” — ใบเฟิร์น, 25 ปี “ผมออกกำลังกายหนัก เหงื่อออกเยอะ สิวขึ้นหลังตลอด ใช้ EAZI Body Acne ทุกคืนหลังอาบน้ำ ช่วยให้สิวแห้งไวและไม่ทิ้งรอยเลยครับ” — บูม, 32 ปี “กลิ่นหอมอ่อน ๆ ใช้ง่าย ไม่แสบผิว ทาแล้วซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ใช้ต่อเนื่องแล้วรู้สึกผิวเรียบขึ้นจริงค่ะ” — กวาง, 29 ปี “แค่แต้มบาง ๆ หลังอาบน้ำ สิวอุดตันตรงช่วงบ่ากับแผ่นหลังลดลงเยอะมาก... --- EAZI Scalp Care อิซี่ สเก๊าพ์ แคร์ 20 มล. ลดอาการคันศีรษะที่เกิดจากรังแค ใช้ดูแลหนังศีรษะ และบริเวณที่มีอาการเป็นประจำในทุกวัน ✅ 1 หลอด 159.- (จาก 235.- ลด 36.-) ✅ 2 หลอด 300.- (จาก 378.- ลด 78.-) ✅ 3 หลอด 440.- (จาก 567.- ลด 127.-) ✅ 4 หลอด 578.- (จาก 740.- ลด 162.- เฉลี่ยหลอดละ 140.-) EAZI Scalp Care อิซี่ สเก๊าพ์ แคร์ 20 มล. ลดอาการคันศีรษะที่เกิดจากรังแค ใช้ดูแลหนังศีรษะ และบริเวณที่มีอาการเป็นประจำในทุกวัน วิธีใช้ หยดบนหนังศีรษะหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น บริเวณที่มีการคัน หรืออักเสบของหนังศีรษะ **ไม่ต้องล้างออก** คำเตือน • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล • สำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น • ระวังไม่ให้สัมผัสถูกดวงตา • เก็บผลิตภัณฑ์ให้ห่างจากมือเด็ก • เก็บในที่เย็นและหลีกเลี่ยงแสงแดด • อ่านวิธีใช้ให้ละเอียด และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด • หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ชื่อสินค้า EAZI Scalp Care อิซี่ สเก๊าพ์ แคร์ เลขที่ใบจดแจ้ง 11-1-6300041944 ปริมาณ / อายุสินค้า 20 มล. / 24 เดือนหลังวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 20 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Aqua, Propylene Glycol, Zinc Gluconate, Sodium Citrate, Butylene Glycol, PEG-40 Hydrogenated, Castor Oil, Ziziphus Joazeiro Bark Extract, Sodium Metabisulfite, Citric Acid, Camellia Sinesis Leaf Extract, Niacinamide, Propanediol, CI 47005, CI 17200, CI 42090 FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : คันหัวบ่อยมากโดยไม่รู้สาเหตุ เกิดจากอะไร? A ตอบ : อาการคันศีรษะบ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับ ภาวะเสียสมดุลของหนังศีรษะ ดังนี้: ความมันบนหนังศีรษะมากเกินไป หนังศีรษะแห้งเกินไป / ขาดความชุ่มชื้น เชื้อรา หรือรังแคจากความชื้นสะสม แพ้สารเคมีจากแชมพู/น้ำหอม/สีย้อมผม ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Seborrheic Dermatitis หรือ Atopic Dermatitis) หรือความเครียด Q ถาม : หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย แล้วคันแบบนี้ใช้อะไรได้บ้าง? A ตอบ : อาการหนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย และคัน มักเกิดจาก การเสียสมดุลของชั้นผิวหนังและความชุ่มชื้น ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคือง และบางครั้งอาจนำไปสู่การอักเสบหรือสะเก็ดคล้ายรังแคได้ Q ถาม : คันหัวเวลามีเหงื่อ หรือหลังออกกำลังกาย แปลว่ามีเชื้อราหรือเปล่า? A ตอบ : อาการคันศีรษะเวลาเหงื่อออก หรือหลังออกกำลังกาย อาจ เกิดจากเชื้อราได้ แต่ไม่ใช่ในทุกกรณี โดยสาเหตุหลักที่พบได้มีดังนี้: เชื้อราบนหนังศีรษะ ภูมิแพ้ผิวหนัง หรืออาการไวต่อสิ่งกระตุ้น (เช่น pH, เกลือในเหงื่อ) Q ถาม : คันหัวแล้วมีตุ่มขึ้นบริเวณท้ายทอย ต้องทำยังไง? อาการคันศีรษะร่วมกับตุ่มบริเวณท้ายทอย อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งบางสาเหตุอาจต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง โดยแนวโน้มที่พบได้บ่อย ได้แก่: Folliculitis (รูขุมขนอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา) Seborrheic Dermatitis / รังแคอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนังหรือแพ้สารเคมี (เช่น แชมพู เจลแต่งผม)รูขุมขนอุดตันจากเหงื่อ/หมวกกันน็อค/ไม่เป่าผมแห้ง Q ถาม : ใช้ผลิตภัณฑ์ไหนก็ไม่หาย กลัวต้องใช้ยาสเตียรอยด์ตลอดชีวิตเลยค่ะ A ตอบ : ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับ สาเหตุที่แท้จริงของอาการ เช่น คิดว่าเป็นแค่รังแค แต่จริงๆ อาจเป็นอาการอักเสบจากภูมิแพ้หรือเชื้อรา ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ ไม่ได้ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะอย่างต่อเนื่อง ใช้ ยาสเตียรอยด์แบบกดอาการ แล้วพอหยุดใช้ก็กลับมาเป็นอีก ใทำให้กลัวต้องพึ่งยาตลอดไป เริ่มจากฟื้นฟูหนังศีรษะให้ “สมดุล” แนะนำ Eazi Scalp Care สูตรไม่มีสเตียรอยด์ ช่วยลดคัน ลดเชื้อรา ฟื้นฟูผิวชั้นบน ใช้ได้แม้เป็นผิวแพ้ง่ายหรือเคยใช้ยามาก่อน Q ถาม : เป็นๆ หายๆ มานานแล้ว ต้องดูแลต่อเนื่องไหมคะ? A ตอบ : อาการคัน รังแค หรือสะเก็ดที่ “เป็นๆ หายๆ” มักสะท้อนว่า หนังศีรษะมีแนวโน้มอ่อนแอ เสียสมดุลง่าย หรือมีโรคผิวหนังเรื้อรังซ่อนอยู่ เช่น: รังแคเรื้อรัง (Chronic Dandruff) ผิวหนังอักเสบจากไขมัน (Seborrheic Dermatitis) ผิวหนังแพ้ง่าย (Sensitive Scalp) เชื้อรา Malassezia ขึ้นซ้ำในภาวะชื้น ร้อน เครียด หรือเปลี่ยนฤดูกาล Q ถาม : สภาพผิวแพ้ง่าย ใช้อะไรก็ยิ่งคัน จะมีตัวไหนไม่ระคายเคืองบ้าง? A ตอบ :... --- เนเจอร์ บาลานซ์ Bio Zinc Plus (90 แคปซูล) อัดแน่นด้วยส่วนผสมที่เพิ่มขึ้น ไบโอติน เมล็ดองุ่น และมะเขือเทศ เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ที่มากขึ้น ลดผมหลุดร่วง ผิวสวยใสอมชมพู เล็บแข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันภูมิแพ้ หวัด ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ร่างกาย 📨ช่องทางการสั่งซื้อ เว็บไซต์ Pan Delivery https://www.pandelivery.com/ เนเจอร์ บาลานซ์ Bio Zinc Plus (90 แคปซูล) ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหลายชนิด” โดยยับยั้งการเพิ่มจำนวนในของไวรัส สามารถยับยั้ง SARS-Co V ช่วยให้เล็บแข็งแรง ผมดกดำเงางาม เสริมสร้างผมเส้นใหม่ (เพิ่มข้อมูล การเสริมภูมิคุ้มกัน ในการป้องกัน covid ) เพิ่มความแข็งแรงผมที่ดัด ย้อม ยืด โกรก ทำสีผมอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดปัญหาเส้นผมไม่แข็งแรง หลุดร่วงง่าย แก้ปัญหาเล็บเปราะบาง ฉีกขาดง่าย • ลดผมหลุดร่วง ให้ผมขึ้นใหม่แข็งแรง • ผิวสวยใสอมชมพู • เล็บแข็งแรง ไม่เปราะบาง หักง่าย • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันภูมิแพ้ หวัด • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ร่างกาย วิธีใช้ • เพื่อลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม รับประทาน 2,400 ไมโครกรัม/วัน (4 เม็ด) • เพื่อบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทาน 1,200 ไมโครกรัม / วัน (2 เม็ด) • เพื่อรักษาอาการเล็บเปราะ บาง ฉีกขาดง่าย รับประทาน 2,400-3,600ไมโครกรัม / วัน (4 – 6 เม็ด) • เพื่อป้องกันการขาดไบโอติน รับประทาน 600-1,200 ไมโครกรัม / วัน (1-2 เม็ด) • ควรรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้ร่างกายค่อยปรับสภาพ ฟื้นฟู ข้อบ่งใช้ ใช้เป็นอาหารเสริม ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ชื่อสินค้า เนเจอร์ บาลานซ์ Bio Zinc Plus (90 แคปซูล) เลขที่ใบจดแจ้ง 13-1-00449-5-0198 ปริมาณ / อายุสินค้า 1 กล่อง บรรจุ 90 เม็ด และ 1 เม็ด มี zinc 6 mg. , Biotin 6 mg. / 36 เดือนหลังจากวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 15 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Zinc Amino Chelate, กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid), สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract), สารสกดัจากมะเขือเทศ (Tomato extract), กรดแอลฟ่า-ไลโพอิก (Alpha-Lipoic Acid), ซีลีเนียม