รักษา “กระเนื้อ” จบปัญหาเพิ่มความมั่นใจ

1 min read

รักษา “กระเนื้อ” จบปัญหาเพิ่มความมั่นใจ คืนความเรียบเนียนให้ผิวสุขภาพดี

หนึ่งในปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อยเมื่อผิวเริ่มมีการเสื่อมสภาพ นั่นคือ “กระเนื้อ” ไม่ว่าจะเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น แสงแดด มลภาวะ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยจะพบในตำแหน่งต่างๆของผิวหนัง ทั้งบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก หรือแผ่นหลัง กระเนื้อมีลักษณะอย่างไร มีสาเหตุมาจากไหน และมีวิธีรักษาหรือป้องกันอย่างไรบ้าง เราจะไปทำความรู้จักกับกระเนื้อด้วยกัน

ลักษณะของกระเนื้อ

ถึงแม้ว่าลักษณะของ “กระเนื้อ” จะมีความคล้ายคลึงกับ “ติ่งเนื้อ” ที่มักจะเกิดขึ้นได้บนผิวหนังเช่นกัน แต่ลักษณะของทั้งสองอาการก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังต่อไปนี้

“กระเนื้อ” (Seborrheic keratosis) เป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามอายุ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกตำแหน่งในร่างกาย โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อรูปร่างทรงกลมหรือวงรีแปะติดอยู่กับผิวหนัง มีขนาดเล็กไปจนถึงประมาณ 1 นิ้ว (หรือ 2.5 เซนติเมตร) ในระยะแรก จะเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อน จากนั้นจะขยายใหญ่ มีลักษณะนูนและหนามากยิ่งขึ้น สีจะเข้มมากขึ้นเป็นสีน้ำตาลดำ ผิวจะขรุขระโดยนูนขึ้นมาจากผิวรอบข้าง มักจะเกิดขึ้นในเซลล์ของชั้นหนังกำพร้า อาจจะพบในบริเวณที่ถูกแสงแดดมากกว่าส่วนอื่น ๆ เช่น ใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก ไหล่ ท้อง และหลัง มักจะเกิดเป็นกระจุกมากกว่าจุดเดียว แต่จะไม่พบตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้า อาจมีอาการคันหรือเกิดการระคายเคือง แต่ไม่มีอาการเจ็บ ไม่มีอาการที่เกิดการติดต่อ แต่อาจจะทำให้ผิวดูไม่เกลี้ยงเกลาและไม่สวยงาม

ในขณะที่ “ติ่งเนื้อ” (Skin Tag) ที่ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกับกระเนื้อ แต่ความแตกต่างคือ จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนยื่นหรืองอกออกมาจากผิวหนัง มักมีสีเดียวกันกับผิวหนังบริเวณนั้น มีขนาดตั้งแต่น้อยกว่า 1 มิลลิเมตร จนถึงมากกว่า 10 มิลลิเมตร พบในวัยกลางคนเป็นต้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและคนอ้วน ที่มีน้ำหนักมาก ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นมากกว่าผู้ชาย ติ่งเนื้อมีหลายขนาดตั้งแต่เล็กจนใหญ่ มักจะพบในบริเวณที่มีการเสียดสีอยู่บ่อย ๆ เช่น เปลือกตาบน รักแร้ ใต้ราวนม และลำคอ เป็นต้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ แต่ถ้ามีการเสียดสีก็อาจจะทำให้รู้สึกเจ็บและมีเลือดออกได้ มักจะมีขนาดโต เพิ่มจำนวนตามอายุหรือเกิดในช่วงตั้งครรภ์

สาเหตุของการเกิดกระเนื้อ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดกระเนื้อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการเกิดกระเนื้อได้ ดังต่อไปนี้