อะมิโน แอซิด คีเลต, Biotin FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : Bio Zinc Plus แตกต่างจาก Zinc ทั่วไปอย่างไร? A ตอบ : Bio Zinc Plus และ Zinc ทั่วไปมีความแตกต่างกันในด้านส่วนผสมและคุณสมบัติที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดย Bio Zinc Plus มีส่วนผสมที่สำคัญคือ Zinc Amino Chelate และ Biotin ซึ่งช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรง รวมถึงช่วยให้ผิวดูสวยใสอมชมพู นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นและมะเขือเทศที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม ในขณะที่ Zinc ทั่วไปมักจะมี Zinc ในรูปแบบที่ง่ายกว่า เช่น Zinc Gluconate หรือ Zinc Sulfate ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและมีบทบาทสำคัญในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ แต่ไม่มีส่วนผสมเสริมอื่นๆ ที่ช่วยในด้านความงามและสุขภาพผิวเหมือน Bio Zinc Plus ดังนั้น Bio Zinc Plus จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพผิว ผม และเล็บในขณะที่ Zinc ทั่วไปเหมาะสำหรับการเสริมภูมิคุ้มกันและการทำงานของร่างกายทั่วไป” Q ถาม : Bio Zinc Plus ช่วยลดผมร่วงและทำให้ผิวเนียนใสได้อย่างไร? A ตอบ : ลดผมร่วง: Zinc มีบทบาทในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผม โดยช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมใหม่และลดการหลุดร่วงของเส้นผม นอกจากนี้ Biotin ยังช่วยในการปรับปรุงสุขภาพของเส้นผม ทำให้ผมดกดำและเงางาม ทำให้ผิวเนียนใส: Biotin และสารสกัดจากเมล็ดองุ่นช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อการทำให้ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ Zinc ยังช่วยในการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับ การรับประทาน Bio Zinc Plus อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการดูแลเส้นผมและผิวหนัง ทำให้ผมและผิวมีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว Q ถาม : มีผลข้างเคียงจากการทานผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่? A... --- เนเจอร์ บาลานซ์ Zinc (90 แคปซูล) ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน Zinc ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหลายชนิด โดยยับยั้งการเพิ่มจำนวนในของไวรัส สามารถยับยั้ง SARS-CoV 📨ช่องทางการสั่งซื้อ เว็บไซต์ Pan Delivery https://www.pandelivery.com/ เนเจอร์ บาลานซ์ Zinc (90 แคปซูล) เสริมสร้างความแข็งแรงให้ ผิว ผม เล็บ กระดูก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆทำงานได้ปกติ ลดความเสี่ยงในการเกิดภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ(cytokine storm) นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน รับประทานเพียงวันละเม็ด ป้องกันต้านไวรัส เวลานี้เราต้องเสริมภูมิต้านทานกันหน่อย Zinc 15 mg. ต่อวัน ควบคู่ไปกับวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการหวัด Zinc จำเป็นต่อการสร้าง โปรตีนและคอลลาเจน พร้อมช่วยซ่อมแซม ร่างกายที่เสื่อมโทรม แถมช่วยให้ผิวสวยไร้สิว วิธีใช้ 1 กล่อง บรรจุ 90 เม็ด ทานวันละเม็ด ได้ 90 วัน หรือ 3 เดือน คำเตือน ห้ามรับประทานร่วมกัน กับยา tetracycline ชื่อสินค้า เนเจอร์ บาลานซ์ Zinc (90 แคปซูล) เลขที่ใบจดแจ้ง 10-1-35240-1-0040 ปริมาณ / อายุสินค้า 1 กล่อง บรรจุ 90 เม็ด และ 1 เม็ด มี Zinc 15 mg. / 36 เดือนหลังจากวันที่ผลิต น้ำหนักสินค้า 15 กรัม ส่วนผสมที่สำคัญ Zinc Amino Chelate (ดูดซึมได้ง่ายที่สุด) FAQ (คำถาม–คำตอบยอดฮิต) Q ถาม : Bio Zinc Plus แตกต่างจาก Zinc ทั่วไปอย่างไร? A ตอบ : Bio Zinc Plus และ Zinc ทั่วไปมีความแตกต่างกันในด้านส่วนผสมและคุณสมบัติที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดย Bio Zinc