  1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามวัยที่เพิ่มขึ้น โดย 90% พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ไม่เพียงเท่านั้น กระเนื้อยังสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ใหญ่วัยกลางคนที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปีด้วยเช่นกัน
  2. พันธุกรรม บุคคลที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นกระเนื้อมาก่อน ก็จะมีโอกาสเกิดกระเนื้อได้สูงกว่าคนทั่วไป นับเป็นลักษณะอาการที่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และถ้าหากเป็นกรรมพันธุ์ชนิดลักษณะยีนส์เด่น โอกาสที่จะส่งต่อกระเนื้อไปยังรุ่นถัดไปก็มีมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
  3. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ในผู้หญิง พบว่ากระเนื้อเกิดขึ้นได้มากกว่าปกติในช่วงเวลาที่มีการตั้งครรภ์ หลังจากได้รับฮอร์โมนบางชนิด ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดกระเนื้อได้เช่นกัน
  4. แสงแดด นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ทำงานกลางแจ้งหรือโดนแดดเป็นเวลานานจะมีโอกาสเกิดกระเนื้อได้มากกว่าคนที่ทำงานในร่ม ซึ่งในส่วนผิวหนังที่สัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังสะสม คนที่มีผิวขาวจะเห็นได้ชัดกว่าคนที่มีผิวสีเข้ม และการเกิดกระเนื้อจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป
  5. สาเหตุอื่น ๆ เช่น เป็นโรคผิวหนัง การติดเชื้อไวรัส การกลายพันธุ์ของยีน เป็นต้น

การวินิจฉัยกระเนื้อ

ถึงแม้ว่า “กระเนื้อ” จะไม่ส่งผลอันตรายใดๆต่อร่างกาย มีเพียงลักษณะที่ไม่น่ามองเท่านั้น แต่เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตได้ไม่หยุด และขยายขนาดต่อไปได้เรื่อยๆ และยังมีสีที่เข้มขึ้นจนอาจทำให้ใครหลายคนไม่สบายใจ หรืออาจจะรู้สึกเจ็บปวด มีอาการระคายเคือง มีเลือดไหลออกมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและวินิจฉัย ซึ่งแพทย์สามารถวินิจฉัยอาการจากการสังเกตที่ผิวหนัง การสอบถามประวัติและการตรวจร่างกาย ในกรณีที่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงกระเนื้อธรรมดาหรือเป็นความผิดปกติอย่างอื่น เนื่องจากกระเนื้อมีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังหรือโรคมะเร็วผิวหนังหลายชนิด เช่น ชนิดเมลาโนมา (Malignant Melanoma) ชนิดเบซาลเซลล์ (Basal Cell Carcinoma – บีซีซี) หรือชนิดสะความัส (Squamous Cell Carcinoma) จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นในการตรวจเพิ่มเติมควบคู่กันไป ได้แก่

  • การส่องกล้องตรวจผิวหนัง (Dermatoscopy) เพื่อแพทย์จะสามารถดูลึกไปถึงโครงสร้างของผิวหนัง และความผิดปกติของเม็ดสี
  • การตัดชิ้นส่วนของกระเนื้อ เพื่อเป็นการเก็บตัวอย่างของผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาไปตรวจอย่างละเอียดในทางพยาธิวิทยา โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์(Skin Biopsy)ส่องเพื่อดูความผิดปกติของชิ้นเนื้อนั้นๆ

ภาวะแทรกซ้อนของกระเนื้อ

โดยทั่วไป “กระเนื้อ” เป็นเนื้อที่งอกออกจากผิวหนังชนิดที่ไม่ร้ายแรง ไม่ส่งผลใดๆต่อร่างกาย แต่จะส่งผลต่อความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอก ทำให้ผิวไม่เรียบเนียน และส่งผลต่อสภาพจิตใจ เนื่องจากทำให้เครียด กังวลหรืออาย หรือในบางรายอาจจะเกิดอาการระคายเคือง คัน บวมอักเสบ ผิวแตกเป็นแผล มีเลือดออก และที่สำคัญกระเนื้อที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายผื่น ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับมะเร็งผิวหนัง เนื้องอกชนิดอะดีโนคาซิโนมาในทางเดินอาหาร (Gastric Adenocarcinoma) หรือกลุ่มอาการที่เป็นผลจากโรคมะเร็ง (Paraneoplastic Syndrome) แต่พบได้น้อยมาก ด้วยเหตุนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างเด็ดขาด ชัดเจน เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

วิธีรักษากระเนื้อ

แท้จริงแล้ว โดยตัวของกระเนื้อไม่มีอันตรายใดๆ แต่ผู้คนนิยมกำจัดออกจากร่างกายเนื่องด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับความสวยงามหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นมีการระคายเคืองหรือเสียดสีกับเสื้อผ้า ในส่วนของวิธีการรักษาหรือกำจัดกระเนื้อสามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดด้วยความเย็นหรือการจี้เย็น (Cryosurgery) โดยการใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งเพื่อทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ผิดปกติที่ยื่นออกมา เป็นวิธีการกำจัดกระเนื้อที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ แต่อาจจะส่งผลให้เกิดรอยด่างบริเวณที่เกิดกระเนื้อ แต่อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนักกับกระเนื้อที่มีลักษณะนูน วิธีการนี้จะทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำพองขึ้น แต่ต่อมาก็จะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกไปภายใน 2-3 สัปดาห์
  • การขูดเอาเนื้อเยื่อที่เป็นกระเนื้อออกมาโดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า Curettage เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางหรือเรียบลง สามารถทำควบคู่กับการผ่าตัดเย็นหรือการจี้ด้วยไฟฟ้า
  • การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery) โดยแพทย์จะทายาชาก่อนที่จะใช้เครื่องจี้ไฟฟ้ากับบริเวณผิวหนังที่เป็นเป็นกระเนื้อ ต้องทำกับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดแผลเป็นตามมาได้ สามารถทำควบคู่กับวิธีขูดเอาเนื้อเยื่อออกมา ใช้เวลาในการรักษานานกว่าวิธีอื่น
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Ablative Laser Surgery) ซึ่งเลเซอร์ที่นิยมใช้ในการกำจัดกระเนื้อ คือ CO2 Laser หรือคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เลเซอร์ (Carbondioxide Laser) โดยจะทายาชาที่บริเวณผิวหนังที่ต้องการก่อน วิธีการเช่นนี้จะทำให้มีแผลตื้นๆบริเวณที่กระเนื้อถูกจี้ออก แต่แผลจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดเลือนรอยกระได้เป็นอย่างดี
  • การจี้ด้วยสารเคมี (Focal Chemical Peel) เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid) วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่การจี้ด้วยวิธีนี้จะทำให้เนื้อเยื่อของติ่งเนื้อที่ยื่นออกมาตายและหลุดออก แต่ถ้าหากกระเนื้อหนามากอาจจะทำให้หลุดออกมาไม่หมด ต้องจี้หลายครั้ง

ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้การรักษากระเนื้อได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะแต่ละวิธีย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และหลังจากที่รักษา กระเนื้อมักไม่ค่อยกลับมาเป็นที่จุดเดิม แต่มีโอกาสที่จะเกิดในส่วนอื่นๆของร่างกายได้

การป้องกันกระเนื้อ

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการระบุสาเหตุของการเกิดกระเนื้ออย่างชัดเจน แต่สามารถลดโอกาสเสี่ยงจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ เพราะหนึ่งในสาเหตุของการเกิดกระเนื้อมาจากแสงยูวี ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะในช่วง 10:00 – 15:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงมาก ควรมีการสวมเสื้อแขนยาว หรือหมวก และไม่ลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไปเพื่อปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


[aioseo_breadcrumbs]

About

พีคอสเมด Pcosmed

“พีคอสเมด” เว็บไซต์รวมบทความโซลูชั่นด้านผิวหนังจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง คุณจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการดูแล รักษาผิว รู้จักสภาพผิว เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม #PCosMed #พีคอสเมด #pcosmedth #แพนคอสเมติก #ราชเทวีคลินิก

Pathum Thani, Thailand

Featured Posts

Brands

EAZI Skincare

ผลิตภัณฑ์ประจำบ้าน ลดอาการคัน ไม่ใช่ยา ไม่มีสเตียรอยด์ คิดค้นโดยแพทย์ผิวหนังอเมริกาฯ

Nature Balance

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยปกป้องรักษาความสมดุลของร่างกาย เสริมองค์ประกอบของเอนไซม์ ปฏิกิริยาในระบบร่างกาย

PAN Cosmetic

เวชสำอาง เครื่องสำอาง เพื่อสุขภาพผิวพรรณ และความงาม ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

DooDee Precision

เว็บไซต์ที่ให้ความรู้และคำแนะนำ สำหรับการทำให้ผิวพรรณดูดี ด้วยหลักการแพทย์แม่นยำ (Precision medicine)