Plus มีส่วนผสมที่สำคัญคือ Zinc Amino Chelate และ Biotin ซึ่งช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรง รวมถึงช่วยให้ผิวดูสวยใสอมชมพู นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นและมะเขือเทศที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม ในขณะที่ Zinc ทั่วไปมักจะมี Zinc ในรูปแบบที่ง่ายกว่า เช่น Zinc Gluconate หรือ Zinc Sulfate ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและมีบทบาทสำคัญในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ แต่ไม่มีส่วนผสมเสริมอื่นๆ ที่ช่วยในด้านความงามและสุขภาพผิวเหมือน Bio Zinc Plus ดังนั้น Bio Zinc Plus จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพผิว ผม และเล็บในขณะที่ Zinc ทั่วไปเหมาะสำหรับการเสริมภูมิคุ้มกันและการทำงานของร่างกายทั่วไป” Q ถาม : Bio Zinc Plus ช่วยลดผมร่วงและทำให้ผิวเนียนใสได้อย่างไร? A ตอบ : ลดผมร่วง: Zinc มีบทบาทในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผม โดยช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมใหม่และลดการหลุดร่วงของเส้นผม นอกจากนี้ Biotin ยังช่วยในการปรับปรุงสุขภาพของเส้นผม ทำให้ผมดกดำและเงางาม ทำให้ผิวเนียนใส: Biotin และสารสกัดจากเมล็ดองุ่นช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อการทำให้ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ Zinc ยังช่วยในการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับ การรับประทาน Bio Zinc Plus อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการดูแลเส้นผมและผิวหนัง ทำให้ผมและผิวมีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว Q ถาม : มีผลข้างเคียงจากการทานผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่? A ตอบ : การทานผลิตภัณฑ์ Bio Zinc Plus อาจมีผลข้างเคียงได้บ้าง โดยเฉพาะถ้าหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือทานในขณะท้องว่าง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หรือรู้สึกได้รสเหล็กในปาก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดความเสียหายกับไตและกระเพาะอาหารได้หากทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม Bio Zinc Plus เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งหมายความว่าหากรับประทานมากเกินไป ร่างกายจะสามารถขับถ่ายออกมาได้เอง โดยไม่สะสมเป็นส่วนเกินในร่างกาย แต่ควรรับประทานหลังอาหารทันทีหรือหลังอาหาร 3-5 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น Q ถาม : เหมาะสำหรับใครบ้าง? A ตอบ : ผู้ที่มีปัญหาเส้นผม: ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงหรือเส้นผมไม่แข็งแรง เนื่องจาก Bio Zinc Plus ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผมและลดการหลุดร่วง ผู้ที่มีเล็บเปราะบาง: สำหรับผู้ที่มีเล็บที่ฉีกขาดง่ายหรือเปราะบาง Bio Zinc Plus สามารถช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้นได้。 ผู้ที่ต้องการดูแลผิว: ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูเนียนใสและมีสุขภาพดี เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างสุขภาพผิว ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน: Bio Zinc Plus ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันการเจ็บป่วยหรือภูมิแพ้ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว: เนื่องจาก Zinc เป็นสารอาหารที่สำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องการเสริมสร้างสุขภาพ การรับประทาน Bio Zinc Plus อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการดูแลเส้นผม เล็บ และผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ Q ถาม :... --- --- > ลิขสิทธิ์ © 2025 แพนราชเทวีกรุ๊ป สงวนลิขสิทธิ์ ---